คอลัมน์ : ฝากฟ้า ฝากดิน

“ความยากจนทางจิตใจ กับ ความยากไร้ทางวัตถุ” ตอนที่ 10
ความยากจนนั้นเป็นปัญหาสำคัญของมนุษย์และเป็นปัญหาในทุกประเทศ ผมได้เสนอวิธีแก้ปัญหาจากหลายอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ และรู้ดีว่าเอาเข้าจริงก็ไม่มีใครแก้ปัญหาความยากจนได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เพราะมีเหตุและปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่ตัวคนจนเองจนถึงระบบเศรษฐกิจการเมืองนั้น ๆ ที่ล้วนก็มีข้อบกพร่อง วิธีเดียวที่พอช่วยได้บ้างก็คือประชาชนต้องพึ่งตนเอง อย่าเอาแต่พึ่งความช่วยเหลือจากรัฐและตลาด
“พึ่งรัฐ” ก็คือเงินช่วยเหลือต่าง ๆ ถือเป็นสวัสดิการของรัฐ แต่ยังไม่เป็นรัฐสวัสดิการ
“พึ่งตลาด” ก็คือ การค้าขาย ขายสิ่งของ ขายแรงงาน ขายบริการ กระทั่งขายตัว เมื่อซื้อก็จะซื้อจากตลาดเช่นกัน คนในเมืองนั้นไม่มีของกินของใช้ที่ผลิตได้เองเลย คนต่างจังหวัดอาจมีถ้าขยันเพิ่มจากงานประจำ
ส่วนการพึ่งตัวเองในภาคเกษตรกรรมนั้นก็รู้กันนานแล้วว่าต้องใช้ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” หรือถ้ามันเป็นวิชาการจนไม่อยากเข้าใจก็นึกถึง ไร่นาสวนผสม เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน เกษตรประณีต เป็นต้น การเกษตรดังกล่าวนี้ปลูกพืชหลายอย่าง มีสัตว์เลี้ยงด้วยก็ได้ เน้นไว้กินไว้ใช้ในครอบครัว เหลือก็ขายหรือแลกเปลี่ยน ส่วนมากผมเห็นในชุมชนที่เรียกว่า “ตลาดแบกะดิน” หรือตั้งโต๊ะเตี้ย ๆขาย เป็นการกระจายรายได้ที่หมุนเวียนในชุมชนเป็นหลัก การเกษตรดังกล่าวนี้เป็นวิถีของบรรพชนก่อนจะมีการค้าและการอุตสาหกรรม
แต่วิถีแบบนี้มันไม่ฟูฟ่า ดูไม่มีอนาคตที่จะร่ำรวย จึงไม่มีคนทำมากนัก จึงนิยมขายแรงงาน นอกจากเกษตรกรตัวจริงที่ไปทำงานอื่นไม่ได้ หรือพอใจกับวิถีแบบนั้น
อีกส่วนหนึ่งคือการเกษตรแบบอุตสาหกรรม เลี้ยงสัตว์ปลูกพืชเดี่ยว ใช้เทคโนลียีที่ทันสมัยเข้าช่วย ประหยัดแรงและเวลา แต่อาจไม่ประหยัดทุน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยากจนทุกคน ภาคเกษตรกรรมนั้นแค่อยู่ได้ก็นับว่าดีแล้ว
ส่วนคนอยู่ในภาคการบริการและขายแรงงาน รับเงินเดือนในอาชีพต่าง ๆ รายได้แตกต่างกันไป ตามแต่ความรู้ความสามารถ แต่โดยภาพรวมอยู่ได้ดีกว่าภาคเกษตรกรรม
นอกจากนี้ก็มีคนหาเช้ากินค่ำ เป็นคนที่ไม่มีความหวัง ไม่มีอนาคต แค่มีรายได้เลี้ยงชีพไปวัน ๆก็นับว่าดีแล้ว
สิ่งที่ต้องตระหนักคือทุกภาคการผลิต ไม่ว่าภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม การค้าและการบริการย่อมต้องมีคนจนจำนวนไม่น้อย ที่เกิดจากการไม่มีงานทำต่อเนื่อง บ้างก็ว่างงานระยะยาว ความจนของพวกเขาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เรียกว่า “ความจนแบบสัมบูรณ์” ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่รัฐและตัวคนจนเองต้องจัดการ
