คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘ทรัมป์’แพ้แต่‘อเมริกาต้องมาก่อน’
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะได้ทั้งสภาล่าง คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา หรือสภาสูง เท่ากับยึดสภาคองเกรสได้สำเร็จ
ทั้งนี้จากการเลือกตั้งในปี 2567 พรรครีพับลิกันของ“โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับการเลือกตั้งในสภาล่าง 220 ที่นั่งจากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ส่วนในสภาสูงได้รับเลือกตั้ง 53 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ซึ่งทำให้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งทั้งสองสภา ด้วยเหตุนี้“ทรัมป์บ้า”จึงใช้อำนาจบาตรใหญ่จากการครองเสียงข้างมากทั้งสภาล่างและสภาสูง ไปอาละวาดข่มขู่และก่อสงครามรุกรานอธิปไตยประเทศอื่น โดยที่ไม่ฟังเสียงทัดทานหรือเสียงคัดค้านจากพรรคเดโมแครต
แต่ผลจากการเลือกตั้งกลางเทอมในคราวนี้ พรรคเดโมแครตกลับมามีชัยชนะเหนือพรรครีพับลิกัน โดยได้ที่นั่งในสภาล่างอย่างน้อยเพิ่มขึ้นเป็น 228 ที่นั่ง จากเดิมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567 ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา 215 ที่นั่ง ส่วนในสภาสูงได้เพิ่มเป็น 54 ที่นั่ง จากเดิมมีอยู่ 47 ที่นั่ง
สรุปก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้ “โดนัลด์ ทรัมป์”พ่ายแพ้อย่างราบคาบทั้งสองสภา ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถพลิกชัยชนะคว้า 7 ที่นั่งในวุฒิสภา และ 24 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้กลับมาควบคุมสภาคองเกรสได้ทั้ง 2 สภา จากเดิมที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสภาล่างและสภาสูง
นอกจากนั้น พรรคเดโมแครตก็ยังสามารถเอาชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐอย่างน้อย 6 รัฐที่เคยเป็นของพรรครีพับลิกันมาครองได้ คือ รัฐเท็กซัส, รัฐจอร์เจีย, รัฐไอโอวา, รัฐเนวาดา, รัฐโอไฮโอ และรัฐอะแลสกา ทั้งยังพลิกกวาดเสียงข้างมากในระดับสภานิติบัญญัติของรัฐอีก 12 สภา ขณะที่พรรครีพับลิกันไม่สามารถชิงพื้นที่จากพรรคเดโมแครตมาครองได้แม้แต่สนามเดียว
ชัยชนะจากการเลือกตั้งกลางเทอมของพรรคเดโมแครตที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในครั้งนี้ คือชัยชนะจากการเลือกตั้ง สว. จาก 4 รัฐใน 7 รัฐ ที่พรรคเดโมแครตพ่ายแพ้ให้แก่พรรครีพับลิกันมาอย่างยาวนาน คือ แคนซัส, นอร์ทแคโรไลนา, เท็กซัส และเซาท์แคโรไลนา
รัฐแคนซัส-“อดัม แฮมิลตัน” (Adam Hamilton) วัย 62 ปี มีปูมหลังที่น่าสนใจ เขาเป็นทั้งบาทหลวง เป็นนักเขียน และเป็นนักการเมือง ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองครั้งใหญ่ในสหรัฐฯให้แก่พรรคเดโมแครต จากการที่สามารถเอาชนะ“โรเจอร์ มาร์แชลล์” (Roger Marshall) วัย 66 ปี สูตินารีแพทย์จากพรรครีพับลิกันเจ้าของเก้าอี้เดิม นับว่าเป็นชัยชนะของเดโมแครตในรอบ 94 ปี หลังจากที่พรรครีพับลิกันยึดครองพื้นที่นี้มาตั้งแต่ปี 2475
รัฐนอร์ทแคโรไลนา-“รอย คูเปอร์” (Roy Cooper) อดีตผู้ว่าการรัฐนอร์ทแคโรไลนา วัย 69 ปี จากพรรคเดโมแครตพลิก คว้าชัยชนะครั้งแรกในรอบ 18 ปีของพรรคเดโมแครต
รัฐเท็กซัส-“เจมส์ ทาลาริโก” (James Talarico) วัย 37 ปี อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐเท็กซัส พรรคเดโมแครต ซึ่งคว้าชัยชนะการเลือกตั้ง สว.รัฐเท็กซัส ในรอบ 38 ปีของพรรคเดโมแครต
รัฐเซาท์แคโรไลนา- “แอนนี แอนดรูว์ส” (Annie Andrews) หรือ ดร.แอนนี แอนดรูว์ส วัย 46 ปี เป็นกุมารแพทย์และนักการเมืองสังกัดพรรคเดโมแครต ที่นอกจากจะคว้าชัยชนะการเลือกตั้ง สว.ให้แก่พรรคเดโมแครต ในรอบ 28 ปีแล้ว เธอก็ยังเป็นสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐเซาท์แคโรไลนา ที่“เป็นวุฒิสมาชิกสตรี”
อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันในครั้งนี้ “ทรัมป์” ยอมรับว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านมีผลต่อการเลือกตั้ง เนื่องจากราราคาน้ำมันสูงขึ้นและทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ถึงกระนั้นคนอย่าง“ทรัมป์บ้า”ก็ได้ไม่ยอมรับอย่างเต็มปากว่า พรรครีพับลิกันแพ้เพราะสงครามรุกรานอิหร่านที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้น โดยบอกว่า “ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถมองเห็นได้เท่าที่ควร ว่าเศรษฐกิจของชาติกำลังเป็นไปได้ดีเพียงใด” และว่า“ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนั้นเกิดจากอิหร่าน”
จากการวิเคราะห์ของทุกสำนักข่าว มีข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างราบคาบในครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้พรรคเดโมแครตมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาล ขณะที่“โดนัลด์ ทรัมป์”จะเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในการผลักดันนโยบายผ่านสภาคองเกรส-มี 3 ประเด็นใหญ่ด้วยกัน คือ
1. ปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้า อาหาร และพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ประชาชนไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล“ทรัมป์” ขณะที่นโยบายภาษีนำเข้าถูกวิจารณ์ว่าเพิ่มต้นทุนสินค้า
2. สงครามอิหร่าน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ รวมถึงทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อการใช้กำลังทหารของรัฐบาล และ“ทรัมป์”เองก็ยอมรับว่าสงครามมีส่วนทำให้รีพับลิกันพ่ายแพ้
3. ความไม่พอใจต่อรัฐบาล ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากกังวลต่อทิศทางประเทศ การบริหารงาน และการใช้อำนาจของรัฐบาล ส่งผลให้คะแนนสนับสนุนรีพับลิกันลดลง
ดูกันต่อไปว่าแนวโน้ม“สงครามอิหร่าน”จะจบลงได้ดีหรือไม่ เพราะการพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกัน ไม่ได้หมายความ“โดนัลด์ ทรัมป์”จะหมดอำนาจในสถาครองเกรสไปเสียทีเดียว หากแต่“ทรัมป์”ยังมี“สิทธิยับยั้ง” หรือมี“อำนาจวีโต” (Veto Power) เว้นแต่ฝั่งพรรคเดโมแครตจะมีเสียงสนับสนุน 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาเพื่อลงมติ“ลบล้างวีโต้”(Overrule) แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
สำคัญที่สุด ก็คือ ไม่ว่าจะเดโมแครตหรือรีพับลิกัน แต่สุดท้ายแล้ว“อเมริกาต้องมาก่อน”-America First !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

