คอลัมน์ : อ่านระหว่างบรรทัด

หลานเรา จะมีหุ่นยนต์เป็นเพื่อนในบ้าน?
เชื่อหรือไม่... หลานเรา จะมีหุ่นยนต์เป็นเพื่อนในบ้าน?
หมายความว่า อีกไม่เกิน 10-15 ปีข้างหน้านี้เองครับ
1.ตอนเด็กๆ ผมชอบการ์ตูนโดราเอม่อน อยากมีหุ่นยนต์เป็นเพื่อน
เหมือนที่โนบีตะมีโดเรม่อน
โตมาหน่อย ก็ทำใจได้ เพราะว่านั่นมันการ์ตูน ไม่ใช่เรื่องจริง
แต่มาวันนี้ ผมว่า มันจะเกิดขึ้นจริงแล้วครับ
มนุษย์กำลังจะมีหุ่นยนต์เป็นเพื่อนเล่น เพื่อนช่วยคิด ช่วยทำงานบ้านสารพัด
เหมือนเป็นผู้ช่วยประจำบ้านอัจฉริยะ
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์คาดการณ์ว่าหุ่นยนต์ในบ้านที่จะแพร่หลายเหมือนรถยนต์ในปัจจุบันนั้น จะเกิดขึ้นในอีกราวๆ 5-10 ปีข้างหน้า
นั่นคือประมาณ ปี ค.ศ.2030–2035 (พ.ศ. 2573–2578)
เส้นเวลาการคาดการณ์หลักๆ ดังนี้ (ข้อมูลค้นคว้าจากการสอบถาม AI บางส่วน)
ค.ศ. 2027–2028 (พ.ศ. 2570–2571): ระยะทดลองตลาดขนาดเล็ก - หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะเริ่มเข้าสู่ตลาดระดับไฮเอนด์ในบ้านหรือสถานดูแลผู้สูงอายุจำนวนน้อย ราคาอาจเทียบเท่ารถยนต์ขนาดเล็ก มุ่งเน้นกลุ่มผู้ใช้งานรุ่นแรก
ค.ศ. 2028–2030 (พ.ศ. 2571–2573): ระยะเริ่มต้นการผลิตเชิงปริมาณ - จะเป็นช่วงสำคัญของการขยายขนาดการผลิต ต้นทุนอาจลดลงเหลือระดับ หลักแสนบาท และสามารถทำหน้าที่ซับซ้อน เช่น ทำอาหารหรือซื้อของได้ด้วยตัวเอง
ค.ศ. 2030–2035 (พ.ศ. 2573–2578): ระยะแพร่หลายในวงกว้าง - ราคาอาจลดลงเหลือประมาณ หลักหมื่นบาทเริ่มเป็นที่นิยมในครัวเรือนทั่วไปเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า
หลัง ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578 เป็นต้นไป): ระยะแพร่หลายเต็มรูปแบบ - เข้าสู่ยุคที่แพร่หลายเทียบเท่ารถยนต์
นี่เท่ากับว่า อีก 10 ปีข้างหน้าเท่านั้นเองนะครับ
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า มันยังมีอุปสรรคที่จะทำให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แพร่หลายหรือไม่ เช่น ประเด็นต้นทุนและราคา ประเด็นความสามารถในการทำงานจริงในบ้านรูปแบบต่างๆ ของหุ่นยนต์ และนโยบายความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
จึงขอประเมินอย่างช้าว่า ไม่เกิน 15 ปี หุ่นยนต์ใช้งานในบ้านจะแพร่หลาย เหมือนกับที่คนเราใช้รถยนต์ในปัจจุบัน
นั่นหมายความว่า รุ่นหลานเรา จะมีหุ่นยนต์เป็นเพื่อนในบ้านครับ
หรือรุ่นเรา เมื่อแก่ชรา ถึงวัยเกษียณ เราจะมีหุ่นยนต์เข้ามาช่วยดูแลในบ้านแน่นอนครับ
2. เราสู่ยุคหุ่นยนต์ใช้งานจริง-ขายจริง World Robot Conference 2026 (WRC 2026)
งาน World Robot Conference 2026 (WRC 2026) จัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ปีนี้เป็นครั้งที่ 11 สะท้อนการก้าวกระโดดครั้งสำคัญ เพราะเป็นปีที่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ก้าวข้ามจากยุค “ต้นแบบทดลองเพื่อโชว์ความล้ำ” เข้าสู่ “ยุคพาณิชย์ที่ใช้งานได้จริงและขายจริง (Real-World Application)” อย่างเต็มตัว
งานปีนี้ จัดภายใต้แนวคิด “Human-Robot Symbiosis, Production-Demand Convergence” (การอยู่ร่วมกันของมนุษย์และหุ่นยนต์ และการผสานรวมระหว่างการผลิตกับความต้องการจริง)





ปีนี้ มีบริษัทเข้าร่วมกว่า 300 ราย (โต 36-69%) จัดแสดงสินค้ากว่า 2,000-3,000 ชิ้น และเปิดตัวสินค้าใหม่ถึง 150-300+ รายการ พื้นที่จัดงานกว่า 50,000 ตร.ม.