ยังมีคนจนอีกประเภทหนึ่ง คือ “ความจนแบบเปรียบเทียบ” หรือ “ความยากจนเชิงสัมพัทธ์” มันเป็นสภาวะที่บุคคลหรือครัวเรือนมีรายได้หรือทรัพยากรน้อยกว่ามาตรฐานการครองชีพเฉลี่ยของสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ แม้ว่าพวกเขามีเงินเพียงพอสำหรับปัจจัยสี่ (เช่น มีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัย) แต่พวกเขาก็ยัง "จน" เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ในสังคมนั้นๆ เพราะไม่สามารถเข้าถึงรูปแบบการใช้ชีวิต โอกาส หรือกิจกรรมทางสังคมที่คนทั่วไปทำกันได้
ความยากจนที่ต่ำกว่ามาตรฐานเฉลี่ยของสังคมที่ขยับขึ้นลงตามโครงสร้างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจของสังคมนั้นๆ ส่งผลต่อการกีดกันทางสังคม เช่น แม้ครอบครัวมีข้าวกินครบมื้อ แต่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนพิเศษ หรือเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้เหมือนเพื่อนร่วมชั้น
ความจนในลักษณะนี้ไม่ได้สร้างความทรมานทางร่างกายจากความอดอยาก แต่สร้าง "ความยากจนทางสังคม" และอาจมีบาดแผลทางจิตใจ ซึ่งเกิดจากการกีดกันทางสังคม ผู้คนกลุ่มนี้จะขาดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ การท่องเที่ยว หรือการเข้าสังคมในรูปแบบปกติที่คนทั่วไปทำกัน
นอกจากนี้ยังมีช่องว่างด้านโอกาส เด็กที่โตมาในครอบครัวที่จนแบบเปรียบเทียบ อาจเข้าไม่ถึงการศึกษาคุณภาพสูง เทคโนโลยี หรือคอนเนกชัน ซึ่งส่งผลต่อโอกาสในการขยับฐานะในอนาคต
ทั้งหมดอาจมีผลกระทบทางจิตใจ ก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกแยก น้อยเนื้อต่ำใจ หรือเครียดจากการเปรียบเทียบตัวเองกับมาตรฐานของคนรอบข้างในสังคม
คนจนแบบเปรียบเทียบนี้ มักมีปัญหาทางจิตใจมากกว่าด้านวัตถุ ส่วนคนจนแบบสัมบูรณ์นั้นมีมีปัญหาด้านวัตถุและส่งผลถึงจิตใจด้วย
ผมไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่จนทั้ง 2 แบบจะมีปัญหาทางด้านจิตใจเสมอไป ในสังคมชนบทนั้นยังมีระบบเครือญาติ มีพุทธศาสนาและวัฒนธธรมที่เชื่อมโยงคนในสังคมเข้าหากัน จึงยืนหยุ่นกว่าคนที่เกิดและเติบโตในเมือง เพราะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
แต่ไม่ว่าจนด้านวัตถุหรือจิตใจก็ล้วนส่งผลต่อสังคมทั้งนั้น และรัฐก็ไม่มีวันแก้ไขได้หมด ผมจึงนึกถึง “ธัมมิกสังคมนิยม” ของท่านพุทธทาสภิกขุที่เสนอไว้ดีมาก และผมเคยกล่าวถึงมาบ้างแล้ว
ผมว่าดีมากก็เพราะเป็น “ปรัชญาเศรษฐศาสตร์” ที่แก้ปัญหาทั้งวัตถุและจิตใจไปพร้อมกัน
มันเป็นปรัชญาที่รัฐไม่สามารถนำมาใช้เป็นนโยบายระดับประเทศได้ แต่สนับสนุนและช่วยรณรงค์ให้พลเมืองนำไปใช้ได้ อย่างเดียวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอพียงที่บุคคลต้องใช้เอง ดำเนินชีวิตเอง
นั่นคือการพึ่งตัวเอง ไม่มากก็น้อย
วิมล ไทรนิ่มนวล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

