ปชป.จี้สาวถึงตัวการ บิ๊กโกงสอบ กันเหยื่อไว้เป็นพยาน DSIตามคุ้ยยันศรีสะเกษ หัวละ5แสน/ส่งเข้ากรุง

ปชป.เดิมเกมสางโกงสอบท้องถิ่น “อภิสิทธิ์” เผยชงยื่นป.ป.ช. 24 สิงหาคมนี้ ขอออกมาตรการกันเป็นพยานในคดี ให้ข้อมูลสำคัญ-เป็นประโยชน์ พร้อมเป็นตัวกลางประสานนำบุคคลไปให้ข้อมูล ยันไม่ใช่การเปิดช่องคนเอี่ยวพ้นผิด แต่ต้องการสาวถึง”ผู้มีอำนาจตัวจริง”หัวเราะลั่นเป็นไปไม่ได้ จะเป็นเรื่องของระดับเล็ก ด้านดีเอสไอ ตามขุดโกงสอบภาคอีสานปักหมุดศรีษะเกษ หลังเหยื่อร้องเรียน จ่ายเงินให้อดีตผู้สมัครสส.พรรคการเมืองดัง เฉลี่ยหัวละ 5 แสน เผยหลักฐานมั่นแน่นแม้จะปฎิเสธ แฉมีมือขวาถือเงินส่งกลุ่ม VIPในกรุงเทพฯ คิวต่อไปเตรียมเชือดพวกตกเบ็ด-ตีกิน ด้านนิด้าโพล ชี้ ทุจริตสอบท้องถิ่น-คดีฮั้ว สว. กระทบเสถียรภาพ “รัฐบาลอนุทิน” ก้มกราบที่ตัก “ทักษิณ” มองเป็นการแสดงความเคารพของผู้น้อยต่อผู้ใหญ่
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงถึงการเตรียมยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้มีการเอาผิดการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า เป็นเรื่องที่ปรากฏต่อสาธารณะมาระยะหนึ่งแล้ว รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการหลายชุด รวมไปจนถึงการส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช.ทาง ป.ป.ช.ก็มีการแถลงความคืบหน้าบางส่วน
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ข้อกังวลขณะนี้คือเรื่องนี้เป็นขบวนการใหญ่ ผู้บงการมีอำนาจ และเครือข่าย ทำให้มีความกังวลว่าจะสาวไปถึงคนเหล่านั้นได้จริงหรือไม่ จะมีการตัดตอนเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนผู้มีอำนาจหรือไม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องข้องกับเรื่องนี้ คือผู้ที่อยู่ในส่วนของการกระทำความผิด ทั้งในฐานะผู้จ่ายเงิน ผู้ถูกชักชวนให้จ่ายเงิน จะมีข้อมูลสำคัญ และอยากให้ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การขยายผล และสาวไปถึงผู้บงการที่แท้จริง แต่บุคคลเหล่านี้ก็กังวลว่าหากมาให้ข้อมูลดังกล่าว ตัวเองจะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่า ตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา135 มีบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกันบุคคลไว้เป็นพยาน หลักคือ เมื่อใครที่ทำความผิด แต่ไม่ใช่ตัวการสำคัญ เมื่อมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อการไต่สวน หรือการดำเนินคดี และสาวไปถึงตัวการสำคัญ ป.ป.ช.จะกันออกมาเป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดี และอาจคุ้มครองพยานตามอำนาจหน้าที่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แม้จะมีบทบัญญัตินี้ของป.ป.ช.ออกมา แต่ก็ยังมีความไม่มั่นใจ เนื่องจากขั้นตอนยังมีความไม่แน่นอนว่าเมื่อมาให้ข้อมูลแล้ว ยังเป็นดุลยพินิจของผู้ไต่สวนที่จะเสนอความเห็นไปยังกรรมการ ป.ป.ช.ว่าจะกันเป็นพยานให้หรือไม่ หรือในกรณีที่ต้องไปดำเนินการในส่วนของตำรวจ ก็ไม่มีกฎหมายชัดเจน ที่เกี่ยวข้องกับการกันบุคคลไว้เป็นพยาน ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ (24 ส.ค.) ทางโฆษกพรรคฯ และนายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความจะไปยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.เพื่อขอให้ 1.ให้ ป.ป.ช.มีนโยบายและประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะมีแนวทางในเรื่องของการใช้มาตรการการกันบุคคลไว้เป็นพยานอย่างไร เพื่อให้มีการสอบสวนสาวถึงผู้บงการ หรือตัวการสำคัญได้ และ 2.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเป็นผู้ประสานงานในการนำเอาบุคคลเหล่านี้ไปให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช.เมื่อมีความชัดเจนจาก ป.ป.ช.ยืนยันว่า เราต้องการให้มีการจัดการกับผู้บงการ และตัวการสำคัญจริงๆ เพราะกระทบกระเทือนกับคนในวงกว้าง ทำลายขวัญกำลังใจกับบุคคลทั้งหลายที่ต้องการเห็นระบบคุณธรรม ทั้งระบบราชการ และการปกครองส่วนท้องถิ่น
