คอลัมน์ : เขียนเพื่อคิด

มนุษย์ไม่นิ่งเฉย เมื่อเพื่อนมนุษย์ตกระกำลำบาก
โดยทั่วๆ หลักปฏิบัติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็คือประเทศหนึ่งใดจะไม่เข้าไปแทรกแซงในกิจการภายในของอีกประเทศหนึ่ง (Non-Interference) แต่ทว่าหากเป็นเรื่องเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide), อาชญากรรมสงคราม (War crimes), การกำจัดล้างชาติพันธุ์ (Ethnic cleansing) และอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ (Crimes against humanity) เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งใด และรัฐบาลประเทศนั้นๆ ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ หรือปกป้องคุ้มครองประชาชนพลเมืองของตนเองได้ ประชาคมโลกก็จะไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ต่างมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะเข้าไปยื่นมือช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งในการนี้ หลักการว่าด้วยการไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศหนึ่งใดก็จะบังคับใช้มิได้ เนื่องจากประเทศนั้นๆ ไม่สามารถช่วยตนเองที่จะแก้ไขปัญหาได้
ทั้งนี้ ในบางกรณี รัฐบาลประเทศหนึ่งใดกลับเป็นต้นเหตุหรือผู้ก่อการเสียเอง เช่นในปัจจุบันในกรณีรัฐบาลพม่าภายใต้การนำพาของนายพลอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ซึ่งตกอยู่ในข้อกล่าวหาได้ทั้ง 4 ประเด็นดังกล่าว และประชาคมโลกก็ได้มีการประณาม มีการออกข้อมติที่องค์การสหประชาชาติ ไปจนถึงการฟ้องร้องที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ทว่าก็ยังมี 5 ประเทศ อันได้แก่ อินเดีย จีน รัสเซีย ลาว และไทย ที่ให้การรับรอง และคบหาสมาคมกับนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีเหตุผลและผลประโยชน์แตกต่างกันออกไป แม้ว่าโดยรวมจะสวนทางกับความรู้สึกนึกคิดของประชาคมโลก แต่รัฐบาลทั้ง 5 ประเทศนี้ต่างมิได้คำนึงถึงหัวอก และความขมขื่นของชาวพม่าผู้รับเคราะห์กรรมแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ประชาคมอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ ได้เคยร่วมกันออกฉันทามติ 5 ประการ (Five Point Consensus) ว่าด้วยการยุติการสู้รบ การเปิดการเจรจาหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้ส่วนเสีย การช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม การจัดตั้งผู้แทนพิเศษอาเซียน และการเดินทางของผู้แทนพิเศษอาเซียนไปยังพม่าเพื่อพบปะกับฝ่ายต่างๆ ของพม่า ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จัดได้ว่าเป็นการปฏิเสธหลักการว่าด้วยการไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศหนึ่งใด แต่ได้นำเอาหลักการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม และหลักการ
รับผิดชอบเพื่อปกป้องมวลมนุษย์เป็นตัวตั้ง ทั้งนี้ ก็ต้องไม่ลืมว่า นายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เป็นบุคคลที่โหดร้าย น่ารังเกียจเป็นอย่างยิ่ง แล้วผู้ใดที่คบหาสมาคมด้วยเป็นคนอย่างไร?
และแทนที่รัฐบาลทุกประเทศจะเลือกปกป้องคุ้มครองชาวพม่า แต่ยังมีบางรัฐบาลกลับไปโอบอุ้มค้ำชูมือที่เปื้อนเลือดแห่งแม่น้ำอิระวดี
ในการนี้ ในสังคมไทยก็ต้องมีการคิดกันให้หนักว่าจะดันทุรังเกี่ยวก้อยกับนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ต่อไปอย่างไม่ลดละ ไม่แยแส? หรือจะคำนึงถึงหัวอกของชาวพม่าที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตย และมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์?
ส่วนประชาคมอาเซียนโดยรวมทั้ง 10 ประเทศ เว้นพม่านั้น ก็ต้องเร่งมือกระชับความร่วมมือเพื่อให้ฉันทามติ 5 ประการ ได้รับการปฏิบัติได้ แล้วอย่างไม่มีการรีรออีกต่อไป อีกทั้งจะต้องมีการพูดจากันแบบเปิดอกมิให้มีประเทศสมาชิกหนึ่งใดแตกแถว หรือทำตัวแบบนอกคอก
นอกจากนั้นประชาคมอาเซียนก็ต้องเริ่มคิด กำหนดท่าที ให้เข้มข้นขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้ฝ่ายผู้นำทหารพม่าได้ตระหนักและออมชอม เช่น การระงับสมาชิกภาพของพม่าในประชาคมอาเซียนเป็นการชั่วคราว จนกว่าการปรองดองสมานฉันท์จะได้เกิดขึ้น และพม่ากลับสู่ความเป็นสังคมประชาธิปไตย คู่ขนานกันไป แต่ละประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ก็ควรจะดำเนินการแช่แข็งความสัมพันธ์กับพม่าในระยะหนึ่งด้วย
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


