จ่อสอบจริยธรรม‘โรม’ ภท.เอาคืน ค้านเรียกหนูแจงสภาฯ สกัดม็อบล้อมทำเนียบ

กมธ.กฎหมาย ซีก “ภท.” ค้านมติกมธ. เรียก “อนุทิน” แจงสภาฯปมฝ่าฝืนอำนาจเรียกชี้พิจารณา-ลงมติมิชอบ จงใจลักหลับ จ่อตรวจรายงาน ชวเลข เอาผิดจริยธรรม’โรม’พ่วงกมธ.ซีกฝ่ายค้าน ด้าน‘โสภณ’โพสต์ จดหมายเปิดผนึกถึงปชช.ะสื่อ ชี้แจงแนวทางการทำงาน กมธ.ยันยึดหลักนิติรัฐ ไม่จำกัดอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหาร ขณะที่‘ภราดร’ข้องใจ ใช้อำนาจอะไรเรียกนายกฯแจงสภา รัฐบาลนี้ไม่มีระบอบน้ำเงิน มีแต่พรรคน้ำเงิน เย้ยแค่วาทกรรมโหมโรงก่อนซักฟอก
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ที่รัฐสภา กรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซีกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรรณ สส.สุพรรณบุรี นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม และ น.ส.รินทร์ลิตา อดิษะ สส.บัญชีรายชื่อ แถลงต่อกรณีที่ กมธ.การกฎหมาย ลงมติเอกฉันท์ 7 เสียง เมื่อ 5 พฤศจิกายน เรียกให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ หลังจากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอำนาจเรียก เหตุไม่สั่งการให้นายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองเข้าชี้แจงต่อ กมธ.การกฎหมาย ซึ่งตรวจสอบกรณีทุจริตโกงสอบท้องถิ่น
‘ศุภชัย’เย้ยลงมติไม่ชอบด้วยกม.
โดย นายศุภชัย กล่าวว่า การลงมติ ของ กมธ.การกฎหมาย ซีกฝ่ายค้าน นำโดย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยข้อบังคับ เพราะลงมติไม่ครบองค์ประชุม ที่ต้องใช้ 8 คน จากกมธ.ที่มีทั้งหมด 15 คน อย่างไรก็ดีจากรายละเอียดของการลงมติเรื่องดังกล่าวพบว่าเป็นการลงมติในวาระอื่นๆ ซึ่งช่วงนั้นมี กมธ.อยู่ในห้องประชุม 6 คน ก่อนจะให้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์ตามกมธ.ของพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมอีก 1 คน ทั้งนี้ หากวาระดังกล่าวหากมีเจตนาตรงไปตรงมา ไม่มุบมิบ หรือลักหลับ ต้องให้เจ้าหน้าที่เชิญ กมธ.ทุกคนเข้าร่วมประชุม แต่ไม่พบการติดต่อให้กมธ.ฝ่ายรัฐบาลเข้าร่วมพิจารณา ดังนั้นการลงมติของกมธ.การกฎหมาย จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ
ชงกก.จริยธรรมสภาสอบเอาผิด
“การลงมติ 7คนถือว่า ไม่ชอบและทำผิดข้อบังคับ รวมถึงรัฐธรรมนนูญ อย่างไรก็ดีผมรับทราบว่า ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ทักท้วงแล้ว แต่นายรังสิมันต์ บอกว่าไม่ได้รับแจ้ง ทั้งนี้นายรังสิมันต์ ฐานะประธานกมธ.ต้องทำหน้าที่ให้เป็นกลาง ทำให้โปร่งใส เป็นไปตามข้อบังคับและประมวลจริยธรรม รวมถึง กมธ.ที่เป็น สส.ต้องทำให้เป็นไปตามข้อบังคับ กฎมาย และรัฐธรรมนูญ ดังนั้น พวกผมขอคัดค้าน และยังเตรียมพิจารณาประเด็นที่เข้าข่ายผิดจริยธรรม ทั้งประธานกมธ.และกมธ.ที่พฤติการณ์ร่วม สนับสนุน ที่จะยื่นให้กรรมการจริยธรรมสภา ตรวจสอบ เพราะมีเจตนาตั้งใจให้เกิดความเสียหาย โดยมีข้อเท็จจริงอยู่ในบันทึกชวเลข” นายศุภชัย กล่าว
สร้างความเสียหายแก่กมธ.กฎหมาย
นายศุภชัย กล่าวต่อว่าตนเข้าใจเจตนาที่มุ่งการเมือง แต่การกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ สร้างความเสื่อมเสียต่อ กมธ.การกฎหมายและพวกตนที่เป็น กมธ.อย่างไรก็ดีในประเด็นตรวจสอบโกงสอบท้องถิ่นนั้นไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ กมธ.การกฎหมาย ที่จะดำเนินการ แต่วันนี้เป็นการทำโดยประธานกมธ.คนเดียว ผมไม่อยากให้ใช้อำนาจที่เข้าใจว่ามี แต่ไม่มีอำนาจ เพราะหากทำในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ หรือ ลุแก่อำนาจ ผมไม่อยากให้เกิดบรรยากาศนั้น ที่ผ่านมาผมเคยทำงานร่วมกันได้อย่างดี แต่ด้วยอุดมการณ์วิธีที่ต่างกัน กลับละทิ้งแนวทางตามข้อบังคับ จะทำให้บรรยากาศตึงเครียด ผมขอเรียกร้องให้มาอยู่ในที่ชอบที่ชอบ ไม่ใช่ไปที่ชอบมากกว่าแต่ผิดกฎหมาย
‘โสภณ’โพสต์จม.ชี้แจงข้อเท็จจริง