เมื่อถามว่า พยานที่พร้อมให้ข้อมูลมีมากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนได้ แต่มีทั้งผู้ที่ติดต่อมาโดยตรง และส่วนที่เราเริ่มเห็นจากเบาะแสของบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ยืนยันว่าหลักของเรา การจะใช้มาตรการนี้ต้องดำเนินการเพื่อสาวไปให้ถึงตัวใหญ่ ไม่ใช่ทำเพื่อให้คนเหล่านี้พ้นผิดไปโดยที่ไม่สามารถเป็นประโยชน์กับการไต่สวน หรือขยายผลไปสู่ผู้บงการได้ หากป.ป.ช.ทำให้มีความชัดเจนโดยเร็ว ก็ควรเป็นกลุ่มคนแรกๆที่จะได้รับมาตรการนี้ คนที่มาทีหลังก็คงไม่ใช่ เพราะเราต้องยึดหลักสมดุลระหว่างการขยายผล กับการที่ไม่ใช่จะมาเปิดช่องทางให้คนทำผิดมาใช้มาตรการนี้
เมื่อถามว่า พยานที่มาให้ข้อมูลบอกหรือไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสูงถึงระดับไหน หัวหน้าพรรคประขาธิปัตย์ กล่าวว่า เขาจะมีข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับนายหน้า ซึ่งมีเรื่องบัญชีต่างๆ แน่นอนว่านายหน้าคงต้องมีการพูดถึงบุคคลที่สูงกว่านั้นที่เขาจะไปติดต่อ หาก ป.ป.ช.ทำเป็นระบบใช้วิธีการนี้ก็จะไปถึงผู้บงการสำคัญได้ ส่วนจะมั่นใจหรือไม่ว่าจะสาวไปถึงระดับผู้บงการได้นั้น ก็ต้องอยู่ที่ ป.ป.ช.ว่าจะสร้างความมั่นใจตรงนี้ได้อย่างไร เราในฐานะเป็นพรรคการเมือง มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ก็อยากส่วนร่วมช่วยให้เรื่องนี้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงไปตรงมา
ไม่จบแค่พวกตัวเล็กแน่นอน
เมื่อถามว่า จากการที่พรรคได้ข้อมูลเบื้องต้นจากทางพยาน จะสื่อไปถึงคนที่อยู่ระดับสูงกว่านั้นแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า วันนี้ไม่ได้พาดพิงใคร จริงๆ เราดูง่ายมากว่า ขนาด จำนวนบุคคล และพื้นที่ที่เรื่องนี้เกิดขึ้น มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเป็นเรื่องของคนระดับเล็กๆ แม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูงในระบบราชการ ตนเองก็ไม่เชื่อว่าจะกล้าหรือมีศักยภาพในการทำสิ่งเหล่านี้
แหล่งข่าวดีเอสไอชี้จ่ายหัวละ5แสน
ด้านแหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยคดีโกงสอบท้องถิ่นนั้น หากแยกดูจากสำนวนไต่สวนหลักของ ป.ป.ช. ที่เน้นไปยังกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในประเด็นการทุจริตการสอบเข้าเป็นข้าราชการ หรือเจ้าพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือนักการเมือง ทั้งนี้ ในส่วนของดีเอสไอตั้งเรื่องสืบสวนที่ 87/2569 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และขยายผลในประเด็นของคนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือนักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูง อาทิ กลุ่มคนตีกิน หรือกลุ่มคนที่แอบอ้างจะช่วยให้มีการวิ่งเต้น หรือแม้กระทั่งการรวมตัวกันหลายคนเพื่อเสนอจะให้ผลประโยชน์หากมีการจ่ายเงิน ซึ่งถ้าหากมีการกระทำของหลายบุคคลเรียกรับเงิน แล้วมีผู้เสียหายจ่ายเงินไปจริง ๆ แต่ไม่ได้รับตามที่ถูกกล่าวอ้าง ลักษณะพฤติกรรมแบบนี้ก็จะเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ดีเอสไอจึงขยายผลดูในส่วนนี้ โดยจะเน้นภาพรวมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ จ.ศรีสะเกษ ที่มีผู้เสียหาย 19 ราย และ จ.ยโสธร 1 ราย
แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยต่อว่า สำหรับการร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีโกงสอบท้องถิ่นภายใน จ.ศรีสะเกษ ดีเอสไอได้มีการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 9-12 ส.