สะท้านเวทีUNCLOS ลากไส้เขมร สีหศักดิ์แฉยับธาตุแท้

สะท้านเวทีUNCLOS
ลากไส้เขมร
สีหศักดิ์แฉยับธาตุแท้
ร่ายยาวชนวนสงคราม
ใส่ร้ายไทย-ตีบทเหยื่อ
“สีหศักดิ์”จัดหนักเขมรบนเวทีประชุมนัดแรกคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทย-กัมพูชาภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ที่สิงคโปร์ แฉทำทุกอย่างตรงข้ามที่พูดพร้อมร่ายยาวชนวนสงคราม เริ่มจากปล่อยคลิปเสียง ยิงจรวดใส่พลเรือน กล่าวร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าตีบทเหยื่อไม่จริงใจฟื้นสัมพันธ์ย้ำจุดยืนไทยปกป้องอธิปไตย-สิทธิทางทะเลยึดกฎหมายระหว่างประเทศ เปิดกว้างเจรจายังบอกไม่ได้สำเร็จหรือไม่รอหารืออีกรอบตุลาฯนี้ที่กรุงเฮก
เมื่อวันที่15กันยายน2569นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย กล่าวถ้อยแถลงในการเปิดประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982(United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)ซึ่งจัดประชุมที่สาธารณรัฐสิงคโปร์
โดยนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้แทนประเทศไทย โดยตนมาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน คือ การแสวงหาทางออกเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล ซึ่งจะปกป้องสิทธิ์ของเรา ทำให้ไทยและกัมพูชาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ในฐานะเพื่อนบ้าน
นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง สำหรับการประชุมในวันนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์แวดล้อมและลำดับเหตุการณ์ที่นำเรามาที่สิงคโปร์ ความสำคัญของกระบวนการนี้ มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างแนวทางของไทยและกัมพูชาเลือก เลือกใช้เพื่อบริหารจัดการประเด็น
โดยไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้าน ควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือ แนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือการรักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน แสวงหาการทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี แต่กัมพูชากลับใช้แนวทางที่ต่างกันออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่า เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
“แต่การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชา มุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง ควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง เช่น ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาทางโทรศัพท์ ของผู้นำทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวด กัมพูชายิงใส่ และ ๅพรากชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดของกัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้น การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน”นายสีหศักดิ์ ระบุ
นายสีหศักดิ์ ยังเน้นย้ำว่า ไทยยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคง เสมอ เรายึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และจะปกป้องสิทธิของเราอย่างเข้มแข็ง สำหรับประเทศไทยนั้น กฎหมายระหว่างประเทศและการทูต เป็นพื้นฐานที่เกื้อหนุนกันต่อการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ การทูตเป็นเครื่องมือที่เพื่อนบ้านสามารถใช้สร้างความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นระหว่างกันบรรลุทางออกเป็นที่ยอมรับได้ยั่งยืน
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เวลานี้ประเด็นนี้ ยิ่งมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย ความขัดแย้ง ได้บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ และสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าเราต้องการหาทางออกที่ยั่งยืนในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้นไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้มีการหารือ พูดคุยและแนวทางการปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันที่จำเป็นต่อการจัดการปัญหาที่ยากยิ่ง ซึ่งในการประชุมสุดยอด ผู้นำอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้นำของเรา ได้ยืนยันความมุ่งมั่น ที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์สองประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนได้พบกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศกัมพูชา ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ตนก็ได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริง ที่จะซึ่งสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจในประเด็นที่เราเห็นต่างกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชาไม่ค่อยให้โอกาสอย่างแท้จริง กับแนวทางดังกล่าว และในมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางและพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงที่ต่อเนื่องของกัมพูชา แทนที่จะเข้าร่วมทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ
