บทบรรณาธิการ : 7 กันยายน 2569

อย่ายอมติดคุกคนเดียว
กรรมใคร กรรมมัน น่าจะเป็นคำพูดที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับชะตากรรมของคนโกงสอบท้องถิ่นที่เผชิญอยู่ในเวลานี้ หลังจากมหาดไทยประกาศเพิกถอนบรรจุข้าราชการที่แก้ไขคะแนนทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว 3,868 คน พร้อมส่งข้อมูลผู้ถูกเพิกถอนทั้งหมดให้5 หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. บก.ปปป. และ ดีเอสไอดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกฤษฎีกาในการเรียกคืนเงินเดือน และสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงการพิจารณาขึ้นบัญชีดำทั้ง 3,868 ราย เพื่อไม่ให้สามารถกลับมาสอบเป็นข้าราชการได้อีก แต่ต้องรอขั้นต่อไปหลังจากคดีอาญาเสร็จสิ้น ทั้งยังห้ามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จ้างเหมาคนพวกนี้กลับเข้าทำงานในหน่วยงานอีก
ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่ว่านี้ นี่คือการล้างคนโกงออกไปจากระบบราชการท้องถิ่นไปได้มากทีเดียว และน่าจะช่วยกอบกู้ศักด์ศรีของข้าราชการให้ดูดีขึ้นในสายตาของคนทั่วไปได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่สอบได้ด้วยตนเองถึงเวลาที่ควรจะได้กลับเข้าไปนั่งทำงานและสบตารับใช้ประชาชนได้อย่างสมเกียรติเต็มภาคภูมิ
ทั้งหมดนั้นคือ ชะตากรรมของคนโกงสอบที่กำลังได้รับผลแห่งการกระทำ ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือการขยายผลสอบสวนคดีอาญาจาก 5 หน่วยงานข้างต้น ยังต้องรอการทำงานไปอีกสักระยะว่า จะสามารถเอาผิด และลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตัวการใหญ่ที่คอยบงการอยู่เบื้องหลังได้ถึงระดับไหนตรงนี้ยังเป็นคำถามบนความคาดหวังสูงของสังคม
ถามว่าคาดหวังสูงแค่ไหน??? ต้องบอกว่าสูงมากเมื่อเทียบกับความอุบาทว์ที่คนกลุ่มนี้สร้างขึ้นมากัดกินประเทศชาติ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลังจากมีประเด็นข่าวออกมาในทำนองว่าหนึ่งในผู้ต้องหาคดีนี้ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สส.พรรคการเมืองหนึ่งให้เบาะแสถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเป็นถึงระดับรัฐมนตรี จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง
ถึงแม้ว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าว จะถูกกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ออกมาปฏิเสธทันควันว่าไม่น่าเชื่อถือ เพราะเป็นคำกล่าวอ้างแบบลอยๆ ในลักษณะของการฟังเขาเล่าว่ามาอีกทอดหนึ่งโดยไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงก็ตาม แต่ถือว่าประเด็นข่าวในลักษณะนี้ตรงกับกระแสความเชื่อของสังคมไปแล้ว
นี่คือเสียงสะท้อนของประชาชนที่มีต่อคดีโกงสอบท้องถิ่น ซึ่งไม่ว่ากรณีข่าวการให้เบาะแสหรือชี้เป้าข้อมูลของอดีตผู้สมัครสส.รายนี้จะมีข้อเท็จจริงอย่างไร แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้นจริงๆ เพราะน่าจะนำไปสู่การขุดรากถอนโคนได้ไม่ยาก ไม่ควรยอมติดคุกคนเดียวโดยปล่อยให้ผู้บงการตัวจริงยังคงนั่งเสวยสุข ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมต่อไป
อย่างไรก็ตาม ปัญหาในเวลานี้คือ ผู้เสียหายหรือผู้กระทำผิดบางส่วน มีความวิตกกังวลทั้งเรื่องการถูกดำเนินคดี และการให้ข้อมูลเบาะแส ดังนั้นการให้ความคุ้มครองและพิจารณากันตัวไว้เป็นพยานจึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนเพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจอย่างน้อยที่สุดก็เปิดโอกาสให้คนเคยทำผิดกลับตัวกลับใจทำเพื่อประโยชน์ลูกหลาน จะได้ไม่ถูกปล้นอนาคตอย่างหน้าด้านๆ แบบนี้อีก

