คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

มาแน่...‘Solar Rooftop 50,000 ล้าน’
ชัดเจนแล้วว่า มาแน่ กลางเดือนต.ค.นี้
เริ่มโครงการสนับสนุนครัวเรือนติดตั้ง Solar Rooftop วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท !!!
1. เมื่อวานนี้ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวเปิดงาน Gastech 2026 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ
ในประเด็นการทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นจริง นายกฯ เปิดเผยว่า
“ไทยกำลังเร่งใช้พลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั้งระบบเศรษฐกิจ...
...ตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. เป็นต้นไป รัฐบาลจะเริ่มโครงการวงเงิน 50,000 ล้านบาท สนับสนุนครัวเรือนติดตั้ง Solar Rooftop พร้อมให้สิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าส่วนประกอบอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์บางประเภท เพื่อช่วยครอบครัวลดค่าไฟและรับมือราคาพลังงานในอนาคต...
...พลังงานสะอาดต้องลงมาถึงหลังคาบ้านประชาชน ไม่ใช่อยู่แค่ในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่...” - นายกฯ อนุทินกล่าว
2. โครงการนี้ มีแนวคิดที่ดี เป็นประโยชน์จริง แต่ไม่ใช่ทุกครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแล้ว จะคุ้มค่าเสมอไป
นายสันติสุข มะโรงศรี พิธีกรข่าว Top News ให้ข้อสังเกตว่า
“...การสนับสนุนให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยที่มีความพร้อม ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟในครัวเรือน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ เป็นเรื่องที่ดี และเป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง
แต่พึงตระหนักว่า ไม่ใช่ทุกครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแล้ว จะคุ้มค่าเสมอไป
ของฟรีไม่มีในโลก และของได้มาฟรี ก็ใช่ว่าจะคุ้มสำหรับทุกคน
... สำคัญอยู่ที่พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน
บ้านที่ติด “โซลาร์รูฟท็อป” อาจซื้อไฟจากการไฟฟ้าฯน้อยลงในเวลากลางวัน แต่กลางคืนยังต้องใช้ไฟจากระบบ เวลาฝนตกยังต้องซื้อใช้
...ตามข้อมูลโครงการเบื้องต้น ที่ระบุวงเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือนนั้น เห็นว่า การจะเข้าร่วมโครงการแล้วจะคุ้มหรือไม่ ยังต้องพิจารณาอีกหลายปัจจัย อาทิ
สำหรับไฟฟ้าที่ผลิตจาก Solar Rooftop สามารถขายคืนให้รัฐตามโครงการได้ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ครัวเรือนยังซื้อไฟฟ้าใช้ราคาราวๆ 3 บาทต่อหน่วยขึ้นไป ดังนั้น จะคุ้มที่สุดเมื่อครัวเรือนนั้นใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เอง ทดแทนการซื้อจากรัฐ ลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือจึงขาย
เพราะถ้าคิดจะผลิตไฟฟ้าเพื่อขายหมด ก็เท่ากับว่า ขายราคาถูก แต่เรายังจะต้องซื้อไฟจากรัฐใช้ในราคาแพงกว่าที่เราขายไป
ตัวเลขรายได้จากการขายไฟคืนให้รัฐ 1,000 บาทต่อเดือนยังเป็นเพียงค่าประเมินตามแนวทางที่เปิดเผย ไม่ใช่รายได้ที่รับประกันสำหรับทุกครัวเรือน เพราะรายได้จริงขึ้นอยู่กับปริมาณ Solar Production, Self-Consumption, ปริมาณไฟที่ส่งออก และอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ใช้จริง
