คอลัมน์ : มองอย่างไท

อภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อปลดนายกฯหรือ
ประเทศไทยมีการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัย ต่อเนื่องมาถึงอาณาจักรอยุธยา จนกระทั่งถึงอาณาจักรรัตนโกสินทร์ การปกครองแบบนี้ในอดีตไม่ได้ถูกเรียกว่าเป็นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จวบจนกระทั่งถึงภายหลังการปฏิวัติโดยคณะราษฎรเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงถูกนำมาใช้เพื่อเรียกระบอบการปกครองที่มีมาแต่ก่อนหน้านั้น
การปกครองในสมัยอาณาจักรสุโขทัยจะเป็นระบอบพ่อปกครองลูกหรือปิตุราชาธิปไตย (Paternalism) หรือปิตุราชาควบคู่ไปกับธรรมราชา
การปกครองในสมัยอาณาจักรอยุธยาเป็นการปกครองแบบที่เรียกว่าราชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมีอำนาจสูงสุด
ความหมายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) คือระบอบการปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสิทธิ์ขาดสูงสุดในการบริหารประเทศ ด้วยอำนาจดังกล่าวไม่ถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญ
ตามรูปแบบการปกครองดั้งเดิมนั้น จะมีผู้ที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งที่อาจจะเรียกว่าขุนนาง ซึ่งจะเป็นผู้ที่ทำงานรับใช้ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ ส่วนอีกตำแหน่งที่สำคัญมากคือเสนาบดี เป็นตำแหน่งที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯให้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญในการช่วยบริหารกิจการบ้านเมือง ซึ่งหากเป็นในยุคปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่าเป็นรัฐมนตรี
ทั้งเสนาบดีและขุนนางนั้น หากปฏิบัติหน้าที่ไม่ตรงตามที่ได้รับมอบหมายหรือไม่ต้องพระราชหฤทัยก็จะถูกปลดออก และในการปลดออกนั้นมักจะมีบทลงโทษอยู่ด้วยเสมอ
การปลดขุนนางหรือเสนาบดีนั้นจะมีสาเหตุได้หลายประการ เช่น มีการผลัดแผ่นดิน พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ก็อาจจะปลดขุนนางหรือเสนาบดีเดิมออก และแต่งตั้งคนใหม่มาปฏิบัติหน้าที่แทน เป็นการป้องกันการซ่องสุมกำลังของกลุ่มขุนนางหรือเสนาบดีเดิม อันอาจจะกระทบต่อความมั่นคงของพระราชบัลลังก์
ความผิดต่อราชการโดยเฉพาะในการทุจริต กระทำการไม่ซื่อสัตย์ หรือละเลยต่อหน้าที่ หรือมีความผิดตามที่ระบุไว้ในพระอัยการอาชญาหลวงหรือกฎหมายตราสามดวง ก็จะถูกปลดออกได้เช่นกัน
การทรยศหรือฝ่าฝืนพระราชกำหนด สมคบคิด หรือมีความพยายามก่อกบฏเพื่อแย่งชิงอำนาจก็เป็นสาเหตุให้ถูกปลดได้
การไร้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะด้านการรบ ก็เป็นสาเหตุของการถูกปลดเช่นกัน
หลังจากการถูกปลดแล้วนั้น จะถูกพิจารณาลงโทษตามมาเสมอ เริ่มต้นจากการมีพระราชอาญาโดยพระมหากษัตริย์ทรงมีคำสั่งถอดถอนออกจากตำแหน่งและบรรดาศักดินาฉับพลัน รวมทั้งมีการยึดทรัพย์สินและเครื่องราชที่ได้รับพระราชทานด้วย และหากเป็นกรณีความผิดร้ายแรง จะถูกริบทั้งที่ดิน ไพร่ในสังกัด ทาส และทรัพย์สินทั้งหมด
การลงโทษขั้นรุนแรงที่สุดคือการเฆี่ยนโบย จำคุก หรือประหารชีวิต ซึ่งจะเป็นไปตามความหนักเบาของความผิด
หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายหลักของชาติที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ ตำแหน่งผู้นำหรือผู้บริหารประเทศซึ่งมักจะถูกบัญญัติไว้ในมาตราที่ ๒ ว่า ผู้บริหารสูงสุดของประเทศโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ระบุว่าผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้งโดยพรรคการเมืองที่มีที่นั่งในสภามากกว่า ๒๕ ที่นั่ง จะมีสิทธิ์เสนอชื่อผู้แทนของพรรคเพื่อรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ๓ รายชื่อ
สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองได้แจ้งไว้ที่ได้รับเสียงส่วนใหญ่จากการลงมติ หลังจากนั้นรายชื่อจะถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อให้ทรงพิจารณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๕๘ ของรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ต่อไป
ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้เข้ารับหน้าที่ปฏิบัติงานแล้ว ต่อมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่านายกฯ มีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า หรือกระทำการไม่ซื่อสัตย์ หรือทุจริตต่างๆ ก็สามารถที่จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๑ ทั้งนี้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอญัตติ
เมื่อการอภิปรายสิ้นสุดลงจะมีการลงมติว่าจะไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ โดยการลงคะแนนอย่างเปิดเผย ซึ่งจะทำให้รู้ผลโดยทันที หากมติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรก็จะเป็นผลให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงโดยทันที ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ (๓) และทำให้ คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะด้วยตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๗ (๑)
ที่กล่าวมานี้คือการ “ปลด” นายกรัฐมนตรีตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา มีการยื่นมติเพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน นำโดยนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคเป็นผู้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น คือ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และรัฐบาลทั้งคณะด้วย การอภิปรายครั้งนั้นดุเดือดยาวนานถึง ๘ วัน ๗ คืน แต่เมื่อมีการลงมติในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๐ ก็ปรากฏว่ารัฐบาลได้รับเสียงไว้วางใจ ทำให้พลเรือตรีถวัลย์ ได้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินต่อไป
นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีรวมแล้วทั้งหมดจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวน ๔๖ ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๘ ในสมัยนายกฯ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่า ตั้งแต่มีการยื่นญัตติต่อสภาเพื่อให้มีการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีท่านใดต้องสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่จากการแพ้การลงมติเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากการที่นายกรัฐมนตรีสามารถคุมเสียงข้างมากในสภาไว้ได้ตั้งแต่ต้นเมื่อเข้ารับตำแหน่ง
รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มาจากพรรคภูมิใจไทย โดยสามารถรวบรวมสมาชิกพรรคการเมืองอื่นๆ ให้มาร่วมด้วยได้เป็นจำนวนทั้งหมด ๒๙๐ คน จากสมาชิกสภารวม ๔๙๙ คน ซึ่งถือว่ามีความมั่นคงค่อนข้างมาก
หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ได้ทำการบริหารบ้านเมืองมาเป็นระยะเวลาเกือบ ๖ เดือน ก็เริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการถูกกล่าวหาในทุกรูปแบบจากพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบไทยๆ และขณะนี้พรรคฝ่ายค้านก็กำลังเตรียมตัวที่จะขอยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
ในการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรแต่ละครั้ง ก็จะมีการยกประเด็นจากพรรคฝ่ายค้าน ในลักษณะของการโจมตีและกล่าวหารัฐบาลในทุกรูปแบบ โดยใช้ข้อมูลที่อาจจะเป็นจริงและข้อมูลที่มาจากการสันนิษฐานโดยไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนอยู่บ่อยๆ ในหลายๆ ครั้งของการอภิปราย เป็นความพยายามที่จะกล่าวหารัฐบาลเพื่อเป็นการหาเสียงให้กับพรรคของตนว่าได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งเท่านั้น
เป็นที่น่าอนาถใจว่าในหลายครั้งของการอภิปรายนั้น สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคนจะใช้กิริยาวาจาที่ไม่สุภาพ ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนและสังคมทั่วไป
การอภิปรายของฝ่ายค้านนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศ หากกระทำไปด้วยความจริงใจ ปราศจากอคติ และมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถจะโต้แย้งได้ ซึ่งหากกระทำได้เช่นนั้น ก็จะเป็นเรื่องของการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านที่ดีอย่างแท้จริง และทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องตระหนักและระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อการพัฒนาก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ อันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของประชาชนในชาติด้วยให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนส่วนใหญ่ให้เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ
ปิยะ เนตรวิเชียร