ด้าน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.) เป็นการจำกัดอำนาจของคณะกรรมาธิการ ขัดขวางการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเป็นการใช้อำนาจในลักษณะเผด็จการนั้น ผมในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอชี้แจงข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องใน 5ประเด็น ดังนี้ 1.ไม่ใช่การตั้งกฎหรือออกระเบียบใหม่ แต่เป็นแนวทางที่คณะกรรมาธิการสามัญส่วนใหญ่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว จึงไม่ใช่การขัดขวางการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญและไม่ใช่การสั่งการของประธานสภาฯ เพียงฝ่ายเดียว แนวทางการทำงานที่แจ้งเวียนไปนั้น ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ผมกำหนดขึ้นใหม่ แต่เป็นแนวทางตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562
ไม่ใช่อำนาจปธ.กมธ.เรียกใครสอบ
2.อำนาจของคณะกรรมาธิการคืออำนาจของ“คณะบุคคล”ไม่ใช่อำนาจส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา129 กำหนดให้อำนาจในการสอบหาข้อเท็จจริง การศึกษาเรื่องต่างๆ รวมถึงการเรียกบุคคลหรือเอกสาร เป็นอำนาจของ“คณะกรรมาธิการ”ในรูปแบบคณะบุคคล ไม่ใช่อำนาจเฉพาะตัวของประธานคณะกรรมาธิการ การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการในอดีตที่ผ่านมา ประธานคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ต่างปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักการปรึกษาหารือ การให้เกียรติและเคารพความคิดเห็นของกรรมาธิการทุกฝ่าย ตลอดจนการดำเนินงานตามมติของที่ประชุม ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยดีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้เกิดข้อขัดแย้งในคณะกรรมาธิการบางคณะ แต่ข้อขัดแย้งดังกล่าวมิได้เกิดจากข้อบังคับฯ แต่อย่างใด หากแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและข้อบังคับฯ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยการพิจารณาและปรึกษาหารือร่วมกันของทุกฝ่าย สำหรับกรณีข้อโต้แย้งในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จำเป็นต้องแยก“อำนาจบริหารจัดการประชุม”ออกจาก“อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสาร”ให้ชัดเจน ประธานคณะกรรมาธิการยังคงมีอำนาจบริหารจัดการประชุมได้ตามเดิม แต่การจะใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารมาชี้แจง จะต้องผ่านมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเท่านั้น
ยึดหลักกม.-ปัดปกป้องฝ่ายบริหาร
- การทำตามกฎหมายและข้อบังคับ ไม่ใช่การปกป้องฝ่ายบริหาร คณะกรรมาธิการทุกคณะประกอบด้วยสมาชิกจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกันในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะประธานสภาฯ ผมมีหน้าที่กำกับดูแลให้คณะกรรมาธิการทุกคณะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ การวางแนวทางให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับฯ จึงไม่ใช่การจำกัดอำนาจหรือปกป้องฝ่ายบริหาร แต่เป็นการทำให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารมีความชอบด้วยกฎหมาย มีความชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ยันของเดิมใช้ปฎิบัติมาตั้งแต่ปี2562
4.การประสานงานเมื่อมีเรื่องซ้ำซ้อน มีไว้เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพและลดภาระของหน่วยงานรัฐ การกำหนดแนวทางกรณีที่คณะกรรมาธิการหลายคณะพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เป็นการดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมฯ ข้อ90วรรคสี่และระเบียบสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้องซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2562 ในทางปฏิบัติ หากกรรมาธิการหลายคณะเชิญหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนเดียวกันมาชี้แจงในเรื่องที่ซ้ำซ้อนกันโดยไม่ประสานงาน ย่อมสร้างภาระและกระทบต่อการทำงานรับใช้ประชาชนตามปกติของหน่วยงานนั้น การประสานงานร่วมกันจึงไม่ได้ลดทอนอำนาจตรวจสอบ แต่ช่วยให้การแสวงหาข้อเท็จจริงมีประสิทธิภาพสูงสุดตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา129