จะเห็นได้ว่า ลำพังเฉพาะเงินอุดหนุน 50,000 บาท (รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนหลังจากการไฟฟ้าได้ดำเนินการเชื่อมระบบไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว + สินเชื่อจากธนาคารรัฐช่วยค่าติดตั้ง) และการคำนวณรายได้จากการขายไฟฟ้าเดือนละประมาณพันกว่าบาท ทั้งหมด ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการจะคุ้มทุนคุ้มค่า แต่ยังต้องพิจารณาไปถึงรายละเอียดสินเชื่อที่ได้รับ อัตราดอกเบี้ย อัตราค่าไฟฟ้าครัวเรือน อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์ ต้นทุนการซ่อมบำรุงรักษา ฯลฯ
...ของฟรีไม่มีในโลก และของได้มาฟรี ก็ใช่ว่าจะคุ้มสำหรับทุกคน
โครงการนี้ มีหลักคิดที่ดี ควรสนับสนุนส่งเสริม
แต่ต้องตระหนักว่า นี่ไม่ใช่โครงการแจกเงิน 50,000 บาท และสินเชื่อที่ช่วยในการติดตั้งเริ่มแรก (มากน้อยแค่ไหน รอรายละเอียดทางการ) ก็ไม่ใช่ของได้มาฟรีๆ ไม่ใช่ว่าจะคุ้มเสมอไป (อาจต้องดูประวัติการใช้ไฟฟ้ามาประกอบการประเมินพิจารณาสินเชื่อ เพื่อกลั่นกรองความรัดกุม ความคุ้มค่าของแต่ละครัวเรือน)

แนวคิด คือ หากบ้านมีค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง การติด Solar Rooftop สามารถเปลี่ยนค่าใช้จ่ายบางส่วนให้เป็นการลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าของบ้านเองคุ้มค่ากับการลงทุน
ไม่ใช่บ้านทุกหลังจะคุ้มค่า หรือคืนทุน 3–4 ปี...”
3. รัฐอุดหนุน 50,000 บาท เปลี่ยน 1 ล้านหลังคาเป็นโรงไฟฟ้า ใครได้ ใครเสีย และประชาชนต้องรู้อะไรก่อนตัดสินใจ?
พระปัญญาวชิรโมลี นพพร หรือ “เจ้าคุณโซลาร์เซลล์” พระนักพัฒนาที่สนับสนุนการใช้โซลาร์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ได้โพสต์ข้อคิด คำแนะนำ น่าสนใจ เนื้อหาบางส่วน ดังนี้

“...รัฐบาลกำลังเตรียมมาตรการครั้งใหญ่เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ข้อมูลล่าสุดว่า จะมีวงเงินสนับสนุน 50,000 ล้านบาท และโครงการมีกำหนดเริ่มในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งและอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อเตรียมรองรับการขยายตัวของ Solar Rooftop ภาคประชาชนแล้ว
แนวคิดนี้ เป็นเรื่องดี ประเทศไทยมีแสงแดดมาก การนำพื้นที่หลังคาที่มีอยู่แล้วมาผลิตไฟฟ้า ช่วยลดค่าไฟ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิง และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผลิตพลังงานสะอาด
ผู้เขียนเองทำงานส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์มานาน จึงเห็นคุณค่าของโซลาร์เซลล์อย่างชัดเจน
แต่ “โซลาร์เซลล์เป็นของดี” ไม่ได้หมายความว่า “ติดแล้วคุ้มทุกบ้าน”
ยิ่งรัฐบาลกำลังจะนำเงินจำนวนมหาศาลเข้ามาสนับสนุน ยิ่งต้องช่วยกันคิดให้ครบว่า เงินไปไหน ใครได้ประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และทำอย่างไรจึงจะไม่เปลี่ยนนโยบายพลังงานที่ดีให้กลายเป็นเพียงธุรกิจขายอุปกรณ์ครั้งใหญ่
จากเงินรัฐ 50,000 ล้านบาท อาจเกิดตลาด 150,000 ล้านบาท
ลองคิดด้วยตัวเลขง่าย ๆ
หากเป้าหมายสุดท้ายเป็น 1 ล้านครัวเรือน และสมมติระบบหนึ่งมีราคาเฉลี่ย 150,000 บาท
มูลค่าการติดตั้งทั้งหมดจะเท่ากับ 1,000,000 หลัง x 150,000 บาท = 150,000 ล้านบาท
หากรัฐสนับสนุนสูงสุดหลังละ 50,000 บาท และมีผู้ได้รับเต็มจำนวน 1 ล้านหลัง จะเท่ากับเงินรัฐ1,000,000 x 50,000 = 50,000 ล้านบาท
ประชาชนหรือแหล่งสินเชื่อจึงต้องเติมเงินอีกประมาณ 100,000 ล้านบาท
เงินรัฐ 50,000 ล้านบาท จึงมีศักยภาพกระตุ้นให้เกิด ตลาดโซลาร์ระดับ 1.5 แสนล้านบาท
...คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐบาลแจกเท่าไร?”