”แต่กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดข้อเท็จจริง กล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูล แทบทุกวัน รวมถึงเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาจะเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนดีเหนือผู้อื่น และเพื่อสร้างภาพว่า ตนมีความชอบธรรม เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายใน มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา“ นายสีหศักดิ์ ระบุ
นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ความเป็นอยู่ของประชาชน 2 ฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรอง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น นี่คือแนวทางที่กัมพูชาเลือกใช้มาตลอด และนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และท่าทีของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวยิ่งขึ้น และยิ่งทำให้การปรับท่าที และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างสองประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น วิธีที่ประเทศไทยยึดถือมาโดยตลอด คือ การใช้กลไกกฎหมายควบคู่ไปกับการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขัน ความเหนือกว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ภารกิจเบื้องหน้าจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่นำเรามาสู่จุดนี้ด้วย จึงขอกล่าวโดยสรุปถึงการตัดสินใจของไทยในการยกเลิก MOU 2544 ซึ่งที่ประชุมกล่าวอ้างว่า การยกเลิก MOU ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการเริ่มกระบวนการประนอมฯ นี้ คำกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริง คือ ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา เราสามารถจัดประชุมอย่างเป็นทางการได้เพียงสองครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชา เมื่อไม่นานมานี้ จะเป็นโอกาสเหมาะสมที่จะเจรจาบนพื้นฐานอันเดียวกัน ที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยตนได้เสนอกับกัมพูชาด้วยตนเอง ที่เราเริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นคั่งค้างอื่นๆ
อีกทั้งตนยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงภายใน 6 เดือน ก็เข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้ ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า ตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากกระบวนการนี้ ภายหลังยกเลิก MOU 2544 นั้น จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง กัมพูชามีทางเลือกอื่นแต่เลือกที่จะปิดประตูนั้นด้วยเหตุผลที่ยากที่จะเข้าใจ
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการแสวงหาข้อยุติ เราจำเป็นต้องมีความชัดเจน ในการกำหนดขอบเขตที่คณะกรรมาธิการประนอมฯ จะพิจารณา สำหรับไทยขอบเขตของกระบวนการนี้เกี่ยวกับเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น
“ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทย ตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการ 18 พฤษภาคม 2516 เรามิได้มุ่งหวังสิ่งใดไปกว่าการปกป้องอธิปไตยและสิทธิอันชอบธรรมที่ประเทศไทยพึงมี ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และขอย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดงทางบก รวมถึงเกาะกูด ประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีป ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียว เมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย
พร้อมยืนยัน ไทยเข้าร่วมการประนอมในครั้งนี้ ด้วยความสุจริตใจ โดยตระหนักถึงพันธะกรณี ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS และเชื่อมั่นในความเป็นกลาง ความเชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการประนอมฯ ไทยพร้อมเข้าร่วมกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรม ผ่านการเจรจา ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการฯ การประนอมสามารถช่วยให้สองฝ่ายหาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเดินหน้าต่อไปได้
“เราเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการทั้งสองฝ่าย จะบรรลุผลลัพธ์ในการแบ่งเขตทะเลอย่างเที่ยงธรรม สามารถใช้ได้จริงและยั่งยืน ไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจา เพราะในท้ายที่สุด ประเทศของเราทั้งสอง ยังคงมีหน้าที่ร่วมกันในการแสวงหาหนทาง เพื่อเดินหน้าด้วยความสุจริตใจ” นายสีหศักดิ์ กล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ในขณะที่เราเริ่มกระบวนการในวันนี้ ต้องตระหนักว่า พัฒนาการและผลของกระบวนการประนอมนี้จะมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในอนาคต กระบวนการนี้ไม่ใช่การทูตแบบต้องมีผู้แพ้หรือผู้ชนะโดยสิ้นเชิง ขอย้ำไทยยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่
และขอย้ำว่า ไทยจะปกป้องอธิปไตย สิทธิทางทะเลอย่างมั่นคง และไทยยึดมั่นในสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ความมุ่งมั่นนี้เห็นได้จากอดีตที่ผ่านมา เมื่อไทยได้ร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันเป็นระยะยาว เพื่อนำสันติภาพมาสู่กัมพูชา และช่วยให้กัมพูชาสามารถสร้างชาติ เพื่อประชาชนของตนเองได้อีกครั้ง ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ ขณะเดียวกัน การเดินหน้าจำเป็นต้องอาศัยเจตนารมย์ทางการเมืองของทั้งสองประเทศ เราเคยได้ย้ำเรื่องนี้หลายครั้งกับกัมพูชา ควรเลือกเส้นทางตัดสินใจ
“ดังนั้นกัมพูชาควรเลือกเส้นทางตัดสินใจ และเราหวังว่า กัมพูชาจะกล้ามีเจตนารมณ์ทางการเมือง ที่จะเดินไปบนเส้นทางเดียวกับประเทศไทย เพราะหลังกระบวนการนี้จบลง ไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านไปอีกยาวนาน หน้าที่ของเราคือการสร้างหลักประกันว่า สิ่งที่จะทิ้งให้คนรุ่นหลัง จะทำให้เขาได้ประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ในส่วนของเรา และหวังว่า กัมพูชาจะทำเช่นเดียวกัน“นายสีหศักดิ์ กล่าว
ด้าน นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา และหัวหน้าผู้แทนของฝ่ายกัมพูชา กล่าวว่า ภายใต้ประวัติศาสตร์กัมพูชา จึงมีความมุ่งมั่นระงับข้อพิพาททางเขตแดนทางทะเลอย่างสันติวิธี และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งกลางทศวรรษ 90 กัมพูชา มุ่งมั่นกำหนดเขตแดนทางทะเลกับไทย เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน เป็นแรงผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม
นายปรัก สุคน ยังกล่าวถึงเป้าหมายกัมพูชาในการประนอมครั้งนี้ว่า เพื่อนำไปสู่การระงับข้อพิพาท ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 2 ประเทศ ดังนั้น กัมพูชา หวังว่า กรรมาธิการฯ จะสนับสนุนให้ 2 ประเทศ สามารถกำหนดเขตแดนทางทะเลได้ หรือมิเช่นนั้น กัมพูชา ก็เตรียมพร้อมที่จะตกลงข้อตกลงเพื่อพัฒนาทรัพยากรชั่วคราวอย่างเท่าเทียมกัน โดยที่ยังไม่มีข้อตกลงเขตแดนทางทะเล หรือ การให้คณะกรรมาธิการฯ ออกมาตรการชั่วคราว เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรทางทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์ก่อน
“หากไม่มีการระงับข้อพิพาทหรือในประเด็นทั้ง 2 ประเด็นนั้นซึ่งกัมพูชา จะขอให้คณะกรรมาธิการประนอม จัดเตรียมรายงานข้อเสนอแนะให้ทั้ง 2 ฝ่าย บนพื้นฐานความตกลงในอนาคต จะสามารถบรรลุได้ภายใต้พันธะกรณี UNCLOS ซึ่งเป็นพื้นฐานประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ประเทศ บนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของกัมพูชา บนสถานบันระหว่างประเทศในการระงับข้อพิพาท และประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นว่า ประเด็นสำคัญของประเทศสามารถระงับได้ผ่านกลไกพหุพาคี โดยไม่ต้องใช้กำลังแก้ปัญหา”นายปรัก สุคนกล่าว
และว่า ความมุ่งมั่นนี้ เป็นแนวทางที่กัมพูชาใช้ในการบริหารความสัมพันธ์กับไทย และกัมพูชาหวังว่า คณะกรรมาธิการฯ จะช่วยให้ทั้ง2 ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง และฟื้นฟูความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนไทยในกระบวนการประนอมภาคบังคับ ให้สัมภาษณ์หลังกล่าวถ้อยแถลงการประชุมครั้งแรกของคณะกมธ.ว่า ดูเหมือนกับว่ากัมพูชาไม่ได้ตั้งตัวที่เรากล่าวแบบนั้น เพราะเราก็กล่าวตรงไปตรงมา ประเด็นการประนอมภาคบังคับจะแยกจากความสัมพันธ์ไม่ได้ ต้องคำนึงถึงเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งมีผลกับกระบวนการนี้ เพราะออกมาอย่างไรก็มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง
“เจตนาของไทย เราต้องอยู่ด้วยกัน เรามีปัญหาความขัดแย้ง เราก็ต้องก้าวข้าม ต้องมีความจริงใจและจริงจัง แต่สิ่งที่เราเห็นกัมพูชาจะพูดเสมอว่าเขาเป็นฝ่ายที่ชอบธรรม ยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศไทยเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เราต้องยกตัวอย่างให้คณะกมธ. เช่น การปล่อยคลิปเสียงคุยทางโทรศัพท์ ซึ่งเป็นการพูดคุยกันส่วนบุคคล แล้วปล่อยเพื่อเจตนาอะไร เพื่อที่จะบั่นทอนรัฐบาลไทยในขณะนั้น สร้างความแตกแยกในประเทศ รวมถึงการยิงเข้าไปในสถานที่พลเรือน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ มีคนเสียชีวิต ทรัพย์สินถูกทำลาย และที่สำคัญทหารไทย เหยียบกับระเบิด ขาขาด ได้รับบาดเจ็บ โดยฝั่งกัมพูชาไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบใดๆ นี่คือการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งข้อสงสัย” นายสีหศักดิ์กล่าว