ผู้จัดแสดงไม่ได้นำหุ่นยนต์มาโชว์แค่การเดินหรือขยับมืออีกต่อไป แต่เน้นไปที่การทำงานเชิงลึกและความสามารถเฉพาะด้าน
โดยมีผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบเต็มตัว (Full-body Humanoid) เข้าร่วมกว่า 50 ราย
ยกตัวอย่าง
ค่าย Unitree Robotics ปีนี้เพิ่งนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (ราคาหุ้นพุ่งไปกว่า 6 เท่า) มีรุ่นไฮไลต์ คือ Unitree “Superman” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นล่าสุดที่ทุบสถิติโลกด้านความเร็วและการกระโดด โดยกระโดดได้สูงถึง 2 เมตร และวิ่งเร็วสุด 12.66 เมตรต่อวินาที
Unitree GD01 หุ่นยนต์กึ่งจักรกลขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 3 เมตร สามารถสลับโหมดการทำงานระหว่างแบบ 2 ขา (Humanoid) และ 4 ขา (Quadruped) ได้ตามสภาพพื้นผิว และมนุษย์สามารถขึ้นไปนั่งขับเคลื่อนจากภายในได้จริง
Unitree G1 (และรุ่น H1) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขนาดกะทัดรัดที่เน้นการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) โดยในงานได้นำลงแข่งขันวิ่งระยะสั้น 100 เมตร ในศึก Robot Games และโชว์ทักษะความคล่องตัวในการเล่นปิงปองกับมนุษย์
ส่วนค่าย EngineAI โชว์ EngineAI T800 ในกรงมวยกรง ซึ่งกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ทั้งความสามารถในการปล่อยหมัดแย็บ, ฮุคขวา, บล็อก และเตะตัด โดยที่ไม่ใช่การตั้งโปรแกรมล็อกท่าทางไว้ล่วงหน้า แต่เป็นการใช้ AI ตัดสินใจหลบหลีกและทรงตัวแบบเรียลไทม์ แม้จะโดนคู่ต่อสู้ต่อยหรือเตะเข้าที่หน้าอกจนล้ม ตัวหุ่นยนต์ก็สามารถลุกกลับขึ้นมาสู้ต่อได้อย่างรวดเร็ว
“หุ่นยนต์ขงจื๊อ” (Confucius) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ผิวชีวภาพเสมือนจริงตัวแรกของจีน ที่ติดตั้งเซ็นเซอร์รับสัมผัสมากกว่า 100,000 จุด สามารถจดจำรอยยิ้มหรือการแสดงออกทางใบหน้าของมนุษย์ และตอบสนองด้วยบทสนทนาที่มีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายค่าย น่าสนใจทั้งนั้น
โดยเฉพาะหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สายบริการและอุตสาหกรรม โชว์ความสามารถในการคัดแยกชิ้นส่วน และตรวจจับความผิดพลาดในโรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะร่วมกับมนุษย์อย่างเป็นระบบ
หุ่นยนต์ค้าปลีก พนักงานขาย รับ-ส่งของ หยิบสินค้า ชงกาแฟ ฯลฯ
หุ่นยนต์ทำงานบ้าน ซักผ้า พับผ้า รีดผ้า ทำความสะอาดบ้าน จัดที่นอน ล้างจาน ทำกับข้าว ทำบะหมี่และแพนเค้ก เตรียมอาหาร เสริฟ ช่วยดูแลสุขภาพคนในบ้าน ช่วยสันทนาการในบ้าน เล่นหมากล้อม เล่นไพ่ ฯลฯ สะท้อนว่า หุ่นยนต์กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
ในงาน เปิดให้ผู้สูงอายุทดลองสวมใส่ ชุด Exoskeleton เพื่อช่วยพยุงและเพิ่มกำลังในการเดิน ซึ่งช่วยตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม
ตอกย้ำว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องแล็บ แต่พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม การแข่งขันกีฬา และชีวิตประจำวันของมนุษย์จริงๆ แล้ว
3. ราคา คือ ปัจจัยสำคัญ ว่าหุ่นยนต์ในบ้าน จะแพร่หลายแค่ไหน
นอกจากสมรรถนะการทำงานจริง และความเชื่อมั่นในความปลอดภัยแล้ว
ผมคิดว่า ราคา คือ ปัจจัยสำคัญว่าจะมีคนซื้อหุ่นยนต์ไปใช้ในบ้านมากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าหรือไม่
พบว่า แนวโน้มราคาของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในปีนี้ กำลังลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว (Price Collapse)
ถือว่า เริ่มเข้าสู่จุดที่จับต้องได้จริงเป็นครั้งแรก
จากของไฮเทคล้ำยุคราคาหลักสิบล้านบาทในอดีต ปีนี้ราคาลงมาเหลือเริ่มต้นในระดับ “รถยนต์หนึ่งคัน” แล้ว(ถ้าจะให้แพร่หลายเหมือนรถยนต์ ราคาจะต้องถูกกว่ารถยนต์)
สืบเนื่องจากการเข้าสู่สายการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) และการแข่งขันของค่ายหุ่นยนต์จากจีน สู้กับค่ายสหรัฐอย่างดุเดือด (ล่าสุด สหรัฐห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ทันสมัยจากจีนแล้ว)
ยกตัวอย่างราคา