แต่ต้องถามว่า เงิน 150,000 ล้านบาทนี้ สุดท้ายจะไปอยู่ที่ใคร และประชาชนจะได้อะไรกลับมาตลอด 20-30 ปี?
...ใครได้เงินก่อน ใครรอคืนทุน?
เมื่อระบบราคา 150,000 บาทถูกติดตั้ง ผู้ขายแผง ผู้ขายอินเวอร์เตอร์ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ ผู้รับเหมา ช่างติดตั้ง และธุรกิจในห่วงโซ่ได้รับเงินจากการขายสินค้าและบริการทันที
ถ้ามีสินเชื่อ สถาบันการเงินก็มีรายได้จากดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสินเชื่อ
แต่ประชาชนต่างออกไป เจ้าของบ้านไม่ได้รับเงินลงทุนกลับคืนในวันที่ติดตั้งเสร็จ แต่ต้องให้แสงแดดค่อยๆ สร้างผลตอบแทนกลับมาทีละเดือน
นี่คือความแตกต่างสำคัญ
ผู้ขาย - รับเงินเมื่อขายสำเร็จ
ผู้รับเหมา - รับเงินเมื่อติดตั้งสำเร็จ
สถาบันการเงิน - ได้รับชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญา
ประชาชน - รอหลายปีกว่าจะคืนทุน
ดังนั้น คำถามที่เป็นธรรมกว่า “พ่อค้าได้ประโยชน์หรือไม่”คือ ใครได้รับผลประโยชน์ทันที และใครเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงระยะยาว?
พ่อค้ามีกำไรไม่ใช่เรื่องผิด แต่รัฐบาลต้องออกแบบให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของเงิน เจ้าของหนี้ และเจ้าของหลังคา ได้รับผลประโยชน์ระยะยาวอย่างเป็นธรรมด้วย
5 kW ราคา 150,000 บาท คืนทุน 4 ปีจริงหรือ?
ลองสมมติระบบขนาด 5 kW ผลิตไฟได้เฉลี่ยประมาณ 650 หน่วยต่อเดือน
หากบ้านสามารถใช้ไฟในเวลากลางวันได้เกือบทั้งหมด และไฟที่ผลิตได้ช่วยลดค่าไฟประมาณเดือนละ 2,500-3,000 บาท ก็จะประหยัดประมาณ 30,000-36,000 บาทต่อปี
ถ้าลงทุน 150,000 บาท กรณีดีที่สุดอาจคืนทุนประมาณ 4-5 ปี
หากรัฐช่วย 50,000 บาท เจ้าของบ้านเหลือภาระลงทุน 100,000 บาท กรณีใช้ไฟได้เต็มที่ ระยะคืนทุนของเงินที่ประชาชนออกเองก็อาจสั้นลงเหลือประมาณ 3 ปี
ฟังดูคุ้มมาก แต่มีเงื่อนไขสำคัญอยู่คำหนึ่ง คือ “ใช้เอง”
ผลิตไฟได้เท่ากัน แต่ได้เงินคืนไม่เท่ากัน
รัฐบาลกำหนดแนวทาง Net Billing สำหรับโซลาร์ภาคประชาชน โดยไฟส่วนเกินเสนอขายได้ไม่เกิน 5 kW ต่อมิเตอร์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี
สมมติไฟที่เราไม่ต้องซื้อมีมูลค่าประมาณ 4-4.50 บาทต่อหน่วย
ไฟ 1 หน่วยที่ผลิตแล้ว ใช้เอง จึงช่วยประหยัดประมาณ 4 บาทกว่า
แต่ไฟ 1 หน่วยที่ผลิตแล้ว เหลือขาย ได้ 2.20 บาท
แผงเดียวกัน แดดเดียวกัน ไฟหน่วยเดียวกัน แต่มีมูลค่าต่างกันเกือบเท่าตัว นี่คือเรื่องที่ประชาชนต้องเข้าใจก่อนซื้อ
เป้าหมายของโซลาร์ครัวเรือน ควรเป็น “ผลิตเพื่อใช้ เหลือจึงขาย” ไม่ใช่ “ผลิตเพื่อขาย”
บ้านที่มีคนอยู่กลางวัน เปิดเครื่องปรับอากาศ มีร้านค้า โฮมออฟฟิศ ปั๊มน้ำ หรือกิจการภายในบ้าน อาจใช้ไฟจากโซลาร์ได้เกือบทั้งหมด
บ้านที่ทุกคนออกไปทำงานและไปโรงเรียน กลับมาหลังพระอาทิตย์ตก แม้ติด 5 kW เหมือนกัน ก็อาจใช้ไฟจากแผงได้น้อยมาก
ดังนั้น ไม่ใช่ทุกบ้านควรติด 5 kW
บางบ้าน 2 kW หรือ 3 kW อาจคุ้มกว่า 5 kW เสียอีก
อย่าหลงคำว่า “มีรายได้เดือนละ 1,000 บาท”
ถ้าผลิตไฟแล้วขายได้เดือนละ 1,000 บาท ฟังดูเหมือนมีรายได้ใหม่ แต่ต้องถามต่อว่า ลงทุนไปเท่าไรเพื่อให้ได้เงิน 1,000 บาทนั้น?
