คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

‘บันเทิงธิปไตย’ เลยเถิด ละเมิดกฎหมาย ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ?
กรณีข่าวปลอมภาพสลิปโอนเงินจำนวน 7 ล้านบาท ผ่านแอปธนาคารกสิกรไทย โดยกล่าวอ้างว่าเป็น “ค่าน้ำชา” โอนเข้าบัญชีชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” พร้อมข้อความกล่าวหาปรักปรำรุนแรง
ล่าสุด มีรายงานว่า พิสูจน์ทราบตัวแอดมินแล้ว ชื่อนายชัยรัตน์ อายุ 26 ปี เป็นอดีตสมาชิกพรรคส้ม ซึ่งจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง
1. ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ชี้แจงข้อเท็จจริง ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่า
จากการตรวจสอบ ยืนยันว่า ไม่พบเลขที่บัญชีผู้รับเงินที่ปรากฏบนภาพสลิป ว่าเป็นบัญชีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในระบบของธนาคารกสิกรไทยแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ระบบแอปพลิเคชัน K PLUS มีการจำกัดวงเงินทำรายการโอนสูงสุดไว้ที่ 5 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น การปรากฏตัวเลขยอดโอนครั้งเดียว 7 ล้านบาทบนสลิป จึงขัดแย้งกับความเป็นจริงของระบบโดยสิ้นเชิง

2. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหา ได้ชี้แจง สรุปว่า
ข้อมูลเลขบัญชีที่ระบุในสลิป (XXXX-1551) ไม่ใกล้เคียงกับบัญชีของตนเลย และในบัญชีจริงของตนมีเงินอยู่เพียงหลักหมื่นบาทเท่านั้น รวมถึงในหนังสือรับรองเงินฝากที่เคยยื่นต่อ ป.ป.ช. ก็ไม่มีรายการเงินจำนวนนี้ ตนพร้อมรับการตรวจสอบตามระบบตรวจสอบปกติที่มีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังฝากสุภาษิตโบราณ “ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด” ถึงกลุ่มคนที่รีบนำภาพนี้ไปแชร์ต่อโดยไม่คิดวิเคราะห์แยกแยะ พร้อมมองว่าบางคนพยายามใช้โอกาสนี้ตีกินทางการเมือง
เมื่อถามว่าจะฟ้องร้องหรือไม่? นายกฯ อนุทินระบุว่า “ขอดูก่อน” พร้อมเปรียบเปรยว่า โปรไฟล์เพจต้นทางใช้รูปหัวสุนัขและใช้นามแฝงภาษาอังกฤษ (Godd Dam) ไม่ใช่ชื่อคน
3. ทีมโฆษกรัฐบาล ชี้แจง
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เรื่องนี้ สามารถ“ตีเก๊” ได้ทันที เนื่องจากไม่มีนักการเมืองคนไหนที่จะรับเงินจำนวนมากผ่านสลิปธนาคารตรงๆ แบบไม่มีที่มาที่ไปให้ผิดกฎหมาย พร้อมเตือนกลุ่ม สส. หรือนักการเมืองที่นำไปเผยแพร่ต่อเพื่อโจมตีรัฐบาลว่าอาจต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญาและจริยธรรม
“เพจหมา !!! ... ตัวต้นทางอาจอยู่ต่างประเทศแต่ โพสต์ข่าวปลอม ให้มีคนแชร์ต่อโดยนักการเมืองและเครือข่ายพรรคการเมืองหนึ่งไปแชร์ต่อ
จนได้ตัวเลขระดับหนึ่งก็ลบโพสต์ ทิ้งคดีไว้ให้คนที่แชร์ต่อ
ต้นทางคือบัญชีที่ไม่มีตัวตน โพสต์ข้อความ ข่าวปลอมบิดเบือน ใส่ร้ายคนที่ต้องการจะทำร้าย
แล้วเริ่มต้นสร้างเอจเกจเม้นต์ด้วยขบวนการและ bot เพื่อให้โพสต์ถูกเห็นและถูกแชร์ต่อ
นี่คือเหตุผลว่าทำไม พรรคการเมืองโซเชียล ไม่เคยที่จะสร้างผู้ติดตาม แฟนคลับ หรือด้อมของตนให้เป็นผู้ติดตามข้อมูลการเมืองแบบมีคุณภาพ แต่เป็นลักษณะผู้นำว่าอย่างไรก็ “เห็นตามเขาเล่าว่า...” กันไป
เพื่อต้องการใช้ประโยชน์ในการปล่อยเรื่องแบบนี้
นี่คือขบวนการสกปรกที่ทำเพียงเพื่อทำลายล้างกันทางการเมือง... และหากขบวนการนี้ไม่ได้มีบัญชีนี้บัญชีเดียว แต่ได้ปล่อยข้อมูลลักษณะนี้กับเรื่อง ความมั่นคงของชาติ ล่ะ?” -นายเอกภพ เพียรพิเศษ กล่าว