หากตกลงกันไม่ได้จึงใช้วิธีลงมติ
5.การเคารพมติที่ประชุมและยึดถือกฎหมาย คือหัวใจของประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการ ประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติรัฐไม่ใช่การที่บุคคลใดจะใช้อำนาจตามความต้องการของตนเองได้ตามอำเภอใจ แต่คือการใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต่อสภาและประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็งและถูกต้องตามกฎหมาย ที่ผมตัดสินใจชี้แจงผ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ก็ด้วยความมุ่งหวังให้พี่น้องประชาชนและวิญญูชนทุกท่านได้ร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยเหตุและผล เพราะตลอดการทำงานที่ผ่านมา ผมพูดอยู่เสมอว่า หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือ“การปรึกษาหารือ”และการเปิดใจรับฟังกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องลงมติ แต่หากเรื่องใดที่พูดคุยกันจนถึงที่สุดแล้วยังไม่อาจหาข้อสรุปร่วมกันได้ ก็จำเป็นต้องตัดสินตกลงใจด้วยการลงมติโดยอาศัยหลักเสียงข้างมากและเคารพเสียงข้างน้อยนอกจากนี้ นายโสภณ ยังได้ โพสต์ถึงระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการหลายคณะ พ.ศ.2562ว่า “ข้อบังคับก็คือกฎหมายออกเมื่อปี2562 ขณะนี้ก็ยังไม่ได้แก้ไขจึงมีผลบังคับใช้อยู่”
‘หนู’ย้ำพร้อมตามระเบียบ-ข้อกม.
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีได้มีการตรวจสอบการที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติเชิญนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้วหรือไม่ ว่า ตนทำตามระเบียบ และข้อกฎหมายทุกอย่าง ถ้าตรงไหนเป็นไปตามระเบียบ และข้อกฎหมาย รัฐบาลซึ่งหมายถึงตน และรัฐมนตรี ก็พร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ย้ำว่า ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย เมื่อถามว่า ได้คุยกับประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วหรือไม่ว่าทำได้ นายกฯ กล่าวว่า คำตอบของตนชัดเจนแล้ว เมื่อถามต่อว่า หนังสือเชิญชี้แจงมาถึงนายกฯแล้วหรือยัง นายอนุทิน ถามกลับว่าหนังสืออะไรงานไหนเมื่อไหร่ ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า เป็นหนังสือของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.การกฎหมายฯ นายกฯ ตอบว่า ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าหนังสือยังมาไม่ถึง
สั่งอธิบดีปค.ไปชี้แจงโกงสอบจริง
เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการพุ่งเป้ามาที่ตัวนายกรัฐมนตรี ที่อยากจะให้เข้าไปชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนยินดีให้ความร่วมมือ แต่ต้องอยู่ในกรอบของระเบียบและกฎหมาย เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการเอาคืนทางการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เอาคืนเรื่องอะไร ก่อนผู้สื่อข่าวบอกว่า ที่บอกว่าให้นายกฯไปชี้แจงในที่ประชุมสภาฯ ทั้งที่ไม่เคยมีบรรทัดฐานมาก่อน นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้ติดหนี้อะไรใคร ไม่ต้องมาเอาคืนกับตน เมื่อถามว่า มีการอ้างว่า นายกฯไม่ได้สั่งให้ นายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ไปชี้แจงกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นต่อที่ประชุม กมธ.กฎหมายฯ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า “สั่งครับ โดยหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนเลขานุการรัฐมนตรี ได้มีหนังสือออกไปให้ทางอธิบดีกรมการปกครองรับทราบ ซึ่งเรื่องเส้นทางของหนังสือในแต่ละหน่วยงาน แผนกรับ แผนกเกษียณหนังสือและมีการดำเนินการตามขั้นตอน ไม่จำเป็นว่า หนังสือทุกฉบับจะต้องถึงตนหมด“
