คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘ชักธงรบ’ยุติสถานการณ์ไฟใต้
สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา รวมทั้งหมด 51 ครั้ง ใน 3 จังหวัด คือ ที่จังหวัดปัตตานี 11 ครั้ง, นราธิวาส 22 ครั้ง และยะลา 18 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 2 รายนั้น ถือว่าผู้ก่อเหตุท้าทายอำนาจรัฐโดยตรง
คงไม่ต้องพูดให้เสียเวลาว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี นราธิวาส และยะลา รวมทั้งอีกสี่อำเภอในจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย นั้น เกิดขึ้นเพราะประวัติศาสตร์การปกครองตั้งแต่ในอดีต หรือเพราะความแตกต่างด้าน“ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม” อันเป็นต้นเหตุของแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนของขบวนการติดอาวุธทั้งหลาย แต่ที่ต้องพูดถึงให้ตรงประเด็นก็คือ กลุ่ม “BRN” เป็น“ศัตรูตัวร้าย”ที่ต้องปราบให้สิ้นซาก
เพราะกลุ่ม “BRN” หรือ “ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี” เป็นกลุ่มเดียวที่อยู่ใน“กระบวนการพูดคุยสันติสุข”กับตัวแทนรัฐบาลไทยและถ้าจะว่าไปแล้ว การเจรจาพูดคุยเพื่อให้เกิดสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่ม“BRN”ก็หาใช่ว่าเพิ่งจะมาดำเนินการกันในช่วงนี้หากแต่มีมานานเกินกว่า 13 ปี โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นตัวกลาง
ย้อนกลับไปดูว่าการเจรจากับกลุ่ม “BRN” เริ่มต้นเปิดโต๊ะเจรจากันตั้งแต่เมื่อไหร่ พบว่า หลังจากปี 2549 หมดยุครัฐบาล“ทักษิณ ชินวัตร”ซึ่งเป็นต้นเหตุของการ“ก่อไฟสถานการณ์”จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับลุกโชนขึ้นมาใหม่ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มี“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนนตรี ได้เปิดเจรจากับตัวแทนกลุ่ม“BRN”อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยฝ่ายไทยมีพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงฯ ในเวลานั้นเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ส่วนตัวแทนกลุ่ม“BRN” นำโดย“ฮัสซัน ตอยิบ” หรือ“อาแซ ตอยิบ”
แม้ว่าจะมีการขึ้นโต๊ะเจรจาและอยู่ในระหว่างกระบวนการพูดจากันก็ตาม แต่เหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ก็เพราะกลุ่มผู้ก่อเหตุ ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่ม“BRN” เพียงกลุ่มเดียว แต่ยังมีกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งขบวนการที่เป็น“แก๊งอาชญากรรม”ค้ายาเสพติด สินค้าหนีภาษี และธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อสถานการณ์ซ้อนขึ้นมาด้วย
ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าว สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยก็ยังคงยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ และเมื่อผลัดเปลี่ยนรัฐบาลครั้งใด ก็จะมีการหยิบเรื่องนี้มาพูดกันต่ออีก จาก“รัฐบาลยิ่งลักษณ์ชินวัตร”เป็นต้นมา พอถึงยุคฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็ได้มีการจัดประชุมและพบปะหารืออย่างเป็นทางการกับตัวแทนกลุ่ม“BRN”แบบเต็มคณะถึง 4 ครั้ง ระหว่างปี 2563-2565 รวมทั้งยังมีการพูดคุยนอกรอบอีกไม่ต่ำกว่า 7 ครั้ง โดยมีประเทศมาเลเซียเจ้าเก่าที่จะว่าไปก็เหมือน“ซ่อนกริชไว้ข้างหลัง”คอยจ้วงแทงประเทศไทยเมื่อสบโอกาสเป็นตัวกลางในการเจรจา