ถ้าระบบราคา 150,000 บาท แล้วขายไฟได้เดือนละ 1,000 บาท เท่ากับปีละ 12,000 บาท หากคิดจากรายรับการขายเพียงอย่างเดียว ยังไม่รวมการประหยัดจากการใช้เอง ก็ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเท่ากับเงินลงทุน
เพราะฉะนั้นอย่าขายความฝันให้ชาวบ้านว่า “เปลี่ยนหลังคาเป็นโรงไฟฟ้าทำเงิน” โดยไม่บอกอีกครึ่งหนึ่งของความจริงว่า โรงไฟฟ้านั้นมีต้นทุน และต้องใช้เวลาคืนทุน...
ก่อนรับเงิน 50,000 บาท ต้องตอบให้ได้ 7 คำถาม
ประชาชนไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “รัฐบาลให้เท่าไร?” แต่ควรเริ่มจากคำถามเหล่านี้
1.กลางวันบ้านเราใช้ไฟจริงกี่หน่วย?
2.ระบบขนาดเท่าไรจึงพอดีกับการใช้ ไม่ใช่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ติดได้?
3.แผง อินเวอร์เตอร์ สายไฟ และอุปกรณ์ป้องกัน ยี่ห้อและรุ่นอะไร?
4.ระบบนี้รับประกัน “อุปกรณ์” และ “งานติดตั้ง” แยกกันกี่ปี?
5.ถ้าบริษัทผู้ติดตั้งปิดกิจการ ใครรับช่วงประกันและซ่อม?
6.ถ้ากู้เงิน เมื่อผ่อนหมดเราจ่ายจริงทั้งหมดกี่บาท?
7.จากไฟที่คาดว่าจะผลิตได้ เราจะใช้เองกี่เปอร์เซ็นต์ และขายกี่เปอร์เซ็นต์?
ตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งเซ็นสัญญา
ใครได้ ใครเสีย? - ถ้าโครงการออกแบบดี ทุกฝ่ายสามารถเป็นผู้ได้ประโยชน์
ประชาชน ได้ลดค่าไฟ
ผู้ประกอบการ ได้ธุรกิจ
ช่าง ได้งาน
สถาบันการเงิน ได้ธุรกรรม
รัฐบาล ได้พลังงานสะอาดเพิ่ม
ประเทศ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงบางส่วน
ไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายใดเป็นผู้เสีย แต่เงื่อนไขสำคัญ คือผลประโยชน์กับความเสี่ยงต้องสมดุลกัน
อย่าให้ผู้ขายได้เงินหมดตั้งแต่วันติดตั้ง แต่ปล่อยให้ประชาชนแบกรับความเสี่ยงอีก 20–30 ปี
อย่าให้รัฐใช้เงิน 50,000 ล้านบาท เพียงเพื่อสร้างยอดขายให้ตลาดโซลาร์ 150,000 ล้านบาท แต่ต้องทำให้เงิน 50,000 ล้านบาทนั้นสร้าง ไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง ค่าไฟที่ลดลงจริง และระบบที่ใช้งานได้จริงในระยะยาว....”
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

