คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

บิดเบือน ‘วางยาพิษ’ ไปเพื่ออะไร? จะไป ‘หัวร้อน’ ตามคนบิดเบือนอีกทำไม?
เป้าหมายของการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ปั่นหัวคนไทย วางยาพิษทางความคิดเพื่อให้คนโกรธ โมโห และกล่าวโทษไปที่รัฐบาลปัจจุบันและองค์กรบุคคลต่างๆ ตามที่พวกเขาใช้วาทกรรมเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
หวังจะทำลายความเชื่อมั่น ทำลายความชอบธรรม เพื่อล้มรัฐบาลปัจจุบัน และเซาะกร่อนบ่อนทำลาย หรือกดดันโจมตีไปถึงสิ่งที่พวกเขาใช้วาทกรรมเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ด้วยนั่นเอง
1. การบิดเบือนตัวเลข 31 ล้านบาทในงบประมาณแผ่นดิน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลกัมพูชาโดยตรงในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ โครงการช่วยเหลือนั้นเสร็จสิ้นไปก่อนจะมีการสู้รบกับกัมพูชาและเงินก้อนนี้ ไม่ได้จ่ายให้กัมพูชา แต่จ่ายให้กับเอ็กซิมแบงก์ของไทยโดยตรง ตามภาระผูกพันที่มีอยู่เดิม ถ้าไม่จ่าย เอ็กซิมแบงก์เองที่ได้รับผลกระทบ ส่วนกัมพูชา ไม่ได้ผลกระทบอะไรเลย เพราะปัจจุบันไม่มีการจ่ายเงินไปช่วยกัมพูชาอยู่แล้ว
นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. (NEDA) ชี้แจงรายละเอียด ข้อมูลความจริง กระจ่างชัดมาก ระบุว่า
สพพ. ขอชี้แจงว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สพพ. ได้รับจัดสรรเงินงบประมาณสำหรับค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจากการให้กู้กับประเทศเพื่อนบ้าน จำนวนรวม 30.72 ล้านบาท
ประกอบด้วย ค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสำหรับโครงการใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จำนวน 2 โครงการ รวม 12.52 ล้านบาท และ ค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สำหรับโครงการใน ราชอาณาจักรกัมพูชา 2 โครงการ รวม 18.20 ล้านบาท
ซึ่งโครงการในกัมพูชาทั้ง 2 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จมานานแล้ว ประกอบด้วย
1) โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 67 ช่วงเสียมราฐ-อันลองเวง-จวม/สะงำ กัมพูชา สพพ. ขอรับจัดสรรค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย จำนวน 12.00 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2549 ซึ่งอนุมัติให้สพพ. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กัมพูชาในวงเงินกู้ 1,300.00 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.50 ต่อปี ระยะเวลา 30 ปี โดยให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) เป็นผู้ปล่อยกู้โดยตรงแก่กัมพูชา ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีเงินต้นคงค้างจำนวน 648.34 ล้านบาท
2) โครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรสตึงบทและถนนเชื่อมโยงไปยังหมายเลข 5 กัมพูชา โดยในปี 2570 สพพ. ขอรับจัดสรรค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย จำนวน 6.20 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2558 ที่อนุมัติให้ สพพ. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กัมพูชาในวงเงินกู้ 928.11 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.50 ต่อปี ระยะเวลา 25 ปี โดยให้ สพพ. เป็นผู้ขอรับจัดสรรค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเป็นรายปี และ สพพ. ได้จัดหาแหล่งเงินทุนผ่านการกู้ยืมจาก ธสน. ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีเงินต้นคงค้างจำนวน 720.90 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี สพพ. ขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า เงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรเพื่อชดเชยอัตราดอกเบี้ย จำนวน 18.20 ล้านบาท ในครั้งนี้ สพพ.จะนำไปชำระให้แก่ ธสน. ตามภาระผูกพันที่เกิดขึ้นจากการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว
ดังนั้น หาก สพพ.ไม่ได้รับเงินจัดสรรในส่วนของเงินชดเชยอัตราดอกเบี้ยส่วนต่าง ผู้รับผลกระทบจะเป็น ธสน. ไม่ใช่รัฐบาลกัมพูชา
ทั้งนี้ กัมพูชาได้ชำระหนี้คืนทั้งในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ย ครบถ้วนตามกำหนดเวลามาโดยตลอด และไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้ สำหรับโครงการดังกล่าว