การเชิญไปชี้แจงมีหลักปฎิบัติอยู่แล้ว
เมื่อถามต่อว่า แต่ที่มีการให้ข่าวเหมือนลักษณะว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งการให้ไปชี้แจง นายกฯ กล่าวว่า ก็เป็นการให้ข่าวโดยปราศจากข้อเท็จจริง และไม่รู้ว่าตั้งใจให้ข่าวเท็จหรือไม่ ซึ่งเขาก็ถนัดอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า การที่คณะกมธ.ใช้มติ 7ต่อ0 ได้ศึกษาข้อกฎหมายหรือไม่ว่าเป็นมติที่ไม่ชอบ นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ต้องศึกษาข้อกฎหมายใดๆ เพราะถ้าเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับหรือตามกฎหมาย ตนยินดีปฏิบัติอยู่แล้ว เมื่อถามว่า มองว่ากมธ.ทำหน้าที่ลุแก่อำนาจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด เมื่อถามว่า กมธ.การกฎหมายฯ จะเชิญนายกรัฐมนตรีไปชี้แจงในที่ประชุมสภาฯ จะไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ตามกฎหมาย มีแนวทางแล้วใช่หรือไม่ไม่ว่าการจะเชิญใครไปชี้แจงในคณะกมธ.คณะใดก็แล้วแต่ เห็นว่ามีแนวทางปฏิบัติออกมาแล้ว ถ้าอยู่ในขอบข่ายอำนาจ และกฎหมาย รัฐบาลก็พร้อมที่จะปฏิบัติ และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ไม่มีส่วนไหนเลยที่จะไม่ให้ความร่วมมือ การจะไปชี้แจงเรื่องต่างๆให้เกิดความกระจ่าง และให้เกิดความเข้าใจเป็นสิ่งที่พึงกระทำอยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบ และข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้
‘ภราดร’มึน ใช้อำนาจอะไรเรียกนายกฯ
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบให้ประธานกรรมาธิการ 35 คณะ ต้องมีมติก่อนเชิญบุคคลเข้าชี้แจง จนมีการตีความว่าเหมือนมีการกินรวบจากฝ่ายบริหารไปจนถึงสภาผู้แทนราษฎร ว่า เข้าใจว่าน่าจะเป็นแนวทางหลักการสำหรับกรรมาธิการต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีอะไรใหม่ เพราะเป็นไปตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ซึ่งปกติการทำหน้าที่ของกรรมาธิการเวลาจะหยิบยกประเด็นใดขึ้นมาพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ตามข้อบังคับเขียนชัดเจนว่า ให้กรรมาธิการมีอำนาจในการเชิญ แต่ไม่ได้เขียนว่าให้ประธานกรรมาธิการ มีอำนาจเรียกหรือเชิญ ตนคิดว่าตรงนี้เป็นความชัดเจนอย่างหนึ่ง
ปธ.กมธ.แค่มีอำนาจบรรจุระเบียบ
ส่วนที่หลายคนคิดว่าประธานมีอำนาจหน้าที่ในการบรรจุวาระนั้น นายภราดร ยอมรับว่า ถูกต้อง แต่การบรรจุระเบียบวาระของประธาน จะต้องเป็นความเห็นชอบจากที่ประชุมเสียก่อน บางคนอ้างถึงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าทำไมประธานสภาฯ จึงสามารถบรรจุระเบียบวาระใดๆได้ ซึ่งก่อนที่ประธานสภาฯจะบรรจุระเบียบวาระจะต้องมีการหารือกับวิปสองฝ่าย เพื่อตกลงกันให้ชัดเจนว่าในแต่ละสัปดาห์ควรหยิบยกระเบียบวาระใดขึ้นมาพิจารณา หมายความว่า ประธานมีอำนาจบรรจุจริง แต่การพิจารณาต่างๆเป็นอำนาจของสภาฯ จะเห็นว่า ระเบียบวาระของสภาที่จะพิจารณาเรื่องใดจะต้องมีความเห็นร่วมกัน เช่น พระราชบัญญัติจะต้องมีการเสนอต่อที่ประชุมสภาเพื่อให้มีมติว่าจะเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงระเบียบวาระหรือไม่ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นอำนาจของสภาโดยที่ประธานไม่มีอำนาจจะไปชี้ให้สภานำเรื่องที่อยู่ด้านท้ายของระเบียบวาระขึ้นมาพิจารณาก่อน
ปฎิบัติเหมือนใช้ประชุมในสภาฯ
