ฝ่ายค้านตีปี๊บซักฟอก พ่นศึกน้ำลาย หมายหัวถล่มลูกเทพ ไอติมโวลั่นมีหมัดเด็ด ภท.โต้คืนอย่าดีแต่ปาก ขอดูหลักฐานคดีฮั้วสว. 53นักกม.จี้กกต.ส่งศาล

“ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ”ค่ายปชน. ยืนยันปลายสิงหาคมนี้ ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายแน่นอนเน้นบริหารงานทุจริตผิดพลาด ทั้งโกงสอบท้องถิ่น โยงฮั้วสว.ย้ำฝ่ายค้านมีหมัดเด็ด ทั้งปักหมุดถล่มลูกเนวิน ปม TH-PASSPORT ด้าน “จตุพร พรหมพันธ์”ชี้การเมืองครึ่งหลังสิงหา เดือดแน่ ฟันธงฝ่ายค้านโค่นรัฐบาลไม่ลง
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านรับรู้ร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุมแล้วว่า เราจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมที่จะถึงนี้ โดยเมื่อเปิดประชุมสภาช่วงปลายเดือนสิงหาคม จะประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือกรอบเนื้อหา เวลา และบุคคลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เราจะเสนอญัตติไม่ไว้วางใจ
เมื่อถามว่า เบื้องต้นได้มีการวางกรอบประเด็นคร่าวๆ ไว้หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงจะเป็นในขั้นตอนถัดไปที่จะมีการแลกเปลี่ยนกรอบเนื้อหากัน แต่ในส่วนของพรรคประชาชนตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุม เราได้ให้โจทย์ สส.ไปหาข้อมูลเพื่อเสนอประเด็นที่คิดว่าสมควรที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งขณะนี้ สส.ของพรรคก็มีการส่งข้อมูลเข้ามาที่ส่วนกลางของพรรคอย่างต่อเนื่อง
นโยบายทุจริตผิดพลาด
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนคิดว่าประเด็นที่จะอภิปรายส่วนหนึ่งคงจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ผิดพลาดหรือมีข้อครหาเรื่องการทุจริตที่ปรากฏต่อสาธารณะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีโกงสว. การสอบท้องถิ่น TH-Passport และโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และบางส่วนอาจจะเป็นประเด็นที่ไม่ได้ปรากฏต่อสาธารณะ แต่ขณะนี้สส.ในพรรคกำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ อย่างไรก็ตาม เราไม่ทราบว่าจากวันนี้จนถึงวันอภิปรายจริง จะมีประเด็นอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับการบริหารที่ผิดพลาดหรือข้อครหาเกี่ยวกับการทุจริตของรัฐบาลที่เพิ่มเข้ามาหรือไม่
โวแหลกมีหมัดเด็ด
เมื่อถามว่า ทุกการอภิปรายฝ่ายค้านจะมีหมัดเด็ดเสมอ ครั้งนี้จะมีอีกใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า “ครับ” เราก็ทำเต็มที่ และตนคิดว่าท้ายที่สุดคนที่จะตัดสินก็คือประชาชน ฉะนั้น ขอให้รอดูวันอภิปรายจริง แล้วให้ประชาชนเป็นคนตัดสินดีกว่า
เมื่อถามถึง กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่ามั่นใจ หากฝ่ายค้านถามอะไรก็พร้อมที่จะตอบนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า “ต้องรอดูว่าจะสามารถตอบคำถามที่จะถูกอภิปรายในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้จริงหรือไม่ แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากนายกฯ อนุทินบอกว่าถามอะไรก็ตอบได้หมด หากตอบได้จริง เหตุใดในสมัยประชุมสภาที่ผ่านมา เราไม่เคยเห็นนายกฯ อนุทินมาตอบกระทู้สดในสภาแม้แต่ครั้งเดียว ฉะนั้น หวังว่าในสมัยประชุมสภาที่จะมาถึงนี้ เราจะเห็นนายกฯ อนุทินมาตอบกระทู้สดตามหน้าที่ที่ควรจะทำบ้าง“
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า และหวังว่าจะเป็นการตอบกระทู้สดที่ไม่ใช่แค่กระทู้สดของรัฐบาลที่มีการเตรียมคำถามไว้ก่อนล่วงหน้าเพื่อชงคำถามให้กัน แต่จะมาตอบกระทู้ของฝ่ายค้านด้วยที่จะเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศในฐานะนายกฯ และการบริหารภารกิจของกระทรวงมหาดไทยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เชื่อหนูกังวลซักฟอก
