รมว.แรงงาน ย้ำไม่ยกเลิกศูนย์ CI ต้องพิสูจน์สัญชาติ จ่อร่อนหนังสือต้านเมียนมาบังคับส่งเงินกลับ 25%

“จุลพันธ์” ย้ำศูนย์ CI จำเป็นต่อการยืนยันตัวตนแรงงาน จี้เมียนมาทบทวนเก็บเงินแรงงาน 25% แลกCI ย้ำ พร้อมหารือแนวทางแก้ไขตามหลักสากล
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) ว่า สำหรับกระทรวงแรงงาน ศูนย์ CI เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากต้องเข้าใจว่ากระบวนการรับรองบุคคลเป็นเรื่องของประเทศต้นทาง เช่นเดียวกับกรณีที่ประเทศไทยส่งแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ กระทรวงแรงงานอาจเป็นผู้อนุญาตให้ทำงาน แต่กระบวนการยืนยันตัวบุคคลต้องเป็นหน้าที่ของประเทศต้นทางของแรงงานนั้น ๆ
ดังนั้น การดำเนินงานของศูนย์ CI จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้กระทรวงแรงงานสามารถยืนยันตัวบุคคลได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับกฎระเบียบและกติกาการดำเนินงาน เนื่องจากศูนย์ CI ตั้งอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งมีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว 100%
ภายหลังเกิดเหตุการณ์ขึ้น กระทรวงแรงงานไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ส่งทีมเข้าไปพูดคุย รวมทั้งเชิญเอกอัครราชทูตเมียนมาเข้าพบแล้ว 2 ครั้ง เพื่อหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ กำลังเตรียมส่งหนังสืออย่างเป็นทางการผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปยังกระทรวงแรงงานของเมียนมา และจะส่งหนังสืออีกฉบับไปยังสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทยด้วย
ประเด็นที่น่าห่วงใยมากที่สุดในขณะนี้ คือกรณีที่มีการกำหนดให้แรงงานต้องมีกระบวนการส่งเงินรายได้กลับประเทศต้นทางในสัดส่วน 25% โดยจากการตรวจสอบพบว่า มีการเรียกดูหลักฐานสลิปการโอนเงินย้อนหลังในช่วงระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งเงินดังกล่าวไม่ได้โอนไปให้รัฐบาล แต่เป็นการโอนให้ครอบครัวของแรงงาน อย่างไรก็ตาม การนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นเงื่อนไขในการออกเอกสารยืนยันตัวตน หรือ CI ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักการ เนื่องจากการส่งเงินให้ครอบครัวเป็นสิทธิของประชาชนหรือบุคคลที่ไปทำงานในต่างประเทศ
กระทรวงแรงงานได้แสดงความห่วงใยในประเด็นนี้ต่อเอกอัครราชทูตเมียนมาอย่างชัดเจน และกำลังเตรียมออกหนังสือถึงกระทรวงแรงงานเมียนมา เพื่อแจ้งว่าประเทศไทยไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว พร้อมขอให้มีการหารือเพื่อแก้ไขปัญหาให้เป็นไปตามกติกาด้านแรงงานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกระทรวงแรงงานจะดำเนินการหารือและพบปะกับเอกอัครราชทูตหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ได้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอให้ยกเลิกระบบ CI และเปลี่ยนมาใช้บัตรสีชมพูแทน นายจุลพันธ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอาจต้องนำมาพิจารณาอย่างละเอียด โดยย้ำว่า กระบวนการของศูนย์ CI เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากกรณีที่ประเทศไทยส่งแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ หากแรงงานไม่สามารถต่ออายุวีซ่าได้และกลายเป็นแรงงานนอกระบบ กระบวนการยืนยันตัวบุคคลก็ยังต้องเป็นหน้าที่ของประเทศต้นทางในการรับรองประชากรของตนเองที่อยู่ในต่างประเทศ
สำหรับกรณีประเทศไทยซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมาและมีแรงงานจำนวนมาก การยืนยันว่าแรงงานเหล่านั้นเป็นบุคคลสัญชาติเมียนมาจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยไม่สามารถเข้าไปยืนยันตัวบุคคลแทนประเทศต้นทางได้ทั้งหมด
กระบวนการ CI จึงเป็นการยืนยันตัวตนว่าแรงงานเป็นประชาชนของประเทศใด โดยเข้าใจว่านอกจากจะต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนของประเทศต้นทางแล้ว ยังต้องมีเอกสารทะเบียนบ้านเพื่อประกอบการยืนยัน รวมถึงการดำเนินการด้านข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ด้วย
กระบวนการดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อประเทศไทยเช่นกัน เพราะการอนุญาตให้แรงงานเข้ามาทำงานจำเป็นต้องทราบว่าแรงงานแต่ละคนมีต้นกำเนิดมาจากประเทศใด โดยหลักการแล้วประเทศต้นทางต้องเป็นผู้ยืนยันบุคคล ไม่ใช่ประเทศปลายทางเป็นผู้รับรอง
ทั้งนี้ หากไม่มีระบบดังกล่าว ประเทศไทยก็สามารถดำเนินการยืนยันตัวบุคคลเองได้ โดยในอดีตเมื่อหลายปีก่อนเคยมีบางช่วงที่ประเทศไทยเป็นผู้ยืนยันตัวบุคคลแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ท้ายที่สุดก็เกิดปัญหาการสวมสิทธิ์ โดยมีบุคคลที่เข้ามาอาจไม่ได้เป็นประชากรของประเทศที่กล่าวอ้างจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการติดตามตัวบุคคลในภายหลัง
ดังนั้น การคงอยู่ของศูนย์ CI จึงยังมีความสำคัญ สำหรับแนวทางดำเนินการของกระทรวงแรงงานในขณะนี้ สิ่งแรกที่จะต้องทำคือการหารือกับผู้ดำเนินการ ซึ่งก็คือประเทศเมียนมา เพื่อให้แก้ไขกระบวนการให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องก่อน หากเมียนมายินยอมและดำเนินการตามแนวทางที่ได้หารือกันไว้ ปัญหาก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่หากไม่เป็นไปตามนั้น จึงค่อยพิจารณามาตรการในขั้นต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากสถานการณ์ในเมียนมายังคงมีความผันผวน จะส่งผลกระทบต่อแรงงานเมียนมาในประเทศไทยหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ประเทศไทยยังสามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ เช่น การอนุญาตให้แรงงานบางกลุ่มหรือบางประเทศต่ออายุการพำนักได้ แต่ต้องดำเนินการขออนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยแรงงานกลุ่มดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่ผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนมาแล้ว ดังนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีกลไกที่จะสามารถอนุญาตเป็นกรณีไปได้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ และช่วยให้ภาคเอกชนไทยยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยประเทศไทยมีกลไกหลายรูปแบบที่สามารถนำมาใช้ได้จริง
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของกระทรวงแรงงานคือการทำให้แรงงานทั้งหมด ไม่ว่าจะมาจากประเทศใด เข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้ภาครัฐสามารถทราบตัวตนและสถานที่พักอาศัย รวมถึงสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ว่าแรงงานแต่ละคนมีความเคลื่อนไหวอย่างไร มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ และทำงานในประเภทที่กฎหมายอนุญาตหรือมีการทำงานผิดไปจากที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การทราบตัวตนและสถานที่พักอาศัยของแรงงานจึงเป็นสิ่งที่กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญ และต้องการให้แรงงานทุกคนเข้ามาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

