บทบรรณาธิการ : 11 กันยายน 2569

ระเบิดเวลา-กับดักการเมือง
ถ้าไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นเสียก่อน ตามปฏิทินของฝ่ายค้านที่วางไว้คร่าวๆ ก็คือ จะมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 หลังสิ้นเดือนกันยายนไปแล้ว แต่กว่าทุกอย่างจะตกลงกันได้เรียบร้อยตามขั้นตอนทางรัฐสภา คาดว่าการอภิปรายฯ จริงๆ น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายๆ ปีนี้
ระหว่างนี้ ฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชนเป็นแม่งาน กำลังอยู่ระหว่างการประสานสิบทิศกับอีก 6 พรรคฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรคไทยสร้างไทย และพรรคไทรวมพลัง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทั้ง 6 พรรคฝ่ายค้านนี้ ก็ยังกอดคอกันแบบหลวมๆ ไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสักเท่าไหร่
ที่ว่าถ้าไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นเสียก่อนนั้นเพราะในช่วงเดือนกันยายนมีประเด็นแหลมคมอย่างน้อยๆ ก็ 2 เรื่องใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงรุนแรงพอจะทำให้สถานการณ์หักเหได้ เรื่องแรกคือ ในวันที่ 14 กันยายน ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการลงมติในคดีฮั้ว สว.จำนวน 229 รายชื่อว่าจะส่งฟ้องต่อศาลฎีกาหรือไม่
จุดชี้วัดของคดีนี้ อยู่ที่กกต.ชุดใหญ่ว่าจะลงมติไปในทิศทางไหน ซึ่งมีความเป็นไปได้หลายแนวทาง ทั้งยกคำร้องทั้งหมด 229 รายชื่อ หรือส่งฟ้องบนคำถามว่า จะส่งฟ้องทั้งหมด หรือจะส่งฟ้องกี่คน เป็นหลักสิบหรือหลักร้อย และมีเครือข่ายพรรคการเมืองรวมอยู่ในนั้นด้วยหรือไม่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประเด็นที่พร้อมจะเปลี่ยนโฉมหน้า และบรรยากาศทางการเมืองได้ทั้งสิ้น
เรื่องหวาดเสียวต่อมาคือวันที่ 28 กันยายน ถัดจากวันที่ กกต.ลงมติคดีฮั้วสว. ไปสองสัปดาห์ จะเป็นคิวของศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดีติดบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกมองว่า
นี่เป็นเรื่องใหญ่มากๆ เพราะเกี่ยวโยงกับประเด็นรูปแบบและดำเนินการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นโมฆะหรือไม่ถ้าศาลบอกว่าไม่ลับ ก็แปลว่าล้มคว่ำกันทั้งกระดาน
ถ้าสมมุติว่า ถึงที่สุดแล้วการเมืองยังประคับประคองตัวผ่านเดือนกันยายนนี้ไปได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม แน่นอนว่า ก็จะไปเจอด่านอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นลำดับต่อไปตามที่ว่าไว้
เมื่อผสมโรงกับเกมนอกสภาที่ปูทางเอาไว้ตอนนี้ ถึงตอนนั้นการเมืองอาจจะถูกปลุกจนเดือดระอุที่ต่างฝ่ายต่างพร้อมจะเปิดฉากตอบโต้กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยไม่เกรงอกเกรงใจกันแล้ว
นี่คือระเบิดเวลาสองสามลูกใหญ่ที่มีผลกระทบโดยตรงกับสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่ยังคาดเดาไม่ได้ว่า จะยกระดับหรือบานปลายไปแค่ไหน แทบเรียกได้ว่า สัปดาห์หน้านี้เป็นต้นไป คงต้องประเมินกันวันต่อวันทั้งศึกในสภา และนอกสภา ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินที่คงไม่สะดวกราบรื่นเหมือนแต่ก่อน
จากนี้ไป การเมืองไทยจะเดินเข้าสู่โหมดที่ต้องจับตาใกล้ชิด ทุกประเด็นการเปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลกระทบต่อปัญหาปากท้องประชาชนตั้งแต่ระดับฐานราก ไปถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อย่าลืมว่าโดยธรรมชาติของการเมืองบ้านเรานั้น เมื่อถึงฤดูกาลแย่งชิงอำนาจ มักจะไม่ค่อยเห็นประชาชนอยู่ในสมการ ฉะนั้น จึงควรเตรียมตัวตั้งรับกันให้ดี เพราะโอกาสที่การเมืองจะเดินเข้าสู่วังวนกับดักอีกครั้งเป็นไปได้สูง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

