ดึงมวลชน-บินถกมาเลย์ พูดคุยสันติสุข รบ.ตั้งทีมประเทศไทย

ดึงมวลชน-บินถกมาเลย์
พูดคุยสันติสุข
รบ.ตั้งทีมประเทศไทย
สั่งยกเครื่องข่าวกรอง
นายกฯอนุทิน กำชับกลางครม.ดับไฟใต้ เน้นความปลอดภัยชีวิต-ทรัพย์สิน ต้องมาก่อน สั่งทุกหน่วยบูรณาการข่าวกรองแบบ“ทีมประเทศไทย” มองงานมวลชนสำคัญ ต้องทำควบคู่กระชับความร่วมมือมาเลเซียติดตามผู้ก่อเหตุ พร้อมกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้ ครม.ตั้งพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ นั่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่จังหวัดสงขลา มีมติแต่งตั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ นั่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนที่ 24 ซึ่งย้ายข้ามห้วยจาก เสธ ทบ. ถือเป็นทหารคนที่ 17 ที่มาทำหน้าที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ว่า ได้รับฟังความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องการบริหารแนวชายแดน จะดำเนินการอย่างไร หรือหากจะมีนโยบาย ในการปิดด่าน ก็ได้รับเสียงสะท้อนว่า หากปิดหมด ก็ทำมาหากินลำบาก ซึ่งต้องรับฟัง ส่วนจุดไหนที่ยังไม่มีความเสี่ยงมาก ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมหรือกำกับดูแล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการสื่อสารซึ่งกันและกัน อีกเรื่องคือการปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้ประชุม สมช.ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกัน อย่างชัดเจน
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สมัยก่อน เมื่อพูดถึงการบูรณาการ นายกรัฐมนตรีคนนึง รัฐมนตรีมหาดไทยก็คนนึง แต่วันนี้เป็นคนเดียวกันแล้ว การบูรณาการจะเห็นเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรี ก็กำกับดูแลตำรวจ กองทัพ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ดูแลฝ่ายปกครอง เพราะฉะนั้นจากนี้ไป ก็จะเห็นว่า นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง พลเรือน จะร่วมกันทำงานร่วมกัน และก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือบุคลากรให้เหมาะสม โดยทั้ง 4-5 คน ที่เป็นหัวเรือนี้ ต้องทำงานร่วมกันให้ได้
เมื่อถามว่าเมื่อวานนี้ ผลการหารือกับคนในพื้นที่ โดยชูธงคนในพื้นที่ช่วยแก้ไฟใต้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องทำงานร่วมกัน ประชาชนบอกให้รัฐบาลต้องทำแบบนี้ รัฐบาลก็ต้องรับฟังทั้งหมด แต่ทุกท่านก็ต้องช่วยรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลไม่มีทางรู้จักคนในพื้นที่ได้มากกว่าญาติพี่น้องของพวกเขาที่อยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นอยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว รัฐบาลมีทั้งงบประมาณและสิ่งสนับสนุนต่างๆ
“เจตนาเพื่อทำให้พวกเขา สามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันในการทำงาน แลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือการเจรจา ต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อความมั่นคง โดยเน้นเรื่องการเจรจา และต้องเคารพกฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไหนที่ต้องเข้าไปปราบปราม หรือหากเขามารังแกเรา ทำเรื่องความไม่สงบ เราก็ต้องดำเนินการ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามเราอยู่ ไม่ใช่เราไม่พูดคุยกับเขาเลย”
เมื่อถามว่าการปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ จะทำให้ไฟใต้ดับลงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า” มันต้องดีขึ้น จะมาบอกว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมา 30-40 ปีแล้ว พอมาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียว โอ้โหจะเปลี่ยน แล้วมั่นใจได้เลย มันไม่มีใคร พูดได้ แต่ตนมั่นใจว่า ฝ่ายรัฐบาล ภายใต้การนำที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าจะได้เห็นการบูรณาการความร่วมมือ ในฝ่ายบริหาร ที่ให้บริการพี่น้องประชาชน อย่างเป็นหนึ่งเดียวแน่นอน ตอนนี้สิ่งเดียวที่คาดหวัง และอยากให้เกิดขึ้นก็คือ การร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ในการที่จะทำให้ความสงบสุขเกิดขึ้น”
เมื่อถามว่าการที่จะแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้จะเป็นการเพิ่มจำนวนเก้าอี้ สส. ให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ร้องโอ้โห ก่อนจะบอกว่า” อย่าไปถามแบบนี้ นี่เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหน ตอนนี้เป็นรัฐบาล ต้องมีหน้าที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเลือกพรรคไหนมา หากเป็น 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ต้องสร้างสันติสุข และสร้างเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลับถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองเป็นประธาน workshop ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการหารือสถานการณ์ในปัจจุบัน และสถานการณ์ในวันที่ 22-23 สิงหาคมที่ผ่านมา เห็นว่าจะต้องมาดูและหาแนวทางต่างๆในการแก้ไขในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภาคใต้ ให้เกิดความเข้มแข็งและเข้มข้นยิ่งขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
โดยเรื่องเฉพาะหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชน เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยได้เน้นการทำงานแบบบูรณาการในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องการข่าว ข่าวกรอง ต้องทำงานในลักษณะทุกหน่วยงานเป็นทีมประเทศไทย แล้วต้องเป็นไปด้วยความแม่นยำ ทันท่วงที
อีกหนึ่งประเด็นที่ได้มีการหารือกัน คือเรื่องงานมวลชน ที่จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งความเข้าใจการเข้าถึงประชาชน และสร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่ ในส่วนของมิติสุดท้ายคือเรื่องความร่วมมือกับมาเลเซีย ความมั่นคงชายแดนและ และการติดตามผู้ที่ก่อเหตุความไม่สงบ รวมถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้ ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าในเร็วๆ นี้จะบินไปหารือกับ รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