ต่อข้อถามว่า นายอนุทินระบุอีกว่าหากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะไม่มีผลงาน ในส่วนนี้จะทำให้ฝ่ายค้านต้องทำการบ้านเพิ่มเติมหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนคิดว่านายอนุทินควรกังวลคือผลงานรัฐบาลมากกว่า เพราะหลายเรื่องเราเห็นว่าเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ตอนรับตำแหน่งนายอนุทินบอกว่ารู้สึกอับอายในคะแนนความโปร่งใสของประเทศตามดัชนีสากล แต่ตั้งแต่บริหารมาตนเห็นว่าปัญหาการทุจริตยิ่งแต่จะหนักหนาสาหัสขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อครหาเกี่ยวกับการโกงสว. การโกงสอบท้องถิ่น หรือปัญหาข้อครหาในการทุจริตอื่นๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจเราก็เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีการกู้เงินผ่านกลไกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ในปริมาณที่สูง ซึ่งต้องรอดูว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่
“ฉะนั้น ผมคิดว่าให้คุณอนุทินกังวลเรื่องผลงานรัฐบาลดีกว่า มาแสดงความเห็นเกี่ยวกับผลงานของฝ่ายค้าน แต่หากพูดในฐานะฝ่ายค้าน ผมคิดว่าเราวางบทบาทเราเป็นสองบทบาทคู่ขนานกันเสมอ คือ การตรวจสอบรัฐบาลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการใช้กลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่อีกบทบาทที่เราวางไว้ว่าเป็นบทบาทของฝ่ายค้านคือการผลักดันแก้ไขกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน“ นายพริษฐ์ กล่าว
แย้มร่างกม.ฝ่ายค้าน50ฉบับ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีร่างกฎหมายที่เสนอโดยสส.พรรคฝ่ายค้านประมาณ 40-50 ฉบับ ซึ่งมีการเสนอเข้าไปแล้ว แต่อยู่ระหว่างการรอพิจารณา ฉะนั้น ตนจึงหวังว่าวิปรัฐบาลจะให้ความร่วมมือกับวิปฝ่ายค้านในการทำให้สมัยประชุมหน้ามีการเพิ่มวันประชุมสภาสำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายของ สส. และภาคประชาชนเป็นการเฉพาะ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสัญญาที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยแสดงวิสัยทัศน์ก่อนที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ซึ่งก็หวังว่าประธานสภาฯ จะพูดแล้วทำ และทางวิปรัฐบาลก็จะให้ความร่วมมือ เพราะมีกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในหลายด้าน อาทิ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ร.บ.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น พ.ร.บ.แรงงาน เป็นต้น
เชื่อปธ.รัฐสภาไฟเขียว
“หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากประธานสภาฯ และประธานวิปรัฐบาลให้เราได้มีการเพิ่มวันประชุมเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่ถูกเสนอโดย สส.และภาคประชาชน เพราะหากไม่มีการกระทำเช่นนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามข้อบังคับคือร่างกฎหมายของสส.จะถูกแซงคิวโดยร่างของ ครม.เสมอ ซึ่งจะทำให้ร่างกฎหมายที่เรายื่นเข้าไปไม่ได้มีโอกาสที่จะถูกพิจารณาในสภา“ นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 มองว่าฝ่ายค้านจะลงมติเป็นเอกภาพหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกันว่าจะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านไหนร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจบ้าง แล้วจะเป็นการยื่นกรอบเนื้อหาอะไร ยื่นอภิปรายใครบ้าง คาดหวังให้พรรคร่วมฝ่ายค้านแม้อาจจะมีความเห็นหรือนโยบายบางเรื่องที่อาจจะเห็นต่างกัน แต่ก็หวังว่าจะมีจุดร่วมกันในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่
หลังสิงหาการเมืองเดือด