นอกจากนี้ นับตั้งแต่เกิดข้อขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา สพพ. มิได้มีการอนุมัติเงินกู้ มีการเบิกจ่ายเงิน หรือการดำเนินโครงการความร่วมมือใดๆ กับกัมพูชาเพิ่มเติมอีก
สพพ. ขอเน้นย้ำว่า การนำเสนอข้อมูลในลักษณะว่า “ประเทศไทยใช้งบประมาณ 18.2 ล้านบาท หรือ 31 ล้านบาท เพื่อให้เงินช่วยเหลือแก่รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง” อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากรายการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับภาระผูกพันทางการเงินตามเงื่อนไขที่มีอยู่เดิม
โดย สพพ. ได้มีการชี้แจงในชั้นการพิจารณางบประมาณแล้วว่า เงินในส่วนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ ไม่ใช่การโอนเงินงบประมาณดังกล่าวให้รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง
ทั้งนี้ การดำเนินงานของ สพพ. ภายใต้ความร่วมมือทางการเงินกับประเทศเพื่อนบ้าน มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงด้านคมนาคม การค้า การลงทุน และการขนส่งในภูมิภาค โดยคำนึงถึง ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
สพพ. พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นและข้อห่วงใยของประชาชน และยินดีเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ เงื่อนไขทางการเงิน และการดำเนินงานในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบได้ พร้อมยืนยันว่า การดำเนินงานทุกโครงการอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และกระบวนการพิจารณาของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
2. บิดเบือนกล่าวหารัฐมนตรีศุภจี ว่าเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจโดยไม่ต้องขออนุญาต เปิดเสรีอ้าซ่าให้แก่ต่างชาติ ไร้การควบคุม ปั่นกันต่อไปถึงขนาดว่าขายชาติ ทั้งๆ ที่ ความจริง ยังมีกฎหมายกำกับควบคุมการทำกิจการเหล่านั้นเอาไว้อยู่ สิ่งที่ถูกตัดออกมีเพียง “ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน”
ข้อเท็จจริง คือ มีการปลดล็อก 7 ธุรกิจบริการต่างชาติ (ไม่ต้องขออนุญาต พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว) ประกาศเมื่อ 28 ส.ค. โดยกระทรวงพาณิชย์ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ
7 กลุ่มที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่
1.กิจการโทรคมนาคม: แบบที่ 1 (ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง) เป็นกิจการที่กฎหมายกำหนดให้มีบริการได้โดยเสรี
2.ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center): ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเงินของกลุ่มบริษัท
3.การบริหารจัดการงานภายในกลุ่มบริษัท 3 ด้าน : งานธุรการ, HR และ IT (เฉพาะในเครือเดียวกัน)
4.บริการรับค้ำประกันหนี้ภายในประเทศ: ให้บริการเฉพาะภายในประเทศเฉพาะระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน
5.บริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอัตโนมัติ: เช่น ตู้กดสินค้าหรือตู้บริการทางการเงินภายในองค์กร
6.บริการขุดเจาะปิโตรเลียม: สำหรับผู้รับจ้างเหมาโดยตรงตามกฎหมายปิโตรเลียม
7.บริการด้านหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า: ธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดทุนอยู่แล้ว
ทั้งหมด ไม่ใช่การเปิดเสรี ไม่ได้หมายความว่าต่างชาติจะทำธุรกิจอะไรก็ได้โดยอิสระ
แค่ลดขั้นตอน ไม่ต้องขออนุญาตซ้ำซ้อนตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว
ไม่ใช่การยกเลิกกฎหมาย ไม่ใช่การปล่อยต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจตามใจชอบ และไม่ใช่การลดมาตรฐานคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ
สิ่งที่ถูกตัดออกมีเพียง “ขั้นตอนซ้ำซ้อน”
ย้ำ ธุรกิจเหล่านี้ มีกฎหมายเฉพาะ และหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญกำกับดูแลอยู่แล้ว
การบังคับให้ผู้ประกอบการนำเรื่องเดียวกันไปขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยปลอดภัยขึ้น มีแต่เพิ่มเอกสาร เพิ่มเวลา และเพิ่มต้นทุน