นายภราดร ยังกล่าวต่อว่า ประเด็นกรรมาธิการก็เช่นเดียวกัน เพราะธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา จะมีการหารือในกรรมาธิการก่อนที่จะบรรจุระเบียบวาระใดๆ เพื่อที่จะพิจารณาในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งตรงนี้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ถึงแม้อำนาจเป็นของประธานกรรมาธิการ แต่ต้องถามความเห็นชอบจากกรรมาธิการด้วย หากมีความเห็นแตกต่างหรือไม่เห็นด้วยก็ต้องมีการลงมติเหมือนกับที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งข้อบังคับของคณะกรรมาธิการล้อกับข้อบังคับที่ประชุมสภา แต่ถ้าที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันและตกลงกันได้ ก็เป็นเรื่องของประธานที่จะบรรจุวาระได้ หลักการมีเพียงเท่านี้ ฉะนั้นหนังสือที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกมาก็เป็นแนวทางปฏิบัติแบบนี้ คือเป็นไปตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ดูแล้วก็ไม่ได้มีอำนาจใดๆ ที่จะไปให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรออกเงื่อนไขใดที่เกินจากข้อบังคับ
ไม่มีระบอบน้ำเงิน-มีแต่พรรคสีน้ำเงิน
ส่วนเรื่องนี้เลยเถิดถึงขั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบอบน้ำเงินกินรวบฝ่ายนิติบัญญัติไปแล้ว นายภราดร กล่าวว่า ระบอบน้ำเงินจริงๆมันไม่มี ตัวนายกรัฐมนตรี หรือ หัวหน้าพรรคของตนก็ได้บอกไปแล้วว่าระบอบน้ำเงินไม่มี มีแต่พรรคสีน้ำเงินและตนได้พูดมาโดยตลอดว่า ระบอบสีน้ำเงินเป็นเพียงวาทกรรม วันนี้ที่ถูก หยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยๆ เพราะเป็นการ โหมโรงก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เรียกว่าบันเทิงธิปไตย จึงคิดว่าช่วงนี้เป็นการโหมโรงของเขา ก่อนที่จะไปถึงละครที่เขาจะไปทำการแสดงในวันที่ 7-11 ธันวาคมนี้ พร้อมย้ำว่า ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน
เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่านายกฯไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงก็ได้ใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียดเลย ตอบไม่ได้ แต่ถ้าเป็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากลงมติแล้ว จะเชิญบุคคลใดไปชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร ตนก็ถามว่า ใช้อำนาจหรือข้อบังคับข้อไหน ปกติกรรมาธิการเมื่อเชิญก็จะเชิญหารือในกรรมาธิการ แต่ยังไม่เคยเห็นการเชิญมาชี้แจงในที่ประชุมสภาโดยใช้อำนาจประธานกมธ.
โฆษกรัฐบาลโต้ไม่มีการกินรวบ
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นระบอบสีน้ำเงินกินรวบสภาผู้แทนราษฎร ว่า ใครกินรวบใคร มันเป็นการกล่าวหากันไปเท่านั้น การทำงานของรัฐสภาในห้องประชุมใหญ่มีคณะกรรมาธิการฯ แต่ละคณะกรรมาธิการก็ทำงานกันไป สิ่งที่ตนอยากให้ประชาชนรับทราบข้อมูลว่าในการทำงานของคณะกรรมาธิการฯส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นชุดและแบ่งคณะตามประเด็น ซึ่งกรรมาธิการที่มาจากตัวแทนสัดส่วนพรรคการเมืองต่างๆ ก็มานั่งเป็นกรรมาธิการทำงานร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมากรรมาธิการไม่เคยมีปัญหาอะไร เพราะถือว่าเป็นการทำงานร่วมกัน โดยที่ไม่มีพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่ในทุกเรื่องเป็นการทำงานร่วมกัน
ซัดฝ่ายค้านเอากมธ.ไปเล่นการเมือง
“ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้มีการนำกรรมาธิการไปใช้เล่นการเมืองเยอะ มากกว่าจะทำเพื่อผลประโยชน์ ที่ได้ข้อสรุปเชิงประเด็นเป็นที่น่าเสียดาย ถามว่าการกินรวบหรือการพยายามให้ข้อมูล ผมเข้าใจว่าข้อมูลที่ให้มาอาจไม่ครบถ้วน เพราะการตั้งประเด็นในการประชุมแต่ละครั้ง ก่อนที่กรรมาธิการจะเปิดประชุม ในแต่ละครั้งจะมีการตั้งว่าสัปดาห์ต่อไปๆ จะมีเรื่องอะไร จะเชิญใครบ้างกรรมาธิการก็จะเสนอกันมาได้ แต่ก็มีคำว่าเป็นสิทธิ์ของประธานที่จะเสนอได้ แต่การดำเนินการที่ผ่านมาจะเป็นเราเห็นร่วมกันในกรรมาธิการ ว่าเอาเรื่องนี้ เชิญคนนี้เป็นข้อตกลงที่ทุกคนเห็นตรงกัน แต่ปัญหาในปัจจุบันประธานกรรมาธิการบางคณะ ใช้อำนาจของประธานจนเกินขอบเขต และมีการแอบลงมติโดยที่องค์ประชุมอาจไม่ครบ ทำให้การทำงานที่ควรจะทำในเชิงประเด็นดีๆ ก็มีปัญหาและส่งผลให้บรรยากาศการทำงานดูแย่ลง แน่นอนว่ามีเรื่องข้อบังคับการประชุมให้สามารถถ่ายทอดผลการประชุม ในกรรมาธิการหลายๆคณะก็มีการถ่ายทอดให้ประชาชนได้รับทราบผลการประชุม แต่บางกรรมาธิการมีการถ่ายทอด และเน้นเชิงดราม่าเยอะ ตรงนี้ต้องดูว่าจะปรับแก้กันอย่างไรในการทำงานของกรรมาธิการ ซึ่งรัฐบาลในฐานะที่ทำงานในอำนาจบริหาร ให้เวลาให้โอกาส รวมถึงให้ความร่วมมือกับกรรมาธิการ และการทำงานในสภาห้องใหญ่มาตลอด รวมถึงการตอบกระทู้ถามเฉพาะและกระทู้ถามในห้องกรรมาธิการก็ไปตอบด้วยเราไม่ทำแค่ไปทะเลาะในสภาหรือมุ่งเน้นการทำงานที่ไปมีเรื่องกันรายวัน“นายเอกภพ กล่าว
