คอลัมน์ : เลียบวิภาวดี

ควันออกหู
“ในบรรดาป่าดงดิบทั้งหลาย ไม่มีป่าดงดิบใดจะมีภยันตรายเท่ากับป่าทึบแห่งการเมือง”
“วาทกรรมเจ็บจี๊ด” นี้เป็นของ “ติโต” อดีตผู้นำยูโกสลาเวียในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กูรูต่าง “ยืนยัน นั่งยัน นอนยันและตีลังกายัน” ว่า “จริงพะยะค่า” จนถือเป็น “วรรคทอง” ที่ “จีรังอมตะ”
“จีรังอมตะ” ตรงที่ “ป่าทึบแห่งการเมืองนั้น เต็มไปด้วยสัตว์ป่าสายพันธุ์ดุฉกรรจ์และยั้วเยี้ยด้วยผีป่าซาตานสุดอำมหิต” ที่จ้องเล่นงาน “อินเดียนน่า โจนส์” ที่เป็นคู่แข่งในการ “ไล่ล่าขุมทรัพย์แห่งอำนาจรัฐ”
“ป่าทึบแห่งการเมืองของนครสารขัณฑ์ เต็มไปด้วยภยันตรายเช่นเดียวกับชาติอื่นๆ โดยวันนี้เป็นป่าทึบที่หลายพรรคการเมืองต่างพยาบาทต่อกันถึงขั้นว้ากตุ๊กแฉ่งใส่กันทุกวันไม่รู้เลิก”
“ทั้ง ขุนศึกนักการเมือง สาวกนักการเมืองและกองเชียร์พรรคการเมืองต่างขยันขยี้ขย้ำพรรคศัตรูแบบทำนาไม่ออมกล้าฆ่าเนื้อไม่ออกเกลือ ด้วยความ เคียดแค้นพยาบาท”
ทุกพรรคต่างมี “จอมมารแปลงร่าง อสูรกลายพันธุ์ จับกังแรมโบ้ลี้คิมฮวงปามีดสั้น จางซูยี่ขว้างมีดบิน และจอมสร้างวาทกรรมมืออาชีพเพื่อเล่นงานและด้อยค่าขุนศึกพรรคศัตรูให้ต่ำเตี้ยและมีแผลเหวอหวะ”
ด้วยประการฉะนี้ “สงครามชิวหา” ที่สร้าง “วาทกรรมจัญไร” ใส่กัน จึงเกิดขึ้นทุกวันไม่มีการ “เว้นวรรค”
“วาทกรรมที่สาดใส่กันนั้น มีดีกรีดุฉกรรจ์ยิ่งกว่า การเดือดด่าของแม่ค้าขายปลาในตลาดสด และแรงกว่ามนุษย์หัวร้อนในซ่องโจร”
แต่จะเป็นคำดุฉกรรจ์แค่ไหน ก็ยังประดิษฐ์ให้เป็นคำดูสุภาพว่าเป็น “สุภาพอาบยาพิษ”
ดูเหมือนคำ “สุภาพอาบยาพิษ” ที่ใช้เป็นขีปนาวุธในสงครามน้ำลายมีมากมายแต่ “สองวาทกรรม” ที่สุดแสบสันยิ่งกว่าซีม่าที่สาดใส่ศัตรูแล้วถึงกับ “ดิ้นพล่านทะลุเมฆ” คือ
วาทกรรมแรก “สูเจ้าเป็นไอ้หอกหัก” และวาทกรรมที่สอง “สูเจ้าเป็นลูกของคนขี้คุก”
“สองวาทกรรมเจ็บจี๊ดดังกล่าว ที่ทำให้นักการเมืองบางรายถึงกับโกรธจนควันออกหู และไฟพรูออกทางปาก”
กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