4. กรณี “ปลอมสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท” เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนถึงอันตรายของการหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย และเป็นความผิดทางกฎหมายหลายฐานความผิด
ครั้งนี้ ข่าวปลอมแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ผ่านการแชร์ของนักการเมืองฝ่ายค้านพรรคส้มที่นิยมใช้สื่อโซเชียลในการโจมตีปั่นกระแสทางการเมือง จนถูกวิจารณ์ว่า “บันเทิงธิปไตย”สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงบุคคลและสร้างความสับสนให้สังคมได้ในเวลาอันสั้น
ที่ผ่านมา มิจฉาชีพสามารถใช้ AI สร้างสลิปโอนเงินปลอมที่แนบเนียน ด้วยเป้าหมายหลัก คือ การหลอกร้านค้าออนไลน์หรือเหยื่อลงทุน
ดังที่มีคนเปลี่ยนชื่อ “อนุทิน” เป็นชื่ออื่นๆ ให้ดูว่า ใครๆ ก็ทำได้
การ “แชร์ต่อ” ที่ขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะถ้ามีเจตนาซ่อนเร้นทางการเมือง เล็งเห็นผลต้องการดิสเครดิต ใส่ร้ายผู้บริหารประเทศ คู่แข่งทางการเมือง ปั่นกระแสโจมตีให้เกิดความเกลียดชัง ถ้ามุ่งให้เกิดการต่อต้านการบริหารประเทศ หรือเดินต่อไปสู่การปั่นให้ลูกฮือก่อเหตุวุ่นวาย เลียนแบบเหตุที่เกิดจลาจลในยุโรปขณะนี้หลายๆ เมือง ก็จะเป็นการกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง ไม่สมควรให้อภัย ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ถึงที่สุด รวดเร็ว



กรณีนี้ มองว่า การบิดเบือนมีเจตนาชัดเจนที่จะ “ทำลายล้างทางการเมือง” โดยสร้างเรื่องเท็จเพื่อใส่ร้ายบุคคลในตำแหน่งระดับสูงของประเทศ การกระทำนี้ อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาหลายฐาน ดังนี้
ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ (มาตรา 14) - การนำข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ที่แชร์ต่อก็มีความผิดในฐานะผู้เผยแพร่ เช่นกัน
ความผิดฐานหมิ่นประมาท (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326) -การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามด้วยข้อมูลเท็จเพื่อให้เสียชื่อเสียง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานปลอมเอกสาร (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264) - การทำสลิปโอนเงินปลอมถือเป็นการปลอมเอกสารเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นของจริง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ร่วมกระทำการ หรือผู้สนับสนุน หรือผู้ใช้ให้กระทำ ก็มีความผิดด้วย
5. กรณีที่ สส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก พรรคส้ม แชร์ขยายข่าวปลอมสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท ถือเป็นกรณีต้องดำเนินการให้เป็นบรรทัดฐานว่า ผู้แทนราษฎรจะต้องมีความรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายอาญาและจริยธรรม
นอกเหนือจากคดีอาญา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมของ สส.
การแชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ ถือเป็นพฤติกรรม“มักง่าย” หรือ “ชุ่ย” ที่ขัดต่อหลักความรับผิดชอบต่อสังคม และอาจถูกร้องเรียนต่อคณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรได้
น่าสนใจว่า พรรคส้ม หรือพรรคประชาชน หากไม่ดำเนินการทางวินัยอะไรเลย ก็จะตอกย้ำว่า ผู้นำพรรคในปัจจุบัน ตกอยู่ใต้ตีน สส.รักชนก ไม่กล้าหืออือ แม้กระทั่งแชร์ข่าวปลอมหลอกคนทั้งบ้านทั้งเมือง พรรคก็ไม่กล้าทำอะไร หรือสมรู้ร่วมคิดไปกับขบวนการข่าวปลอมด้วย อย่างนั้นหรือ?