Unitree R1 (ค่าย Unitree) ราคาเริ่มต้นประมาณ $4,900 – $5,900 (ราคาในไทยรวมภาษี/นำเข้าอยู่ราวๆ 200,000 – 470,000 บาท) รุ่นนี้สามารถหาซื้อได้แล้ว เป็นรุ่นที่ราคาต่ำที่สุด
Unitree G1 / G1 EDU (ค่าย Unitree) ราคาล่าสุด รุ่นพื้นฐาน (Basic) อยู่ที่ $13,500 (ราคาจำหน่ายในไทยผ่านดีลเลอร์ทางการ อยู่ที่ประมาณ 454,000 บาท)
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน หุ่นยนต์ในกลุ่มราคาต่ำกว่า 5 แสนบาท (เช่น Unitree G1 รุ่นธรรมดา) ส่วนใหญ่จะไม่เปิดให้เข้าถึงตัวระบบปฏิบัติการ หมายความว่า คนซื้อไม่สามารถเขียนโปรแกรมสั่งการให้มันทำงานซับซ้อนตามใจชอบได้
ส่วนรุ่น G1 EDU สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับสูง จะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาท ($43,900) ขึ้น ตอนนี้ ถูกนำไปทดลองใช้งานจริง เช่น Japan Airlines นำไปทดลองยกกระเป๋าที่สนามบินฮาเนดะ
Galbot G1 (ค่าย Galbot) ราคาอยู่ที่ประมาณ 4,180,000 บาท ตัวนี้นิยมในกลุ่มอุตสาหกรรม เพราะระบบ AI ของ Galbot เสถียร ถูกนำไปใช้จริงในร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะ คลังสินค้า และไลน์ผลิตรถยนต์ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Toyota, Hyundai และ Bosch ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ต่อไป หุ่นยนต์ก็จะคล้ายๆรถยนต์ที่จะมีโมเดลเช่าใช้ แทนซื้อขาด สำหรับธุรกิจที่ยังไม่อยากลงทุนเงินก้อนโต มีการเช่าหุ่นยนต์รายเดือน
ขณะนี้ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เกรดอุตสาหกรรม มีเรทค่าเช่าเริ่มต้นที่ $2,000 – $5,000 ต่อเดือน (ประมาณ 70,000 -170,000 บาท) ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วถูกกว่าค่าแรงขั้นต่ำของมนุษย์ในประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ ทำให้คุ้มทุนภายในระยะเวลารวดเร็วสำหรับบางอุตสาหกรรม
ต่อไป เชื่อว่า ราคาจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ราคาถูกลง เป็นเจ้าของง่ายขึ้น พร้อมกับใช้งานได้หลากหลาย ปลอดภัย พร้อมๆ กับระบบดูแล ซ่อมบำรุง ประกัน ฯลฯ จะทำให้การเข้าถึงแพร่หลายมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
4. นี่คือช่วงเวลาของโอกาส
ในฐานะผู้บริโภค เราคงต้องเตรียมตัวที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ในบ้าน
ทุกวันนี้ หลายคนก็เริ่มคุยกับ AI มากขึ้น เพราะถามข้อมูล ตอบได้ และยังรู้จักวิธีเอาใจคนถามด้วย คุยเป็นเสียงก็ได้แล้ว เลือกน้ำเสียงได้ด้วย ฯลฯ
ขณะเดียวกัน ในระดับประเทศ ก็ต้องรับมือกับความแพร่หลายของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในอนาคต เพื่อไม่ให้ประเทศตกขบวน
และได้รับผลประโยชน์มากกว่าการเป็นผู้บริโภคนำเข้าใช้งานหุ่นยนต์อย่างเดียว
น่าสนใจว่า ปัจจุบัน ไทยเรากำลังจะเป็น “ฐานการผลิตชิ้นส่วนขั้นสูงและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Base)” ของภูมิภาคอาเซียน
BOI ระบุว่า อนุมัติโครงการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ (โดยเฉพาะจากจีน) ไปแล้ว 10 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อตั้งฐานผลิตชิ้นส่วนสำคัญในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
สาเหตุที่ไทยได้รับเลือก เนื่องจากมีระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และการผลิตอิเล็กทรอนิกส์เดิมอยู่แล้ว ทำให้สามารถปรับห่วงโซ่อุปทานมาผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ขั้นสูงได้ทันที
เป็นโอกาสที่ไทยเราจะเร่งผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะรองรับในด้านนี้ เช่น วิศวกรระบบ (System Integrators - SI) ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI/ซอฟต์แวร์หุ่นยนต์เชิงลึก ช่างหุ่นยนต์ ฯลฯ
แน่นอนว่า หุ่นยนต์จะเข้ามาทดแทนคนทำงานจำนวนหนึ่ง แต่ก็จะเกิดโอกาสสำหรับงานที่ต้องการทักษะแบบใหม่ขึ้นมาเช่นกัน พร้อมๆ กับอรรถประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่
สันติสุข มะโรงศรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