มติไม่ถึงกึ่งหนึ่ง-สงสัยเปิดรับบริจาค
เมื่อถามว่าคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติให้นายกฯไปชี้แจงในห้องใหญ่เห็นว่าเห็นว่าสมควรหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า มติมันไม่ถึงกึ่ง เวลาจะเปิดประชุมมันต้อง 1 ใน 3 แต่จะต้องลงมติต้องเกินกึ่งหนึ่ง ตนไม่แน่ใจว่าคนที่ออกมาให้ข้อมูลตรงนี้เขาคิดเลขผิดหรือไม่ หรือนายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกมธ.กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ไปประท้วงที่ไหนแล้วลืมคิดเลขหรือเปล่า“เลขที่ต้องคิดอีกอย่างหนึ่งคือเลขที่เขาบริจาคเงินเข้าพรรค อุตส่าห์เลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไปอีกเดือนกว่า เพื่อมีเวลารับบริจาค เขาได้ไปเท่าไหร่ไม่รู้”
ลงทุนเลื่อนซักฟอกเพื่อขอรับบริจาค
เมื่อถามว่า หมายความว่าอย่างไรเรื่องเงินบริจาค มันสะท้อนอะไร นายเอกภพ กล่าวว่า “ ก็ไม่รู้สิ เขาอาจจะมีแผนไว้ก่อน ตอนแรกบอกจะอภิปรายเราก็เตรียมตัว แล้วเราก็จะให้เวลาเพิ่มอีกก็ไม่เอา งอแงกันไปกันมา สุดท้ายอยู่ดีๆก็มาตกลงกันง่าย เป็นพระเอกโฆษณามาตกลงง่ายเลยเอาต้นเดือนธ.ค.และ หลังตกลงกันง่ายๆ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชื่นมื่นกับประธานวิรัฐบาล ก็มีโฆษณาออกมาทันที คงถ่ายทำเตรียมไว้แล้วโปรดักชั่นทำดีและออกมาเร็วขนาดนี้และมีการรับบริจาคทันทีดูจะล็อคไปนิดหนึง
ได้เงินไปเท่าไหร่บอกประชาชนด้วย
เมื่อถามย้ำว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจดูเหมือนเป็นเป้าหลอก แต่เงินบริจาคเป็นเป้าจริงใช่หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า การจะรับบริจาคอะไรต้องบอกประชาชนว่าใช้อะไรไปบ้าง เงินบริจาคที่ประชาชนให้กับพรรคการเมือง สิ่งที่ตนพูดมาตลอดต้องไปเปิดบัญชีทุกพรรคการเมือง ไม่ใช่เฉพาะพรรคสีอะไรก็ตาม ทุกพรรคการเมืองเปิดมาเลยว่าเงินรับบริจาคได้มาจากใครเอาไปใช้อย่างไรให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงเงินที่ได้จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่เป็นเงินกองทุนจัดสรรให้พรรคการเมือง
กมธ.ต้องไม่มีฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล
เมื่อถามอีกว่า ล่าสุดพรรคภูมิใจไทยจะมีการแก้ข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎรจนทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่า เสียงข้างมากกินรวบมองเรื่องนี้อย่างไร นายเอกภพ กล่าวว่า ความจริงแล้วสิ่งที่ทำมาในอดีตที่ผ่านมากรรมาธิการ แต่ละชุดมีการตกลงกันในวิปของแต่ละฝ่าย แบ่งสัดส่วนที่นั่งตามจำนวนสส. ตนคิดว่าสิ่งที่เป็นไม่ได้เกิดข้อกำหนดจากการที่จะแก้ข้อกำหนดหรือข้อบังคับ ที่ผ่านมาเป็นข้อตกลงหรือมารยาททางการเมืองที่เขาทำกัน แต่ถ้าเอาจริงๆ พรรคการเมืองไหนมีเสียงข้างมากจะได้รับสิทธิ์ในการโหวตอยู่แล้ว และคณะกรรมาธิการที่ผ่านมาที่มีการประนีประนอมให้เกียรติและให้สิทธิ์กันว่าเป็นโควตาของพรรคนี้ เจรจากันแล้วก็ให้สิทธิ์ของพรรคนั้นไป ที่ผ่านมาก็มีในสมัยที่ตนอยู่พรรคอนาคตใหม่ มีการพยายามแย่งชิงตำแหน่งประธานกรรมาธิการเช่นเดียวกัน ล่าสุดตัวอย่างสมัยประชุมสภาชุดนี้ มีสส.