คอลัมน์ : เวทีอิสระ

ประชาธิปไตยที่เอเชียใต้ นำประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในกระบวนกลุ่มประเทศในภูมิภาคหนึ่งใดทั่วโลกที่จัดได้ว่าเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศโลกที่สาม หรือกลุ่มประเทศทางตอนใต้ (The Global South) ไม่ว่าจะในทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา หรือทวีปอเมริกาใต้แล้วจัดได้ว่าประเทศในเอเชียใต้ (หรือชมพูทวีปรวมกัน) ดูจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด และยิ่งนำประเทศในเอเชียใต้มาเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศในเอเชียใต้ก็จัดได้ว่าอยู่เหนือกว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประชาธิปไตยในเอเชียใต้ของอินเดีย ศรีลังกา เนปาล บังกลาเทศ ภูฏาน และมัลดีฟส์ ณ วันนี้ มีความก้าวหน้า และมีเสถียรภาพ จะมีเพียงแต่ปากีสถานเท่านั้นที่ยังล้าหลังเพราะแม้ว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยขึ้นก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วอำนาจที่แท้จริงก็ยังขึ้นอยู่กับฝ่ายกองทัพบกของปากีสถานเป็นสำคัญ กล่าวได้ว่าปากีสถานเป็นแกะดำทางประชาธิปไตยในหมู่ประเทศเอเชียใต้เพียงประเทศเดียว
แต่เมื่อย้อนกลับมาดูที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเพียงติมอร์ตะวันออก และอินโดนีเซีย ที่ได้รับการจัดให้เป็นประเทศชั้นนำในเรื่องประชาธิปไตย ขณะที่ประชาธิปไตยที่สิงคโปร์ก็ยังเป็นเรื่องของพรรคใหญ่พรรคเดียวนำพามาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ส่วนฟิลิปปินส์ก็เป็นประชาธิปไตยแบบราชวงศ์การเมือง มีตระกูลการเมืองไม่กี่สิบตระกูลผลัดกันครอบงำสังคมประชาธิปไตยตลอด ส่วนที่มาเลเซียแม้ว่าจะเป็นราชอาณาจักรประชาธิปไตยที่เจ้าผู้ครองนครหรือสุลต่านผลัดกันหมุนเวียนขึ้นเป็นประมุขสูงสุด (Agung) และมีการแข่งขันกันระหว่างพรรคการเมือง แต่ความเป็นประชาธิปไตยก็ยังถูกบอนไซหรือชะงักงัน โดยเฉพาะในเรื่องการเลือกปฏิบัติระหว่างประชาชนพลเมืองมาเลเซียที่มีเชื้อสายมาเลย์และนับถือศาสนาอิสลาม กับชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและเชื้อสายอินเดีย มีระบบภูมิบุตร ที่ให้แต้มต่อในการดำรงชีวิตของชาวมาเลเซียเชื้อสายมาเลย์ เหนือเชื้อชาติจีนและอินเดีย ขณะที่บรูไนยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่องค์สุลต่านเป็นองค์ประมุขทางการเมืองและทางศาสนาอิสลาม ในอีกฟากหนึ่ง ลาวและเวียดนามยังคงอยู่ในระบอบรัฐเผด็จการคอมมิวนิสต์พรรคเดียวอย่างเหนียวแน่น ส่วนการเมืองกัมพูชาก็ตกอยู่ในอาณัติของครอบครัวการเมืองตระกูลฮุนแบบเบ็ดเสร็จ ส่วนพม่านั้นก็หันกลับไปเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร ขณะที่ไทยนั้น
ก็ยังหาความลงตัวในเรื่องความมากน้อยของการเป็นราชอาณาจักรแห่งประชาธิปไตยยังไม่ได้เสียที
ในการนี้ก็เท่ากับว่า ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ โอกาสที่จะดำรงชีวิตด้วยความเป็นอิสรเสรีของพลเมืองในโลกที่ 3 เป็นการทั่วไป และพลเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นการเฉพาะ ยังล้าหลังกว่าชาวเอเชียใต้อยู่แม้จะเป็นเรื่องที่เราน่าจะยินดี และชื่นชมชาวเอเชียใต้ ที่ประสบความสำเร็จด้านประชาธิปไตย ส่วนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชาวโลกที่ 3 ก็จะต้องหันกลับมามองตัวเอง และมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความทัดเทียมทางประชาธิปไตยให้ไม่น้อยหน้าชาวเอเชียใต้
ประชาธิปไตยที่เขาต่างได้มาซึ่งความเป็นสังคมประชาธิปไตยนั้น ก็ด้วยน้ำพักน้ำแรงเป็นสำคัญ พวกเขาต่างต้องต่อสู้กับระบบระบอบเผด็จการ ระบบอุปถัมภ์ ระบบอภิสิทธิ์ชนต่างๆ นานา โดยเฉพาะในศรีลังกา เนปาล และบังกลาเทศ แต่ท้ายสุดเขาก็เปลี่ยนแปลงสังคมได้ ซึ่งถ้าเขาทำได้ ก็มิได้มีอะไรที่จะสามารถมาขวางกั้นชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และชาวโลกที่ 3 อื่นๆที่จะร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ และความเป็นอิสรเสรีในกรอบสังคมประชาธิปไตยเช่นกัน ซึ่งทั้งนี้ก็หวังว่าจะเกิดมีผู้นำทางการเมืองชุดใหม่ (Political Leadership) ควบคู่กับการตื่นตัวของคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว และกลุ่มผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีหัวก้าวหน้า
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

