กรณ์ จี้รัฐปฏิรูปสหกรณ์ ดึงโมเดล ฟอนเทียร่า ผ่า โครงสร้างเกษตรไทย

‘กรณ์’ จี้รัฐปฏิรูปสหกรณ์ ดันโมเดล ‘ฟอนเทียร่า’ ผ่า ‘โครงสร้างเกษตรไทย’ ชูตั้ง ‘บริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ’ แก้จนถาวร
วันที่ 8 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.55 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่กรรมาธิการฯพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ2 ต่อเนื่องเป็นวันที่2
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในมาตรา14 โดยกล่าวว่า งบประมาณที่จัดทำขึ้นยังคงเป็นการจัดสรรในรูปแบบเดิมๆ และมีการปรับลดงบลง ทั้งที่ภาคการเกษตรคือหัวใจสำคัญที่สุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า จุดแข็งของภาคการเกษตรไทยคือความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรมีฝีมือ และผลผลิตมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่บรรทัดสุดท้ายเกษตรกรไทยกลับยังคงประสบภาวะความยากจนเนื่องจากขายสินค้าไม่ได้ราคา สาเหตุหลักเกิดจากโครงสร้างเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย
.(Smallholders) โดยเฉพาะชาวนาในพื้นที่ภาคอีสาน ทำเกษตรแบบปัจเจกและมีที่ดินแปลงเล็ก ส่งผลให้ขาดอำนาจต่อรอง ไม่สามารถสร้างประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ขาดงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ไม่สามารถสร้างแบรนด์ และขาดช่องทางเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างแท้จริง
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ตนขอเสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสหกรณ์ โดยถอดบทเรียนจากความสำเร็จของประเทศนิวซีแลนด์ ที่เคยปฏิรูปสหกรณ์โคนมย่อยนับร้อยแห่งมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วปรับโครงสร้างบริหารจัดการในรูปแบบองค์กรธุรกิจภายใต้ชื่อฟอนเทียร่า (Fonterra) โมเดลดังกล่าวเปลี่ยนให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยเกษตรกรจะได้รับประโยชน์สองชั้น คือ 1. สิทธิในการขายผลผลิตดิบในราคาที่เป็นธรรม และ 2. ส่วนแบ่งปันผลจากกำไรของบริษัท ซึ่งบริษัททำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ทั้งการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การลดต้นทุน และการเจรจาการค้าระดับโลกกับองค์กรใหญ่อย่าง McDonald's ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง
นายกรณ์ กล่าวว่า สำหรับจิ๊กซอว์ทางยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย ยกตัวอย่างข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) คุณภาพอันดับหนึ่งของโลกที่ผลิตได้เพียง 5 จังหวัดในภาคอีสาน โดยเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ทั้ง 5 จังหวัด เข้ามาถือหุ้นร่วมกันในบริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ บริษัทดังกล่าวจะทำหน้าที่ผูกขาดการบริหารจัดการ การทำข้าวถุงการค้า การสร้างแบรนด์ระดับสากล การวิจัยพัฒนา และการทำการตลาดส่งออกทั่วโลก ซึ่งจะช่วยตัดกลไกพ่อค้าคนกลาง เพิ่มอำนาจการต่อรอง และนำกำไรจากการส่งออกกลับมาปันผลให้แก่เกษตรกรผู้ถือหุ้นโดยตรง
“ข้าวหอมมะลิของเราเป็นข้าวที่ทั่วโลกยอมรับ มีคุณภาพอันดับหนึ่ง มีแค่ 5 จังหวัดทุ่งกุลาร้องไห้ที่ปลูกข้าวนี้ เราช่วยกันในการที่จะรวมตัวให้เกษตรกรชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้ทั้ง 5 จังหวัด ร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทบริษัทเดียวที่ผูกขาดการผลิตและการขายข้าวหอมมะลิ ทำข้าวถุง สร้างแบรนด์ วิเคราะห์วิจัยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุนการผลิต รับซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม และทำหน้าที่ขายข้าวนั้นสู่ตลาดทั่วโลก กำไรเอามาแบ่งกันกับเกษตรกรในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ'บริษัทนั้น นี่ คือวิธีที่ผมเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องเกษตรกรของประเทศได้อย่างถาวร จึงฝากให้มีการจัดสรรงบประมาณและแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อดำเนินเรื่องนี้" นายกรณ์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

