คอลัมน์ : เส้นใต้บรรทัด

ประชุมดึก สส.หิว ทำไงดี?
เรื่อง “สส.ประชุมดึกแล้วไม่มีข้าวกิน” กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีสมาชิกหารือว่าการประชุมบางวันลากยาวไปถึงเที่ยงคืน แต่ไม่มีอาหารรองรับ บางคนต้องรับประทานอาหารเพื่อกินยา ขณะที่ร้านค้าภายในอาคารปิดไปแล้ว
เมื่อเรื่องนี้ออกสู่สาธารณะ เสียงตอบกลับก็มาอย่างรวดเร็ว “สส.เงินเดือนเป็นแสน ซื้อข้าวกินเองไม่ได้หรือ?”
ถามอย่างนี้ก็ไม่ผิด เพราะ สส.ได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มรวมเดือนละ 113,560 บาท และยังมีทีมงานประจำตัวที่รัฐออกค่าตอบแทนให้อีก
แต่ฝ่าย สส.ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็บอกว่า ไม่ได้ขอกินฟรี พร้อมจ่ายเอง ขอเพียงมีอาหารให้ซื้อ
ส่วนประธานสภาก็ตอบในหลักการว่า ไม่มีสวัสดิการ ก็ซื้อเอง
ฟังแล้วน่าสนใจ เพราะคนหนึ่งบอกว่า“จะซื้อเอง” อีกคนบอกว่า “ก็ซื้อเองสิ” แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ใครจ่าย แล้วมันอยู่ตรงไหน?
1) ก่อนอื่น ต้องยอมรับว่า สส.ก็ควรดูแลตัวเองได้
ก่อนจะถามว่าสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ต้องทำอะไร ควรถาม สส.ก่อนเหมือนกันว่า เรื่องอาหารมื้อหนึ่ง เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งสามารถจัดการด้วยตัวเองได้หรือไม่?
ทุกวันนี้เราไม่ได้อยู่ในยุคที่ต้องเดินออกจากรัฐสภาไปตามหาร้านข้าวเพียงอย่างเดียว มีระบบสั่งอาหารออนไลน์ มีบริการจัดส่ง มีโทรศัพท์มือถือ และมีช่องทางชำระเงินสารพัด ถ้ารู้อยู่แล้วว่าการพิจารณา
งบประมาณอาจลากไปถึงเที่ยงคืน การสั่งอาหารไว้ตั้งแต่หกโมงหรือหนึ่งทุ่มไม่ใช่ภารกิจที่เกินความสามารถ
2) อาจมีข้อจำกัดเรื่องการรักษาความปลอดภัยและการนำบุคคลภายนอกเข้าพื้นที่รัฐสภา
แต่ปัญหานั้นก็แก้ได้ด้วยการกำหนด จุดรับอาหาร ที่เหมาะสม ดังนั้น หากจะบอกว่า“สภาไม่มีอาหารให้ ฉันจึงไม่มีอะไรกิน” คำอธิบายนี้ในโลกปัจจุบันอาจฟังไม่เต็มนัก เพราะระหว่าง “ไม่มีอาหารฟรี” กับ “ไม่มีทางหาอาหารกินได้เลย” ยังมีพื้นที่อีกกว้างมาก
3) และ สส.ไม่ได้ทำงานคนเดียว
เรื่องนี้ยิ่งน่าคิดขึ้นอีกเมื่อดูโครงสร้างบุคลากร ตามระเบียบรัฐสภา สส.หนึ่งคนสามารถมีผู้ปฏิบัติงานประจำตัวได้ถึง 8 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 คน ผู้ชำนาญการประจำตัว 2 คน และผู้ช่วยดำเนินงานอีก 5 คน บุคลากรเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณของรัฐ
แน่นอนว่าเราไม่ควรลดคุณค่าของคนเหล่านี้ให้กลายเป็นเพียง “ผู้ช่วยซื้อข้าว” เพราะหน้าที่หลักของพวกเขาคือช่วยงานทางการเมือง งานวิชาการ งานพื้นที่ และงานสนับสนุน สส. แต่การประสานงานเรื่องพื้นฐานระหว่างวันที่มีการประชุมยาว ก็เป็นเรื่องที่ทีมงานสามารถช่วยจัดการได้ รู้ว่าคืนนี้ประชุมยาว ถามสมาชิกว่าจะรับประทานอะไร รวบรวมรายการสั่งอาหาร ประสานจุดรับ จ่ายเงินของใครของมัน แล้วนำอาหารเข้ามาในเวลาพักตามกติกาของอาคาร
เรื่องนี้ไม่น่าจะต้องรอให้ประธานสภาแห่งราชอาณาจักรไทยลงมาแก้ปัญหาว่า “คืนนี้ท่านสมาชิกจะรับประทานอะไร อย่างไรดี?”