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยประเมินสถานการณ์ช่วงครึ่งหลังเดือนสิงหาคมว่า ปัจจัยคำตัดสินคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดจะเป็นจุดพลิกเปลี่ยนสถานะการเมืองของรัฐบาลได้มากกว่ากรณีฮั้ว สว.อีกทั้งคาดว่า ช่วงครึ่งหลังเดือนสิงหาคม สถานการณ์อยู่ที่สองปัจจัยชี้นำ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตัดสินใจการฮั้ว สว.อย่างไร และจะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาหรือไม่ โดย กกต.ระบุจะตัดสินใจก่อนสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนี้ สถานการณ์ปั่นป่วนเริ่มก่อหวอดขึ้นช่วงศาล รธน.นัด 26 ส.ค.นี้ เพื่อไต่สวนพยาน 5 ปากของ กกต.ในกรณีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดฝ่าฝืน รธน.ทำให้การใช้สิทธิ์เป็นความลับหรือไม่
“หลังการไต่สวนวันที่ 26 ส.ค.แล้ว ศาล รธน.ยังจะติดใจอะไรอีกหรือไม่ ถ้าไม่มี ต้องนัดฟังตำวินิจฉัย โดยมีข้อสังเกตว่า ถ้ากรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดไม่มีอะไรแล้ว คงไม่ทิ้งเวลาให้นานเหมือนขณะนี้ ถ้าคำวินิจฉัยออกมาเป็นลบจะเป็นเรื่องพังกระดานการเมืองทั้งกระดาน”
ขณะเดียวกันการวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดจะสะเทือนถึงท่าทีการเมืองของฝ่ายค้านในสมัยประชุมสภาครั้งหน้าที่จะเปิดในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เพราะถ้าฝ่ายค้านเห็นว่า ศาล รธน.นัดอ่านคำวินิจฉัยแล้ว คงต้องรีบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ส่วนการยื่นอภิปรายฯ หลังคำตัดสินของศาล ฝ่ายค้านคงจบเช่นกัน
การเมืองเอาแน่นอนไม่ได้
นายจตุพร กล่าวว่า สถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ เอาแน่นอนทางการเมืองไม่ได้นั้น ความเสี่ยงย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งสองทางคือ ถ้าศาลนัดสินว่าบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดยังเป็นความลับ สถานการณ์ก็ปกติ แต่ถ้าตัดสินว่า ไม่เป็นความลับแล้วย่อมพังทั้งกระดานการเมืองของสภาล่าง 500 สส. ดังนั้น การวินิจฉัยของศาล รธน.คือการกำหนดเกมหักเหทางการเมืองในวันข้างหน้า
“ถ้าคำตัดสินว่า ไม่เป็นความลับ สถานการณ์การเมืองจะตึงกันอีกแบบ ต้องเลือกตั้งกันใหม่ สิ่งสำคัญหลังเลือกตั้งใหม่ย่อมยากจะคาดคเนว่า อะไรจะเกิดและไม่เกิดขึ้น ซึ่งประเทศไทยจะให้คำตอบ 100% ไม่ได้อยู่แล้ว”
อีกทั้งประเมินถึงการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลว่า ในอดีตไม่มีการชุมนุมใดจัดการรัฐบาลได้ อย่างมากทำให้เกิดเหตุการณ์อื่นตามมา เช่นมีการยึดอำนาจ หรือมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีการวินิจฉัยของศาล รธน.แล้ว สถานการณ์อื่นจะจัดการรัฐบาลได้ยากมาก การชุมนุมในอดีตมีคนออกมาเต็มถนนยังเล่นงานรัฐบาลไม่ได้เลย ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านก็เช่นกันไม่เคยมีครั้งใดล้มรัฐบาลได้ ส่วนการฮั้ว สว. ฝ่ายค้านกำหนดเปิดเผยข้อมูลทุกสัปดาห์จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม โดยข้อมูลส่วนใหญ่นำมาจากคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และมีข้อมูลบางส่วนมาจากชุดที่ 36 ผสมด้วย ดังนั้น ข้อมูลการพูดของฝายค้านไม่ได้ทำให้ กกต.หวั่นไหว เพราะ ฝ่ายค้านนำข้อมูลของ กกต. มาพูดให้ กกต.ฟัง ซึ่งเป็นข้อมูลที่รู้และกอดไว้เป็นปีๆ แล้ว
“กรณีฮั้ว สว.ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กกต. ถ้าส่งฟ้องทุกฝ่ายในคราวเดียวกัน โดยยื่นต่อศาลฎีกา ถ้าไม่ส่งฟ้องเลย กกต.ไปยากเหมือนกัน ผมเชื่อว่า กกต.เขามีคำตอบของตัวเองแล้ว และได้ออกแบบ กำหนดแผนไว้แล้ว ซึ่ง คำตอบของ กกต.คนจะรับกันไหวหรือเปล่า โดยกรณีนี้ถ้าว่ากันแฟร์ๆ ไม่เหลือสักคน เพียงแต่จะผิดกันอย่างไรเท่านั้น”
วิจารณ์หนูกราบทักษิณ
ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ก้มกราบตักทักษิณ ชินวัตร ในงานศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย นายจตุพร กล่าวว่า เป็นท่วงทำนองคนนอบน้อมคนถ่อมตัวของนายอนุทิน และทำให้สังคมลืมเรื่องปืน การพกปืน รุมวิจารณ์เจ้าบ้านใช้ปืนยิงโจรเข้าบ้านผิด แล้วมาตามเรื่องกราบตักกันต่อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติการใช้ชีวิตของนายอนุทิน แต่ถูกโยงถึงกรมสรรพากรอาจรอมชอมการเก็บภาษี 1.7 หมื่นล้านกับทักษิณ การวิจารณ์กรณีกราบตักทักษิณ สะท้อนถึงสังคมเห็นอะไรของนายอนุทิน ก็ขวางหูขวางตาไปหมด แล้วพร้อมบวกได้ทุกเมื่อ ดังนั้น แสดงให้เห็นความคนสนใจของสังคมที่มีต่อนายกฯ ย่อมเปลี่ยนเรื่องวิจารณ์ได้ทุกขณะตามพฤติกรรมการใช้ชีวิต
