บทบรรณาธิการ : 9 พฤศจิกายน 2569

คำสาปแช่ง-ความหวังใหม่
หลังรู้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ว่า พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ได้ปรากฏภาพเผยแพร่ไปทั่วโลก คนหนุ่มสาวทางฝั่งยุโรปออกมาโห่ร้องร่ำไห้ด้วยความดีใจสุดขีด บางคนก็ส่งเสียงตะโกน
สาปแช่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างสะใจ นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกความหมายแทนสายตาของคนทั้งโลกได้เป็นอย่างดีว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับ โดนัลด์ ทรัมป์
ผลอย่างไม่เป็นทางการคือ เดโมแครตยึดครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ถือว่าเป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่ความพ่ายแพ้ของโดนัลด์ ทรัมป์ และรีพับลิกัน เป็นความเสียหายใหญ่หลวง ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้มีผลสำรวจคะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงต่อเนื่อง แต่ไม่คิดว่าจะตกต่ำได้มากมายถึงเพียงนี้
สื่อต่างประเทศได้วิเคราะห์ไว้ 5 ประเด็น ที่ทำให้รีพับลิกันพ่ายศึกเลือกตั้งกลางเทอม คือ 1.ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น 2.คนอเมริกันไม่สนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่าน 3.การสื่อสารอย่างมีระบบระเบียบของเดโมแครต 4.ความนิยมที่ตกต่ำของทรัมป์ถ่วงรีพับลิกัน และ 5.การเปลี่ยนแปลงผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายฮิสแปนิกและคนผิวดำอีกครั้ง
แรงสั่นสะเทือนจากผลเลือกตั้งกลางเทอมดังกล่าว แน่นอนว่า ย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองของสหรัฐฯ จากการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสของเดโมแครตจนกว่าประธานาธิบดีของโดนัลด์ทรัมป์ จะหมดสมัยลงในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจากนี้ไปต้องดูว่า จะมีการคิดบัญชีซักฟอกปัญหาที่ทรัมป์ และพวกได้ก่อไว้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอย่างไร
สำหรับตัวทรัมป์เอง ได้ออกมายอมรับว่าสงครามอิหร่านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้รีพับลิกัน พ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม แต่ยังยืนยันว่าการเปิดปฏิบัติการทางทหารเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่า และจะเป็นประโยชน์ระยะยาว โดยหากย้อนเวลากลับไปได้ก็จะเลือกดำเนินการเช่นเดิม เพราะมองว่าเป็นทางเลือกเดียวที่จะยับยั้งไม่ให้อิหร่านพัฒนาและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้มีถ้อยแถลงจากผู้นำเดโมแครต อย่าง ซัค ชูเมอร์ ที่พร้อมจะพาสหรัฐฯ ออกจากหลุมสงครามอิหร่าน โดยใช้เรื่องการอนุมัติงบประมาณเป็นข้อต่อรองอำนาจประธานาธิบดีก็ตาม แต่ทรัมป์ก็ยังเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศ ในฐานะฝ่ายบริหารที่มีสิทธิยับยั้งกฎหมาย เพียงแต่จะทำอะไรตามใจไม่ได้อีกแล้ว
คำถามสำคัญคือ หลังจากนี้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร สงครามอิหร่านจะจบลงหรือหนักหน่วงกว่าเดิม เพราะหากดูจากท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ล่าสุดนั้นยังแสดงท่าทีแข็งกร้าวพร้อมจะเปิดศึกรอบใหม่ ท่ามกลางความหวั่นวิตกถึงความเป็นไปได้ว่า เขาอาจฉวยจังหวะชิงลงมือโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ก่อนที่สส.เดโมแครตจะเริ่มเข้าทำหน้าที่ในวันที่ 3 มกราคม 2027
นี่คือรอยต่อแห่งอำนาจที่อาจทำให้สถานการณ์มีโอกาสพลิกผันได้ตลอดเวลา เนื่องจากทรัมป์แพ้เลือกตั้งก็จริง แต่เขาไม่ได้ยอมรับว่าแพ้สงคราม และยังประกาศว่าเป็นผู้ชนะมาโดยตลอด
เพราะฉะนั้นในความคาดหวังว่า จากนี้ไปทุกอย่างน่าจะดีขึ้น จึงยังแฝงไว้ด้วยสัญญาณอันตรายที่คนทั้งโลกยังต้องกลั้นหายใจรอฟังคำตอบต่อไปว่า ทรัมป์แพ้แล้วจะพาลขนาดไหน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