4) พรรคการเมืองก็ไม่ควรหายไปจากเรื่องนี้
สส.ไม่ได้เป็นเกาะแต่ละเกาะที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทร ทั้งหมดต้องสังกัดพรรคการเมือง
พรรคมีวิป มีเจ้าหน้าที่ มีฝ่ายประสานงาน และมีสมาชิกจำนวนหนึ่งที่ต้องอยู่ประชุมในคืนเดียวกัน ถ้าพรรคทราบว่าคืนนี้สมาชิก 50 คนต้องอยู่ถึงเที่ยงคืน พรรคก็สามารถจัดระบบง่ายๆ ได้ ไม่จำเป็นต้อง “เลี้ยง” เพียงรวบรวมคำสั่งซื้อจากสมาชิกแล้วสั่งอาหารเป็นชุด สมาชิกจ่ายเอง หรือพรรคจะทำระบบ QR ให้ชำระเงินรายคนก็ได้
จากปัญหา “สส. 50 คนต่างคนต่างหาข้าว” ก็กลายเป็น “มีคนหนึ่งคนประสานอาหาร 50 กล่อง” นี่คือเรื่องของการบริหารจัดการ ไม่ใช่เรื่องสวัสดิการ และพรรคการเมืองที่ประกาศว่าพร้อมบริหารประเทศ ก็น่าจะสามารถบริหารอาหารมื้อค่ำของสมาชิกในคืนประชุมได้โดยไม่ยากนัก
5) แล้วสภาไม่ต้องทำอะไรเลยหรือ?
ก็ไม่ใช่อีก เพราะรัฐสภาเป็นสถานที่ทำงานที่มีลักษณะพิเศษ บางวันประชุมตามเวลาปกติ บางวันเลิกค่ำ บางวันอภิปรายงบประมาณหรือกฎหมายสำคัญจนถึงเที่ยงคืนหรือหลังเที่ยงคืน ซึ่งระบบเดิมของรัฐสภารู้เรื่องนี้ดี ถึงขนาดเคยกำหนดทั้ง “อาหารค่ำ”และ “อาหารมื้อดึก” ไว้รองรับ
ต่อมาเกิดข้อวิจารณ์เรื่องการนำเงินภาษีประชาชนมาเลี้ยงอาหาร สส. วันที่ 30 มีนาคม 2569 ตัวแทนพรรคการเมืองจึงเห็นพ้องให้เปลี่ยนระบบโดยให้ สส.จ่ายค่าอาหารเอง แต่มีรายละเอียดสำคัญคือสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยังคงเป็นผู้จัดหาอาหารเพื่ออำนวยความสะดวก กล่าวง่ายๆ คือ จากเดิมสภาจัด - สภาจ่าย เปลี่ยนเป็นสภาจัด - สส.จ่ายหลังสงกรานต์จึงมีการนำร้านอาหารเข้ามาให้บริการและให้สมาชิกซื้ออาหารด้วยเงินของตนเอง ซึ่งหลักการนี้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับ
6)ปัญหาคือ ร้านอาหารไม่ได้อภิปรายงบประมาณด้วย
เมื่อการประชุมดำเนินไปถึงเที่ยงคืน แต่ร้านค้าหรือระบบจำหน่ายอาหารหยุดก่อนการประชุมเลิก ปัญหาก็เกิดขึ้นต่อให้ สส.พกเงินมาห้าพันบาทเงินห้าพันบาทก็มีข้อจำกัดประการหนึ่ง คือ มันหุงข้าวเองไม่ได้ ตรงนี้จึงเป็นความรับผิดชอบของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เช่นกัน
ไม่ใช่ต้องเลี้ยงอาหารฟรี แต่ต้องจัดระบบอาคารให้สอดคล้องกับเวลาที่อาคารกำลังใช้งานถ้าทราบล่วงหน้าว่าวันนี้จะประชุมถึงเที่ยงคืน ก็อาจกำหนดให้มีร้านอาหารบางส่วนเปิดถึงดึก เปิดระบบ pre-order หรือจัดพื้นที่รับอาหารจากบริการภายนอก ไม่จำเป็นต้องเปิด 18 ร้าน สามร้านก็อาจพอ และไม่จำเป็นต้องใช้เงินหลวงซื้ออาหารให้ สส.แม้แต่บาทเดียว เพราะคนที่หิวตอนห้าทุ่มไม่ได้มีแต่ สส.