"เทพไท"ถามหาจุดยืนเพื่อไทย
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท - คุยการเมือง ระบุว่า ถามจุดยืน“เพื่อไทย” ต่อการฮั้ว สว.ถ้าพูดถึงปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีอยู่หลายปัญหา แต่ปัญหาที่สำคัญและเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการเมืองของประเทศไทย ที่จำเป็นจะต้องระดมทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมมือกันตรวจสอบแก้ไข และทำให้ความจริงปรากฏขึ้น คือ ปัญหาการฮั้วส.ว.หรือการโกงสว.ซึ่งในขณะนี้พรรคการเมืองทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้จัดเวทีเสวนาและเปิดโปงขบวนการทุจริตการโกงส.ว.หรือการฮั้วสว.ตั้งแต่ภาค1จนถึงภาค4 และภาคต่อไปอีก
ล่าสุด มีการจัดเวทีเสวนาของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในทุกเวทีที่จัดการเสวนา จะมีพยานบุคคล พยานเอกสาร เส้นทางทางการเงิน คลิปเสียงทยอยเปิดโปง ให้เห็นกันมากขึ้น มีพรรคการเมืองหลายพรรคร่วมมือกันตรวจสอบ กดดันให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ได้พิจารณามีมติสั่งฟ้องคดีการฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว. ต่อศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ไม่นับพรรคฝ่ายค้านพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนตรวจสอบเรื่องนี้ รวมไปถึงภาคประชาชนหลายองค์กร เช่น กลุ่มไอลอร์ และกลุ่มคปท. รวมไปถึงกลุ่มการเมืองที่ขับเคลื่อนในสังคมอีกหลายกลุ่มเช่นกัน
แต่ที่น่าแปลกใจคือ บทบาทของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยมีจุดยืนในการตรวจสอบคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว. ในสมัยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จนล่าสุดได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทำไมจึงลดบทบาท ไม่กล้าจะขยับ ไม่กล้าจะเคลื่อนไหว และไม่กล้าจะแสดงความเห็นใดๆที่เกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.เลย แม้ว่าพรรคเพื่อไทยพรรคร่วมรัฐบาล โดยมารยาทคงจะไม่ออกมาเคลื่อนไหวในนามพรรค แต่ในนามตัวบุคคล ก็น่าจะเห็นบทบาทของคนที่เคยเป็นตัวหลัก ในการขับเคลื่อนการตรวจสอบคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว. อย่างนายภูมิธรรม เวชชยชัย ที่เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีและเคยเป็นประธานบอร์ดDSI ได้ร่วมมือกับพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือDSI ขับเคลื่อนตรวจสอบคดีโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว.มาโดยตลอด แต่วันนี้พรรคประชาชาติ ก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นหัวหน้าพรรค ได้ใช้สิทธิ์ส่วนตัว ออกมาเคลื่อนไหวขับเคลื่อนและเปิดโปงขบวนการโกงส.ว.และฮั้วส.ว.อย่างเปิดเผย
จึงเรียกร้องมายังนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่เคยขับเคลื่อนเรื่องการโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว.คู่กับพ.ต.อ.ทวี สอดสอง ในอดีตที่ผ่านมา ได้ออกมาเคลื่อนไหว หรือแสดงท่าทีจุดยืนเกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.ด้วย เพราะขบวนการโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว. เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศ ต้องร่วมมือกันแก้ไข และดำเนินการตรวจสอบการการโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว. เพื่อไม่ให้กลุ่มการเมืองใด กลุ่มการเมืองหนึ่งกินรวบการเมืองของประเทศ และกินรวบกระดานการเมืองทั้งหมดโดยการผูกขาด หรือเรียกกันว่า เป็นการรวบอำนาจ หรือรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญ