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่นายปรักพูดเสมอว่าจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อจะได้เดินหน้า แต่สิ่งที่เราเห็นทุกวัน ในเวทีต่างๆ การใส่ร้ายกล่าวหาประเทศไทยไม่หยุดยั้ง เช่น เวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รวมถึงขณะนี้ ในเวทีที่ประเทศลาวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทบทวนอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 13–18 กันยายน 2569 ก็มีการกล่าวหา ประเทศไทย มันไม่สิ้นสุด แล้วเราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้อย่างไร ในการจะเข้าสู่กระบวนการประนอม
นายสีหศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนที่กัมพูชาบอกว่าไม่มีทางเลือกอื่นหลังไทยยกเลิก MOU 2544 ต้องดูว่าเหตุใดจึงยกเลิก เพราะไปไม่ได้ เขาก็รู้ว่าไปไม่ได้ มีการประชุมอย่างเป็นทางการแค่สองรอบ หลังจากนั้นก็ไม่มีความคืบหน้า ส่วนหนึ่งมาจากที่เขาเผาสถานทูตไทย ทำไมไม่พูดตรงนี้ ดังนั้น สิ่งที่เราเสนอยกเลิก MOU 2544 ให้มาเริ่มกันใหม่ เพราะกัมพูชาเป็นภาคี UNCLOS แล้ว ก็มาคุยในระดับทวิภาคีกัน ที่จริงคณะผู้นำสองประเทศเจอกันที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ก็ตกลงว่าจะพยายามพูดคุยทวิภาคี ทั้งประเด็นทางบก ทางทะเล สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แล้วเราจะสามารถเดินหน้าในประเด็นต่างๆ นี่เป็นวิธีการที่ประเทศเพื่อนบ้านปฎิบัติระหว่างกัน
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จำได้ว่าเคยเสนอกับนายปรักครั้งสุดท้ายในที่ประชุมสหประชาชาติว่า เรามาคุยกันสองฝ่ายประมาณ 6 เดือน ถ้าบรรยากาศมันดี เราอาจจะเริ่มพูดคุยกันได้บ้าง ทั้งเขตแดนทางบก ปัญหาชายแดนที่ค้างอยู่ และหลังจากนั้น หากเราพูดคุยกันเรื่องเขตแดนทางทะเลภายใต้ UNCLOS ถ้าคืบหน้าก็อาจจะตกลงร่วมกัน เพื่อไปสู่กลไกการประนอมก็ได้ โดยเป็นการตกลงกันทั้งสองประเทศ อย่างน้อยประชาชนทั้งสองฝั่ง ก็จะได้เห็นว่าเราพยายามแล้ว ไม่ได้เล่นเกมอะไรระหว่างกัน ถ้าไปไม่ได้ เราก็ตกลงเข้าสู่กระบวนการนี้
“ที่สำคัญเรามีข้อสงสัยว่า การเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ เขามีเจตนาอะไร ตามหลักหน้าที่ของ UNCLOS คือการแบ่งเขตทางทะเล แต่เท่าที่สังเกตจากการนำเสนอของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกฎหมายต่างประเทศฝั่งกัมพูชา เห็นชัดว่า เขาอยากจะเอาทรัพยากรทางทะเล แต่ตรงนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการปักปันเขตแดนให้ถึงที่สุดเสียก่อน เราก็จะรู้ว่าตรงไหนเป็นพื้นที่ทับซ้อนกัน ตรงไหนที่เราจะมีการพัฒนาร่วมกัน แบ่งปันผลประโยชน์ ตรงนี้เราบอกแล้วสำหรับประเทศไทย เส้นตายคือเรื่องปักปันเขตแดน ขอยืนยันว่า เกาะกูด ยังไงก็ตามเป็นของประเทศไทย ไม่ว่าด้วยหลักกฎหมายทางทะเล เขตแดนทางทะเล รวมถึงสนธิสัญญาที่เรามีอยู่ ที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยกัมพูชาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ประเด็นเรื่องเกาะกูดไม่เกี่ยว จึงเชื่อว่าการขีดเส้น หรือการอ้างสิทธิ์ต่างๆ ไม่สอดคล้องกับกฎหมายทางทะเล” นายสีหศักดิ์กล่าว
นายสีหศักดิ์ยืนยันอีกว่า ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการ UNCLOS ด้วยความตั้งใจ อยากจะร่วมมือกับคณะกมธ. เพื่อให้เขาทำงานอย่างเต็มที่ หวังว่าผลสุดท้ายจะเป็นอะไรที่สร้างสรรค์ ไทยกับกัมพูชาจะเดินหน้าร่วมกันเจรจา หาทางออกที่ยั่งยืน
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า หลังจากที่ไทยกล่าวถ้อยแถลง กัมพูชาไม่ได้ชี้แจงหรือแก้ต่าง เพราะเขามุ่งมาเรื่องเขตแดนทางทะเลว่าเป็นปัญหาอย่างไร แต่เห็นได้ชัดว่าเขาจะพูดเรื่องการพัฒนาทรัพยากรทางทะเล
เมื่อถามว่า การที่กัมพูชามุ่งเน้นจะให้มีการแบ่งปันทรัพยากรทางทะเล ขณะที่ไทยต้องการให้มีความชัดเจนเรื่องเขตแดนทางทะเล จะทำให้การประนอมล้มเหลวหรือไม่ นายสีหศักดิ์ย้ำว่า ต้องมีการยืนยัน เพราะนี่เป็นการประชุมรอบแรก และต้องหารืออีกหลายครั้ง โดยในเดือนตุลาคมนี้จะไปประชุมที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ต่อจากนั้น ก็จะกลับมาที่สิงคโปร์หรือประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีสำนักงานศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (PCA)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