6. นายสันติสุข มะโรงศรี พิธีกรข่าว Top News ตั้งข้อสังเกตน่าสนใจ ว่าด้วยเรื่อง “จาก “กะเพรา” เขย่า “กะลา” ถึง “โอน7ล้าน” ปั่นอะไรก็เชื่อ” ระบุว่า
…….
“ที่ผ่านมา… เพจการเมืองสีส้มที่ชอบด้อยค่าประเทศไทย มักใช้ว่า “ไทยแลนด์แดนกะลา” เพื่อบูลลี่คนไทยในทำนองว่า โลกแคบ อยู่กับข้อมูลเก่าๆ ไม่อัปเดต ไม่รับการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ วิโรจน์เย้ยหยันว่า ไทยยิงดาวเทียมไปก็จะชนกะลา เป็นต้น
ผมคิดว่า โลกโซเชียลปัจจุบัน คำว่า “กะลา” และ “เอคโคแชมเบอร์” (Echo Chamber) อาจนำมาเปรียบเทียบได้ ในฐานะ “กับดักทางความคิด” สร้างพื้นที่จำกัดทางข้อมูลความคิด ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เฟกนิวส์แพร่กระจายด้วยอารมณ์รุนแรงมากกว่าปกติ
Echo Chamber คือ ระบบอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย ที่คัดเลือกเนื้อหามาเสิร์ฟตามความชอบเดิมของผู้ใช้งาน เช่น เสพแต่ข่าวจากสำนักข่าวเชียร์สีส้ม กลุ่มสามนิ้ว อินฟลูส้ม หมอผี เพจการเมืองสายปั่น เพจเอ็นจีโอบางสาย ฯลฯ
ดังนั้น เมื่อมีคนปั่นข่าวปลอมเรื่องกะเพรา ข่าวนี้จะถูกส่งไปหาคนที่มีแนวโน้มจะเชื่อเรื่อง “นายทุนผูกขาด” “จับกุมชาวบ้าน” ฯลฯ กระทั่งเกิดการสะท้อนกลับของเสียง (Echo) และการยืนยันความเชื่อเดิม โดยเมื่อข่าวปลอมเรื่องกะเพราเข้าไปใน “กะลา” หรือ “เอคโคแชมเบอร์”คนในนั้นจะส่งต่อ ตอกย้ำ และเออออตามกัน โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้อง เพราะมีขบวนการด้อยค่า ดิสเครดิต บูลลี่ผู้ที่ให้ข้อมูลความจริงที่แตกต่างจากความเชื่อดังกล่าว (เช่น Top News โดนบูลลี่) ว่าเป็น “เดอะแบก” “ฝ่ายนายทุน” “ฝ่ายรัฐบาล” ฯลฯ
เสียงสะท้อนแบบนี้เอง ดูเหมือนเห็นพ้องต้องกันทั้งกลุ่ม ยิ่งทำให้คนใน “กะลา” รู้สึกว่า“เป็นเรื่องจริง” สร้างอารมณ์ความรู้สึก ความกลัว ความเกลียด และความโกรธร่วมกันจนละเลยการไตร่ตรองข้อมูลอย่างรอบคอบรอบด้านไปอย่างน่าเสียดาย
ยิ่งในปัจจุบัน การปั่นเฟกนิวส์ (Fake News) ไม่ใช่เรื่องของความคึกคะนองเท่านั้น แต่ขับเคลื่อนด้วยกลไกทางจิตวิทยาและการแสวงหาผลประโยชน์ เช่น
แสวงหาอำนาจและการยอมรับ - อยากให้ตนดูเหมือนคนที่ข้อมูลวงใน รู้แผนการลับรู้ลึก และหวังสร้างอำนาจเหนือผู้รับข้อมูลต่อจากตนเอง เรียกร้องความสนใจ ยอดไลก์ ยอดแชร์ และคอมเมนต์ จงใจเล่นข่าวโดยกระตุ้นดราม่า ปลุกเร้าความกลัว ดึงความสนใจของคนมากที่สุด
แสวงหาผลประโยชน์ทางการเงิน - นักปั่นข่าวปลอมจำนวนมาก อยู่ในคราบอินฟลูนักข่าว แอดมินเพจ คนดังสารพัดวงการ ฯลฯ อาศัยว่ามีคนติดตามเป็นทุนเดิม แต่ร่วมกระพือข่าวปลอมพวกนี้ให้ดูน่ากลัวที่สุด เพื่อล่อให้คนคลิกเข้ามาดู แชร์ออกไปเพิ่ม จะมีรายได้จากโฆษณา หลั่งไหลเข้ากระเป๋าของพวกเขามากขึ้น
แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง - เจตนาด้อยค่าฝั่งตรงข้าม อาศัยการสร้างเรื่องลวงเพื่อโจมตีกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามทางการเมืองกับตนเอง เล่นกับอคติความเชื่อเดิมของกลุ่มเป้าหมาย ถึงไม่จริง แต่ถ้าถูกใจ สะใจ ก็จะมีคนในเอคโคแชมเบอร์พร้อมเชื่อและช่วยแชร์ต่อทันที
ความจริง… ปัจจุบัน มีชาวบ้านเกษตรกร จดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ทั้งพืชผักผลไม้ ตามกฎหมาย ปี 2542 มากมาย
ตัวอย่างพันธุ์พืชพื้นเมืองที่ชาวบ้าน เกษตรกร ได้ทำการวิจัยพัฒนาเป็นสายพันธุ์ใหม่ จนสามารถจดทะเบียน เช่น
ลั่นทมชมพูปราจีน : พันธุ์ไม้ดอก ได้รับการจดทะเบียนเมื่อเดือนตุลาคม 2567 โดยเทศบาลตำบลโคกมะกอก จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับความคุ้มครอง 12 ปีตามกฎหมาย หากบุคคลภายนอกจะใช้ประโยชน์ต้องทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับชุมชน
ฟักทองไข่เน่าน่าน : เป็นพืชอาหาร จดทะเบียนเมื่อปี 2569 โดย อบต.บัวใหญ่ จังหวัดน่าน ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ข้อมูลลับอะไรเลย ผู้จดทะเบียนพันธุ์พืชนั้น มีทั้งชาวบ้าน เกษตรกร ชุมชน อปท. หน่วยงานวิจัย บริษัทเอกชน และหน่วยงานที่รัฐที่จดแล้วเอาไปให้เกษตรกรได้ใช้พันธุ์พืชใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การตลาด เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ทั้งหมด ทำตามขั้นตอนกฎหมาย ระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี ใครจะเอาเมล็ดไปเพาะพันธุ์ขายไม่ได้ แต่เอาไปปลูก เก็บผลผลิตขายได้ ถ้าเกสรปลิวไปแปลงข้างๆของชาวบ้าน บังเอิญติดผล ชาวบ้านก็ไม่มีความผิด (กรณี ตปท. ที่อ้างกัน นั่นมันจงใจทำกี่ไร่ทราบไหม ฯลฯ)
กรณีล่าสุด สลิปโอนเงินผ่านแอปกสิกร 7 ล้านนี่ก็เหมือนกัน
ต้องเอ๊ะอะไรบ้าง ทั้งยอดเงิน ทั้งความสมเหตุสมผล ทั้งมูลฐานที่มาของเรื่อง เพราะต้นโพสต์กล่าวหาทำนองว่าเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา เรื่องรุนแรง
คนเป็น สส.ควรเอาไปตรวจสอบเชิงลึก ประสาน ปปง. ตำรวจไซเบอร์ ธนาคาร สอบสวนความจริง
แต่เฟซ สส.คนดังพรรคส้ม ที่ปั่นเฟคนิวส์มาแล้วมากมาย กลับรีบแชร์ ถักทอการเคลื่อนไหว รับส่ง พอกระจายได้เยอะ ต้นทางลบ แต่คนใน “กะลา แอคโคแชมเบอร์” ไม่สนข้อมูลอื่น ด่าผสมโรงลูกเดียว
น่าคิดว่า สส.ส้มคนดัง รู้จัก ไว้ใจ ใกล้ชิดกับเพจรูปหมาขนาดไหน ถึงแชร์ข้อมูลนี้ใช้สถานะของตนช่วยกระพือความเสียหาย ร่วมกระทำการ หรือสนับสนุนการกระทำ โดยเจตนา เล็งเห็นผลที่จะตามมา ?
หรือแค่กลบเกลื่อนเสียงวิจารณ์ว่า “ฝ่ายบันเทิงธิปไตย” ไม่มีปัญญาหาหลักฐานจริงๆ เอาผิดรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้แต่ปั่นหัวคนในโซเชียลไปวันๆ...”
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

