พุ่ง1.38แสนล. จับจ่ายโค้งสุดท้าย ไทยช่วยไทยพลัส

พุ่ง1.38แสนล.
จับจ่ายโค้งสุดท้าย
ไทยช่วยไทยพลัส
รัฐบาลชวนประชาชนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” โค้งสุดท้าย ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.38 แสนล้านบาท กระจายรายได้สู่ร้านค้ากว่า 1.19 ล้านราย
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผย เมื่อวันที่ 5 กันยายน ว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้สิทธิในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันพร้อมกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 138,379.3 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,565 ราย
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้ประโยชน์จากมาตรการในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ โดยโครงการในรูปแบบร่วมจ่าย 60/40 มีเป้าหมายช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชนทั่วประเทศ
สำหรับยอดใช้จ่ายสะสม 138,379.3 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลสนับสนุน 79,505.2 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 76,604.2 ล้านบาท และ Food Delivery 2,901.0 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่ประชาชนร่วมจ่ายมีจำนวน 58,874.1 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ 56,618.5 ล้านบาท และ Food Delivery 2,255.6 ล้านบาท
เมื่อรวมการใช้จ่ายผ่าน Food Delivery ทั้งส่วนของรัฐบาลและประชาชน มีเงินหมุนเวียนผ่านช่องทางดังกล่าวแล้ว 5,156.6 ล้านบาท ขณะที่จำนวนร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเข้าร่วมโครงการมีมากกว่า 1.19 ล้านราย ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์
“ขณะนี้โครงการเข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิและยังมีวงเงินคงเหลือ ตรวจสอบสิทธิและวางแผนใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะทุกการใช้จ่ายไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนแต่ยังช่วยส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจและกระจายลงสู่พื้นต่างๆ ทั่วประเทศ”นางสาวลลิดา กล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลขอให้ประชาชนตรวจสอบวงเงินคงเหลือและเงื่อนไขการใช้สิทธิของตนเอง พร้อมใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามความจำเป็นในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสิทธิอย่างเต็มที่ก่อนสิ้นสุดโครงการ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการช่วยสนับสนุนร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการ
นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win ในการแก้ปัญหาปากท้องลดภาระค่าใช้จ่าย และแก้ปัญหาหนี้สินแบบเบ็ดเสร็จให้แก่ประชาชน และคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินงาน “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” โดยดำเนินการเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของทุนหมุนเวียนในกองทุนพร้อมกับการให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมเงินบัญชีที่ 1 ให้กับสมาชิก ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากและลดปัญหาหนี้นอกระบบในหมู่บ้านและชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และประชาชนทั่วประเทศ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวและให้ข้อมูลเข้าถึงพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ(สทบ.) ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยขอความอนุเคราะห์ไปยังกรมการปกครอง ในการสนับสนุนและประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง โดยแจ้งให้นายอำเภอในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านระดับอำเภอ เร่งรัดให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ยื่นคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง และสั่งการบุคลากรในฝ่ายปกครอง อาทิ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวผ่านการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ การประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านประจำเดือนและการประชุมหมู่บ้าน รวมทั้งสื่อสารผ่านหอกระจายข่าวในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
“โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุนดอกเบี้ยคนละครึ่ง เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชนในระดับฐานราก ซึ่งต้องขอขอบคุณทางกรมการปกครองที่สนับสนุนภารกิจของกองทุนหมู่บ้านฯ ผ่านฝ่ายปกครองในระดับท้องที่ เชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นการยื่นคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สทบ.ได้จัดเตรียมข้อมูล และเจ้าหน้าที่สำหรับการร่วมดำเนินการโครงการดังกล่าวแล้ว ณ ศูนย์ประสานงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองประจำจังหวัด หรือ สทบ.สาขาเขตในพื้นที่ทั่วประเทศ” นางสุขสมรวย กล่าว