นอกจากนี้ ยังเป็นกิจการที่คนไทยมีความพร้อมในการแข่งขัน จึงลดความซ้ำซ้อนของการกำกับดูแล และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
การยกเว้นไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ทยอยกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตมาแล้ว เช่น ธุรกิจสถาบันการเงิน ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ฯลฯ ก็ทำให้มีการแข่งขันมากขึ้น ผู้บริโภค ประชาชนคนไทยได้ประโยชน์
3. บิดเบือนว่ารัฐบาลปัจจุบัน นายกฯอนุทิน เป็นคนปล่อยให้ดาต้าเซ็นเตอร์เกลื่อนเมือง สร้างปัญหามากมาย ทั้งๆ ที่ ความจริง การลงทุนก่อสร้างโครงการที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ล้วนเกิดขึ้นในยุครัฐบาลก่อนหน้า ภายใต้ทิศทางของนายกฯคนก่อนๆ และมันเป็นไปตามกระแสการเติบโตแบบก้าวกระโดดของดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) แต่รัฐบาลปัจจุบันกำลังเร่งจัดระเบียบและแก้ไขช่องว่างทางกฎหมายที่สะสมมา และวางแนวทางเพื่อให้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์สร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจประเทศให้มากที่สุด
ปัจจุบัน มีโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งแบบที่เปิดดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง หรือรอการพิจารณา รวมกันกว่า 166 โครงการ
ความจริง ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน จะต้องเผชิญกับดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรม AI ขยายตัวขึ้นตามกระแสโลก ซึ่งถ้าปิดประตูการลงทุนไปเลย ก็จะทำให้ประเทศเสียโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องมหาศาล (ไม่ใช่แค่เสียโครงการดาต้าเซ็นเตอร์) อยู่ที่ว่าจะจัดการอย่างไรเท่านั้นเอง
ปัญหาที่พบ เช่น มีการขอใช้ไฟฟ้าสูงเกือบ 20,000 เมกะวัตต์ มีการกักตุนน้ำมันหรือทรัพยากร และบางแห่งอาจตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนหนาแน่นโดยยังไม่มีกฎหมายควบคุมโดยตรง
การเข้ามาแก้ไขของรัฐบาลอนุทิน ทำอะไรบ้าง?
ตั้งคณะกรรมการนโยบาย: นายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อวางเกณฑ์ควบคุมทั้งระบบ ระหว่างนี้ชะลอการขอลงทุนโครงการใหม่ พร้อมกับตรวจสอบโครงการที่มีอยู่เดิม
เร่งจัดระเบียบภายใน 1 เดือน: โดยสภาพัฒน์ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังเร่งร่างเกณฑ์และปรับปรุงกฎหมาย เพื่อควบคุมการใช้สาธารณูปโภค สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย (ไม่ให้กระทบต่อโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ต้องปรับตัวตามกรอบใหม่)
อันที่จริง ถ้ารัฐบาลปัจจุบันเลือกเล่นตามน้ำนายทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ก็สามารถได้ผลประโยชน์มหาศาล
4. ปัญหาเรื่องนอมินีต่างชาติ หรือทุนสีเทา ก็เช่นกัน
ปัจจุบัน เป็นยุคที่มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน มากที่สุด ด้วยมาตรการดุดันที่สุด ยึดทรัพย์ ออกหมายจับต่างชาติระนาว
ทั้งการปราบปรามนอมินีและทุนสีเทา มีการกวาดล้างธุรกิจและผู้มีอิทธิพลต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดินและประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย
การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด สั่งตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเข้มข้นในพื้นที่เป้าหมายสำคัญ เช่น เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และจังหวัดชลบุรี รวมถึงมาตรการการเพิกถอนวีซ่าหรือเนรเทศชาวต่างชาติที่ไม่เคารพกฎหมายไทย
การปิดสุสานยิว การกดดันทูตอิสราเอลจนต้องออกมาชี้แจงยอมรับแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน หรือแม้แต่การลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ก็เกิดขึ้นในยุคนี้ ฯลฯ
แต่ทั้งหมด ก็กำลังถูกนำไปบิดเบือน ตัดตอนสุมไฟใส่รัฐบาล ปั่นกระแสให้เกิดความรู้สึกโกรธแค้นต่อรัฐบาล (ที่กำลังแก้ปัญหา) หวังใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อจะทำลายความเชื่อมั่น ล้มรัฐบาลปัจจุบัน และเซาะกร่อนบ่อนทำลาย กดดันโจมตีไปถึงสิ่งที่พวกเขาใช้วาทกรรมเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ด้วย
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

