คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘ยำใหญ่ กกต.’ด้วยมาตรา 157
มติของ กกต.ชุดใหญ่ 7 คน ที่มีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา โดยเสียงข้างมากเห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คน แน่นอนว่าย่อมไม่“ถูกใจ”และไม่“ถูกต้อง”ของฝ่ายที่“ถูกปั่น”โดย“ไอลอว์” และ“พรรคส้ม”ให้หลงเชื่อไปแล้ว ว่าถ้าต่างไปจากที่“ไอลอว์”และ“พรรคส้ม”ให้ข้อมูลไว้ตั้งแต่ต้น ก็คือ“ผิด”
“ไอลอว์”และ“พรรคส้ม”ใช้ผลสืบสวนไต่สวนของ“คณะไต่สวนชุดที่ 26”เป็นธงในการเคลื่อนไหว“ชี้นำ”มวลชน และ“กดดัน”กกต.มาโดยตลอด ซึ่งเป้าก็คือ ต้องการโค่น“อำนาจพรรคภูมิใจไทย” ที่ฝ่ายนี้เรียกว่า“ระบอบสีน้ำเงิน” จากการครองอำนาจทั้งในสภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา รวมทั้งอำนาจฝ่ายบริหาร และอาจจะมี“นัยแฝง”ที่มากไปกว่านี้อีก
“ความเชื่อ”กับ“ข้อมูล-ข้อเท็จจริง”จึงคาบเกี่ยว ที่“ไอลอว์”และ“พรรคส้ม”นำออกมา“ปั่น” เพื่อ“ชักจูง”และ“โน้มน้าว”ให้สังคมเชื่อ โดยเฉพาะมวลชนที่เป็น“ด้อมส้ม”ของตน ซึ่งเชื่อ“กระแส”มากกว่า“ข้อเท็จจริง”ให้มีความเห็นคล้อยตาม
ดังนั้น มติของ “กกต. 7 คน”เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่อง“ไม่ถูกต้อง” ซึ่งพูดให้ชัดก็คือ“ไม่ถูกใจ”ไอลอว์และพรรคส้ม และกลายเป็นว่า กกต.ใช้อำนาจโดยมิชอบ อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
โดยก่อนหน้านี้ทางฝ่ายไอลอว์, พรรคส้ม และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้“ขุดหลุม”ดักทางไว้ก่อนแล้วว่า ถ้ามติ“กกต. 7 คน”ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา“229 คน” ซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องคือ “427 คน” ทางฝ่ายพวกตนก็จะมีการเคลื่อนไหวสนับสนุนให้“ผู้เสียหาย”ฟ้อง กกต.ฐานความผิดตามมาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และก็เป็นไปตามนั้น จากนี้ไป กกต.ก็จะเป็น“เหยื่อ”ให้“ฝูงอีแร้ง”รุมทึ้งกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะ“การฮั้ว”หรือ“การโกง”ให้ได้มาซึ่งอำนาจของทุกองค์กรในประเทศนี้ หาใช่ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะการเลือกตั้ง“สว. 2567”ด้วยวิธีการ“พิสดารพันลึก” ที่ผู้ออกแบบคิดว่าการ“เลือกกันเองจาก“20 กลุ่มอาชีพ” โดยมีการ“จับสลากแบ่งสาย-เลือกสลับไขว้” เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้นได้นั้น ปรากฏว่าถึงที่สุดก็ยังหาช่อง“ฮั้ว”และ“โกง”กันได้
และเมื่อฝ่ายที่“หัวแหลมกว่า“เป็นฝ่ายชนะ” พวก“ฝ่ายแพ้”ซึ่งก็“ฮั้ว”และ“โกง”เช่นเดียวกัน แต่สู้ไม่ได้ จึงอ้าง“ความชอบธรรม”ด้วยการ“ปั่น”และ“เสี้ยม”ประชาชนจำนวนหนึ่งที่“เชื่อตามกระแส”ให้หลงเชื่อ ด้วยเหตุนี้“มหากาพย์คคีฮั้ว สว.”จึงกลายเป็น“มหันตภัยร้ายแรง”ของระบอบประชาธิปไตยที่จะทำให้บ้านเมืองถึงกับพินาศย่อยยับไปโดยพลัน
ทั้งที่ นับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นต้นมา “การทุจริตโกงกิน”และ“การฉ้อฉลอำนาจ”ก็มีปรากฏให้เห็นมาตลอด โดยมีรัฐธรรมนูญเป็น”ตุ๊กตา”ไว้ให้คอยฉีกทิ้งและยกร่างกันใหม่ วนเวียนเป็น“วงจรอุบาทว์” มิได้มีการปฏิรูป“ต้นเหตุแห่งปัญหา”กันอย่างแท้จริง
ตามไปดูต่อ มติของ“กกต.7 คน”ที่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คน อันประกอบด้วย สว. 26 คน, ผู้มีสิทธิเลือก สว.36 คน และบุคคลอื่นอีก 15 คนนั้น เฉพาะ“สว.26 คน”ซึ่งกกต.เสียงข้างมากเห็นว่า มีพฤติการณ์หรือหลักฐานที่เชื่อได้ว่าควรสั่งฟ้อง และจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อศาลฎีการับฟ้อง-มีรายชื่อดังนี้
พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา กลุ่ม 1 จังหวัดสุโขทัย (กลุ่ม 1 กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง), พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย กลุ่ม 2 จังหวัดสุรินทร์ (กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม), นายเศก จุลเกษร กลุ่ม 2 จังหวัดนครสวรรค์, นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว กลุ่ม 3 จังหวัดศรีสะเกษ (กลุ่ม 3 กลุ่มการศึกษา), นายสุเทพ สังข์วิเศษ กลุ่ม 3 จังหวัดอ่างทอง, นางนงลักษณ์ ก้านเขียว กลุ่ม 4 จังหวัดสุโขทัย (กลุ่ม 4 กลุ่มการสาธารณสุข), นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว กลุ่ม 5 จังหวัดนครศรีธรรมราช (กลุ่ม 5 กลุ่มอาชีพทำนา ทำไร่), นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว กลุ่ม 6 จังหวัดนครศรีธรรมราช (กลุ่ม 6 กลุ่มอาชีพทำสวน เลี้ยงสัตว์ ประมง) นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน กลุ่ม 6 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายยะโก๊ป ทีมละ กลุ่ม 6 จังหวัดสงขลา
นางสาวเข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ กลุ่ม 7 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กลุ่ม 7 กลุ่มลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน), นายชีวะภาพ ชีวะธรรม กลุ่ม 8 จังหวัดสิงห์บุรี (กลุ่ม 8 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน), นายนิพนธ์ เอกวานิช กลุ่ม 9 จังหวัดภูเก็ต (กลุ่ม 9 กลุ่มผู้ประกอบกิจการ SMEs), นายโสภณ มะโนมะยา กลุ่ม 10 จังหวัดสงขลา (กลุ่ม 10 กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น), พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย กลุ่ม 10 จังหวัดลำปาง, นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม กลุ่ม 13 จังหวัดหนองบัวลำภู (กลุ่ม 13 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี), นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส กลุ่ม 14 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (กลุ่ม 14 กลุ่มสตรี), นายสมหมาย ศรีจันทร์ กลุ่ม 15 จังหวัดนครพนม (กลุ่ม 15 กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น), นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล กลุ่ม 16 จังหวัดเชียงใหม่ (กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา) และนายวิเชียร ชัยสถาพร กลุ่ม 16 จังหวัดลำพูน
นายนิรุตติ สุทธินนท์ กลุ่ม 17 จังหวัดระนอง (กลุ่ม 17 กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์), นายสากล ภูลศิริกุล กลุ่ม 17 จังหวัดนครพนม, นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ กลุ่ม 17 จังหวัดสิงห์บุรี, นายสิทธิกร ธงยศ กลุ่ม 19 จังหวัดนครพนม (กลุ่ม 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ), นายอลงกต วรกี กลุ่ม 20 จังหวัดอุทัยธานี (กลุ่ม 20 กลุ่มอื่นๆ) และนายณัฐกิตติ์ หนูรอด กลุ่ม 20 จังหวัดนครศรีธรรมราช
สุดท้ายแล้ว“คดีฮั้ว สว.”ยังอีกยาว ไม่ได้จบกันง่ายๆ เพราะมันคือ“มหากาพย์”
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