ค.69 และได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 19 คดี คือ มีผู้เสียหาย 19 ราย ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาทั้งสิ้น 7 ราย โดยผู้เสียหายได้มีการระบุพฤติการณ์ของผู้ต้องหาแต่ละรายว่าใครทำหน้าที่อะไรบ้าง อาทิ มีผู้ต้องหารายหนึ่งอ้างกับผู้เสียหายว่าหากจ่ายเงินให้ตนเอง จะสามารถทำให้สอบผ่านการคัดเลือกได้ ซึ่งยอดเงินของผู้เสียหายแต่ละรายจะคละกันไป บางรายจ่ายเงิน 200,000 - 600,000 บาท และรายจ่ายสูงสุด 800,000 บาท ฉะนั้น ความเสียหาย จำนวน 19 ราย เฉลี่ยตกหัวละ 500,000 บาทที่จ่ายไป รวมๆมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 9.5 ล้านบาท และส่วนใหญ่แล้วผู้เสียหายจะเจอผู้ต้องหาทั้ง 7 รายแบบไม่ซ้ำคนกัน โดยมีลักษณะเป็นขบวนการแบ่งหน้าที่กันทำ และส่งต่อเงินที่ได้จากผู้เสียหายกันเป็นทอดๆ เรียกรับ-วิ่งเต้น-เคลียร์ ในระดับพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ต้องหาทั้ง 7 รายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดศรีสะเกษ ได้ดำเนินคดีนั้น ซึ่งดีเอสไอสอบปากคำไปแล้วในฐานะพยานนั้น พบว่า 5 คน มีธุรกรรมทางการเงินและนิติสัมพันธ์หลายส่วนไปเชื่อมโยงกับอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะ เกษ พรรคการเมืองชื่อดัง รายหนึ่งแต่ยังไม่ใช่ผู้ต้องหาแต่อย่างใด เพราะต้องเอาข้อมูลมาประกอบในสำนวนการสืบสวนก่อนส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
เล่นงานพวกตกเบ็ดตีกิน
ทั้งนี้ จากการสอบปากคำพยาน 5 รายดังกล่าวนี้ แบ่งกลุ่มออกเป็น 1)อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จำนวน 1 ราย 2)กลุ่มมือขวาของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จำนวน 2 ราย ที่คอยรวบรวมเงินจากผู้เสียหายส่งให้อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ และ 3)กลุ่มตีกินแอบอ้างชื่อของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จำนวน 2 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มมือขวา 2 รายของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ โดยมีจำนวนผู้เสียหาย 10-12 ราย ที่โอนเงินให้ จากนั้น 2 มือขวา ก็จะรวบรวมยอดเงินก่อนส่งให้อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะ เกษ ต่อจากนั้น อดีตผู้สมัคร สส.คนดังกล่าว ก็ส่งเงินก้อนต่อไปยังกลุ่มวีไอพีในพื้นที่กรุงเทพฯ
ขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างการขยายผลดูในส่วนของกลุ่มวีไอพีเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ รายดังกล่าว ได้ให้การปฏิเสธกับดีเอสไอว่า ”เป็นการถูกแอบอ้างชื่อ ไม่ได้กระทำความผิด เเต่ยอมรับว่าตัวเองอาจมีประวัติไม่ดีมาบ้าง ทำให้ในรอบนี้คนเลยอาจคิดว่าต้องมาวิ่งเต้นผ่านตัวเอง” ขณะที่พยานทั้ง 4 รายที่เหลือกลับให้การสอดคล้องตรงกัน โดยเฉพาะการกล่าวซักทอดถึงพฤติกรรมของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ โดยมี 2 พยาน ใน 4 พยานดังกล่าวที่เป็นมือขวาของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ รับว่าส่งเงินให้อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จริง ๆ ส่วนอีก 2 พยาน ดีเอสไอจัดให้อยู่ในกลุ่มตีกินเอง แต่ไปแอบอ้างว่าเป็นคนของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ
มีนายหน้ารับเงินสด
ส่วนกรณีของผู้เสียหายที่อยู่ยโสธร ก็พบความเชื่อมโยงกับอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เช่นกัน เขาจึงไปร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรอุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ หลังถูกอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นนายหน้าในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ หลอกลวง โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือผู้สมัครให้สอบผ่านเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ จึงได้มอบเงินสดจำนวน 2,150,000 บาท ให้แก่นายหน้ารายดังกล่าว เพื่อช่วยฝากผู้สมัครจำนวน 5 ราย แต่เมื่อประกาศผลสอบอย่างเป็นทางการ กลับไม่มีรายชื่อของผู้สมัครทั้ง 5 รายตามที่ตกลงกันไว้ จึงตัดสินใจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีการกล่าวพาดพิงว่ามีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ไปเกี่ยวข้องรับเงินวิ่งเต้นส่งต่อให้กับตัวการใหญ่นั้น พบข้อมูลว่า เดิมทีมีการระบุถึงเจ้าหน้าที่ดีเอสไอในส่วนกลางและพื้นที่ภาค 2 (จังหวัดชลบุรี) โดยมีอักษรย่อ ว. และ ต. นั้น ล่าสุดทางอธิบดีดีเอสไอได้มีการชี้แจงในที่ประชุมแล้วว่ากรณีที่มีรายชื่อเจ้าหน้าที่ภายในสังกัดไปมีส่วนเกี่ยว ข้องนั้น ยังคงอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าอาจเป็นการถูกแอบอ้างหรือไม่ แต่ถ้าหากมีการตรวจสอบแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริง ก็จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางกฎหมายและวินัย โดยไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน
แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยเพิ่มเติมว่า หากการสอบสวนปากคำพยานของดีเอสไอทำให้พบข้อมูลว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการฝ่ายการเมืองในสำนวนไต่สวนของ ป.ป.ช. ทางพนักงานสืบสวนดีเอสไอจะต้องนำเสนออธิบดีดีเอสไอเพื่อขอให้ส่งไปรวมเรื่องกับสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป พร้อมย้ำว่า ตอนนี้ดีเอสไอยังไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษแต่อย่างใด เพราะหากจะรับเป็นคดีพิเศษได้นั้น จะต้องเข้าลักษณะเป็นการฉ้อโกงประชาชน
โกงสอบทำรบ.ร่อแร่
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล
เมื่อถามถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน พบว่า ร้อยละ 62.75 ระบุว่า การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 55.88 ระบุว่า การถูกกล่าวหา คดีฮั้ว สว. ร้อยละ 42.29 ระบุว่า การโดน สส. ตรวจสอบคดีเขากระโดง ร้อยละ 37.33 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพลังงาน ร้อยละ 33.36 ระบุว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร้อยละ 28.78 ระบุว่า แผนการใช้งบประมาณตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 25.27 ระบุว่า การจำกัดการถือครองอาวุธปืน ร้อยละ 24.27 ระบุว่า หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ร้อยละ 22.98 ระบุว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติในประเทศไทย ร้อยละ 18.17 ระบุว่า การถูกตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากลัวมาก จนอาจถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้
รับมือได้บางประเด็น.
ด้านการรับมือกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน พบว่า ร้อยละ 39.69 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ บางประเด็น ร้อยละ 31.99 ระบุว่า จะไม่สามารถรับมือได้เลย ร้อยละ 16.26 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ ทั้งหมด ร้อยละ 11.68 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ กับประเด็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
สำหรับคำถามถึงความอยู่รอดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ พบว่า ร้อยละ 37.86 ระบุว่า จะไม่รอดแน่ๆ ร้อยละ 26.03 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำมาก ร้อยละ 17.94 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำเล็กน้อย ร้อยละ 17.71 ระบุว่า รอดแบบสบาย ๆ แน่นอน ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ
กราบแม้วเคารพผู้ใหญ่
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ก้มกราบที่ตัก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบว่า ร้อยละ41.45 ระบุว่า เป็นแค่การแสดงความเคารพของผู้น้อยที่มีต่อผู้ใหญ่ ร้อยละ 29.62 ระบุว่า เป็นแค่ฉากดราม่าทางการเมือง ร้อยละ 21.60 ระบุว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ร้อยละ 17.48 ระบุว่า เป็นการกระทำเพื่อขอการสนับสนุนจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 12.21 ระบุว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงบารมีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 9.62 เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงสนับสนุนนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 9.31 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 4.73 ระบุว่า เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