พรรคหนึ่งมาเสนอตัวเองเป็นคู่แข่ง ทำให้เกิดประเด็นพอสมควรช่วงเวลาที่ตัวเองได้ประโยชน์ไม่ค่อยพูด ทำผิดมารยาทไม่ค่อยพูดแต่แต่เวลาโจมตีคนอื่นพูดจังเลยและโวยวาย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนอาจจะรู้ข้อมูลไม่ครบ จึงอยากบอกประชาชนว่า การทำงานของกรรมาธิการเป็นการทำงานที่ไม่ยึดถือพรรคฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นการทำงานร่วมกันในเชิงประเด็น ในการขับเคลื่อนให้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนงาน ฉะนั้นกรรมาธิการไม่ใช่แค่ใช้เป็นเวทีตรวจสอบรัฐบาล ถ้าใช้หลักเกณฑ์นั้นจริงต้องให้ฝ่ายค้านเป็นประธานเป็นประธานกรรมาธิการทุกชุด แต่ที่เรากำหนดการมีการดำเนินการคู่ขนานกับรัฐบาลและประสานงานกับรัฐบาลรวมถึงมีการตรวจสอบ โดยใช้กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตรวจสอบและตั้งประเด็นได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำแบบนี้มาโดยตลอด
เพื่อไทยเรียกประชุมใหญ่ครั้งที่1
ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/ 2569 โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม นายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่เลขานุการการประชุม และนายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค ร่วมดำเนินการประชุม มีแกนนำพรรคเข้าร่วม อาทิ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาพรรค นางมนพร เจริญศรี นายชูศักดิ์ ศิรินิล น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล กรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรค สส. ร่วมประชุม โดย น.ส.แพทองธาร เดินทางถึงพรรคได้เข้าไปทักทายสื่อมวลชน ก่อนขึ้นไปห้องประชุมชั้น5 โดยการประชุมเริ่ม เวลา 10.30น.นายจุลพันธ์ กล่าวเปิดการประชุมว่า มีสาระสำคัญ เรื่องการเลือกกรรมการสรรหาผู้สมัครที่จะมีการเลือกตั้งซ่อม จังหวัดสระแก้ว โดยพรรคเพื่อไทยจะส่งผู้สมัคร คือ นายสรวงศ์ เทียนทอง
ส่ง’สรวงศ์’ลงเลือกตั้งซ่อมสระแก้ว
เวลา 11.40น.นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย น.ส.ชญาภา สินธุไพร และ น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงผลการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย ครั้งที่ 1/2569 นายศึกษิษฎ์ กล่าวว่า การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยในวันนี้ มีวาระสำคัญคือการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเพิ่มเติม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงในส่วนของจังหวัดสระแก้ว โดยที่ประชุมมีมติเลือกกรรมการสรรหาเพิ่มเติมจำนวน 9 ท่าน จากนั้น คณะกรรมการสรรหาได้ประชุมและมีมติเสนอชื่อ นายสรวงศ์ เทียนทอง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดสระแก้ว โดยขั้นตอนต่อไปจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในวันนี้ เพื่อรับรองมติดังกล่าว การเลือกตั้งซ่อมที่จะมาถึง พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะลงแข่งขัน เป็นตัวเลือกให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมส่งตัวแทนที่มีศักยภาพลงสมัคร เพื่อเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป
ยอดบริจาคช่วยม็อบ1.3ล้านบาท
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานการเดินทางวันที่สองของ”แนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน” หรือ นปผ. ที่นำโดยนายมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ ได้ออกเดินทางจากจุดพักที่โคออป จ.