จากรัฐบาล“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผ่านรัฐบาล“เศรษฐา ทวีสิน”, รัฐบาล“แพทองธาร ชินวัตร” มาจนถึงรัฐบาล“อนุทิน ชาญวีรกูล”ในปัจจุบัน ก็อีหรอบเดิม คือฉายหนังม้วนเดิม มีการรื้อฟื้น“กระบวนการพูดคุยสันติสุข” โดยเริ่มมาตั้งแต่“รัฐบาลอนุทิน 1”ในปลายปีที่แล้ว ระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2568 ซึ่งฝ่ายรัฐบาลไทยมี พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะเจรจา
ผลจากการเจรจากับตัวแทนกลุ่ม“BRN” ครั้งนี้ ได้ข้อสรุป 4 ประการ คือ 1.บีอาร์เอ็นยืนยันไม่ต้องการแบ่งแยกดินแดน 2.บีอาร์เอ็นไม่ต้องการเอกราช 3.บีอาร์เอ็นต้องการความสงบสุข และจะยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และ 4.ฝ่ายรัฐบาลไทยเรียกร้องให้บีอาร์เอ็นกลับมายังประเทศไทยอย่างสมศักดิ์ศรีเพื่อร่วมกันสร้างสันติสุข
เฉพาะประเด็นที่ 3 ซึ่ง“BRN” ต้องการความสงบสุขและจะยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบนั้น จากรัฐบาล“อนุทิน 1”เมื่อปลายปีที่แล้วมาจนถึง“รัฐบาลอนุทิน 2”ในวันนี้ สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นมาแล้วจนถึงครั้งล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 103 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 245 ราย
และล่าสุดที่อุกอาจที่สุดก็คือ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมเดือนที่แล้ว ครบรอบ 1 เดือนพอดีกับเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 กลุ่ม“BRN”ได้ใช้อาวุธสงครามโจมตีจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ทหารพรานในพื้นที่บ้านตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย และชาวบ้านได้รับบาดเจ็บหลายราย ซึ่งมีเด็กรวมอยู่ด้วย
สำหรับครั้งนี้ รวมทั้งหมด 51 เหตุการณ์ ซึ่งลักษณะการก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นการลอบวางเพลิง เผายางรถยนต์ ทำลายสัญญาณกล้องวงจรปิด และสร้างสถานการณ์ก่อกวนในหลายจุดพร้อมๆ กันนั้น เป้าหมายก็คือ การทำลายความน่าเชื่อถืออำนาจรัฐ สร้างความหวาดกลัวอย่างรุนแรง และเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมือง อันเป็นยุทธวิธีสากลของการก่อความไม่สงบและการก่อการร้าย เพื่อกดดันให้รัฐบาลยอมเปิดโต๊ะเจรจา และยอมรับข้อเรียกร้อง
จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องทบทวนอย่างจริงจัง ว่า“กระบวนการพูดคุยสันติสุข”ที่ดำเนินมานั้น มาถูกทางหรือไม่ เพราะถ้าปล่อยให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าอำนาจรัฐไทยไม่สามารถคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ให้มีความปลอดภัยได้
จากปี 2547 ที่“ทักษิณ ชินวัตร”เป็นผู้จุดไฟสถานการณ์ภาคใต้รอบใหม่ขึ้นมา จนถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ นับเป็นเวลา 22 ปีนั้น“สำนักข่าวอิศรา”รายงานว่า จากตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เกิดสถานการณ์ทั้งหมด 10,222 ครั้ง และมีผู้ได้รับผลกระทบและสูญเสียรวมทั้งสิ้น 20,679 ราย
แยกเป็นมีผู้เสียชีวิต 6,028 ราย ประกอบด้วยประชาชน 3,666 ราย เจ้าหน้าที่รัฐ 2,362 ราย, มีผู้บาดเจ็บ 13,737 ราย เป็นประชาชน 6,724 ราย เจ้าหน้าที่รัฐ 7,013 ราย และมีผู้พิการและทุพพลภาพ รวมทั้งสิ้น 914 ราย เป็นประชาชน 469 ราย เจ้าหน้าที่รัฐ 445 ราย โดยรัฐได้จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาไปทั้งหมดรวม 4,775,950,822.58 บาท หรือ 4.7 พันล้านบาท ทั้งนี้ไม่นับรวบงบประมาณที่ใช้จ่ายในด้านต่างๆ ในรอบ 22 ปี ซึ่งประเมินกันว่ามีจำนวนมากกว่า 5 แสนล้านบาท
บรรทัดนี้ก็คงต้องบอกว่า“รบก็ต้องรบ”ให้รู้เรื่องกันไปเลย !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