7) เรื่องนี้ยังมีคนอีกกลุ่มที่มักถูกลืม
เมื่อการประชุมลากไปถึงเที่ยงคืน ไม่ได้มีเพียงสมาชิก 500 คนอยู่ในอาคาร ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐสภา เจ้าหน้าที่ห้องประชุม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ช่างเทคนิค บุคลากรสนับสนุน และผู้ปฏิบัติงานอื่น ซึ่งไม่มีผู้ช่วย 8 คน ไม่มีเงินเดือนระดับ สส. และไม่สามารถเดินออกไปซื้ออาหารเมื่อไรก็ได้ เพราะกำลังปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น ระบบอาหารรอบดึกของรัฐสภาควรถูกออกแบบเพื่อ “คนที่ต้องปฏิบัติงาน” ไม่ใช่ออกแบบเป็นอภิสิทธิ์สำหรับ “ท่านสมาชิก” นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญ
8) แล้วตกลง สส.หิว ทำไงดี?
ถ้าจะไม่โยนความรับผิดชอบให้ใครฝ่ายเดียว ผมคิดว่าต้องแก้พร้อมกัน 3 ระดับ
ระดับบุคคล - สส.ต้องจัดการตัวเองก่อน สส.ทราบตารางประชุมและโดยทั่วไปย่อมรู้ว่าการประชุมสำคัญมีโอกาสลากยาว เตรียมอาหารเองได้สั่งออนไลน์ได้ ฝากทีมงานจัดหาได้ สั่งล่วงหน้าได้ หรือประสานกับเพื่อนสมาชิกสั่งรวมกันได้ การมีอาหารรับประทานเป็นความรับผิดชอบพื้นฐานของผู้ใหญ่คนหนึ่ง ก่อนที่จะกลายเป็นภาระขององค์กร
ระดับพรรค - จัดระบบให้สมาชิก เมื่อรู้ว่ามีสมาชิกหลายสิบหรือหลายร้อยคนต้องอยู่ประชุมพร้อมกัน พรรคควรมีระบบประสานการจัดเตรียมอาหารในวันประชุมดึก ถ้าพรรคหนึ่งสามารถจัดการประชุมใหญ่ จัดเวทีหาเสียง ส่งผู้สมัครทั่วประเทศ และวางระบบเลือกตั้งได้ การจัดข้าว 50 กล่อง 100 กล่อง 200 กล่อง ในคืนประชุม ก็น่าจะไม่ใช่โจทย์ที่ยากที่สุดของพรรค
ระดับสภา - ทำให้ระบบเปิดถึงเวลาที่งานเลิกส่วนสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไม่ควรกลับไปสู่อาหารฟรี
แต่ควรรับผิดชอบโครงสร้างกลาง หากประกาศว่าการประชุมอาจเกิน 20.00 น. ให้เปิด Late Session Food Service มีร้านบางส่วนเปิดต่อมีระบบสั่งล่วงหน้า มีจุดรับอาหารออนไลน์จากภายนอกที่ผ่านระบบรักษาความปลอดภัย และควรให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรที่ทำงานดึกเข้าถึงระบบได้ด้วย
ใครกิน - คนนั้นจ่าย ส่วนบุคลากรประเภทใดมีสิทธิเบิกค่าอาหารตามระเบียบ ก็แยกดำเนินการตามสิทธิของบุคลากรนั้น เพราะสุดท้าย ไม่มีใครต้องเป็น “เจ้าภาพเลี้ยงข้าว สส.”
เมื่อแบ่งความรับผิดชอบอย่างนี้ เรื่องทั้งหมดกลับง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องเถียงกันว่า “ควรเอาเงินประชาชนมาเลี้ยงข้าว สส.หรือไม่?” เพราะคำตอบอาจเป็น ไม่ต้อง และก็ไม่จำเป็นต้องประชดกลับว่า “หิวก็อดไปสิ เป็น สส.เองนี่” เพราะองค์กรที่ให้คนทำงานถึงเที่ยงคืนก็ควรมีระบบพื้นฐานรองรับการทำงานถึงเที่ยงคืน
เรื่องนี้จึงควรจบแบบ ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก
ไม่ใช่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่!!
จิตกร บุษบา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