สุราษฎร์ธานี มุ่งหน้าไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลดราคาน้ำมันลงลิตรละ 10 บาททันที ก่อนออกเดินทาง นายมะโน เปิดเผยว่า จุดพักต่อไปจะอยู่ที่จุดพักรถเขาโพธิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยยอมรับว่าแม้จะมีผู้มาร่วมฟังปราศรัยจำนวนมากทั้งที่แยกควนหนองหงษ์ และโคออป แต่จำนวนรถที่ร่วมขบวนยังน้อยกว่าที่ประกาศไว้ จึงจะเดินทางช้าๆ เพื่อรอรถมาสมทบ โดยถ้าใครมีเงินก็ออกค่าน้ำมันเอง ส่วนคนที่ไม่มีแต่อยากร่วมทางก็จะช่วยออกค่าน้ำมันให้ สำหรับยอดรับบริจาคขณะนี้รวม 1,300,000 บาท โดยจะเปิดเผยตลอดเพื่อไม่ให้เป็นปัญหา ส่วนเรื่องที่มีการจับตาว่ามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายมะโน กล่าวว่า ไม่มีนักการเมืองหนุนหลัง ถ้านักการเมืองเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ราคาน้ำมันจะไม่เป็นแบบนี้ หลักการเคลื่อนไหวของเรา เราเคลื่อนไหวเพราะนักการเมืองไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ดังนั้นม็อบของเราไม่มีนักการเมืองมาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
นครบาลห้ามแตะทำเนียบ
ด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ประกาศล็อกพื้นที่ ห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2569 เวลา 24.00 น. (รวม 16 วันรวด) เพื่อประโยชน์แห่งการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและเพื่อให้การจัดการชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 7 วรรคท้าย ประกอบคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล
สปน.พร้อมรับเรื่องร้องทุกข์
นายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)เผยว่า สปน.พร้อมรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ที่มาชุมนุม และจะนำมาวิเคราะห์และหากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดจะส่งไปยังหน่วยงานนั้น แต่ยืนยันว่าการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชนยังสมารถทำได้ตามปกติ
เมื่อถามว่า จะต้องเฝ้าระวังอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ เนื่องจากมีการระดมคนตั้งแต่ภาคใต้ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ขึ้นมา นายฉัตรชัยกล่าวว่า ต้องพิจารณาจุดประสงค์ของกลุ่มผู้ชุมนุมว่ามาด้วยเจตนาอะไร ซึ่งหากมาเรียกร้องเรายินดีรับฟังข้อเสนอต่างๆ หรือหากมาเพื่อแสดงเชิงสัญลักษณ์ต้องมาดูอีกทีว่า จะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าจะเป็นการชุมนุมโดยสงบ รวมไปถึงน่าจะมีการขออนุญาตกับฝ่ายตำรวจแล้ว ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่สแตนด์บายรับเรื่องตลอดเวลา หรือหากต้องการร้องเรียนสามารถโทรผ่านสายด่วน 1111 ได้ ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อถามย้ำว่า มองว่ายังคงสามารถพูดคุยกันได้ใช่หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ใช่ หากมีเรื่องอะไรก็ยินดีรับเรื่องร้องเรียน แต่ขณะนี้แกนนำยังไม่ได้มีการประสานมาแต่อย่างใด ซึ่งทางสปน.ทำงานร่วมกับตำรวจ เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเองก็ยังไม่ได้มีการปรารภอะไร ให้ดำเนินการตามกระบวนการไปก่อน
‘เทพไท’เตือนอย่าประมาท
ด้าน นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท - คุยการเมือง ว่า...เตือนรัฐบาล อย่าประเมินคาร์ม็อบต่ำเกินไป เพราะการชุมนุมครั้งนี้ของหน้าใหม่ และเป็นม็อบที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมืองหรือพรรคการเมือง เป็นม็อบออร์แกนิกอย่างแท้จริง หรือรัฐบาลอาจจะประเมินว่า ม็อบกลุ่มนี้จุดไม่ติดหรือจุดติดยาก หรือรัฐบาลเชื่อมั่นในองคาพยพที่สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ว่า ระบอบสีน้ำเงินมีความแข็งแกร่งจนไม่มีใครเคลื่อนไหวหรือชุมนุมขับไล่ได้
ส่วนตัวในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองเห็นว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นการก่อตัวโดยธรรมชาติ ของผู้นำที่ไม่เคยปรากฏชื่อในวงการนักเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อนและเป็นการเคลื่อนไหวในห้วงเวลาที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศมีอารมณ์ร่วม ต้องการจะแสดงออกทางการเมือง ต้องการจะเคลื่อนไหวกดดันขับไล่รัฐบาล จึงทำให้เห็นม็อบรถยนต์ หรือคาร์ม็อบของกำนันมะโนจุดติดขึ้นมาทันที
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

