บทบรรณาธิการ : 19 กันยายน 2569

ได้เวลาชำระสะสาง ‘ขบวนการไทยเทา’
ปัญหาต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายใช้คนไทยเป็นนอมินี สวมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือใช้ช่องโหว่ของระบบราชการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและผลประโยชน์ในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ปัญหาเหล่านี้สะสมมานาน เพียงแต่ระยะหลังเริ่ม“ฝีแตก” ออกมาให้สังคมเห็นชัดขึ้น ทั้งขบวนการใช้นอมินีคนไทยทำธุรกิจ และกรณีสวมสิทธิ์ทะเบียน 0 ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนถูกกล่าวหาว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกแลกกับผลประโยชน์ จนเห็นภาพว่าบางกรณีมีการทำกันเป็นขบวนการ
เรื่องนี้จึงต้องมองด้วยสายตาที่เป็นธรรม
ไม่ใช่ต่างชาติทุกคนที่เข้ามาประเทศไทยคือ“ทุนเทา” นักท่องเที่ยว นักลงทุน และผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย ล้วนมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย สิ่งที่ต้องจัดการจึงไม่ใช่ “ความเป็นต่างชาติ” แต่คือ **พฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย**
ใครทำถูกกฎหมายก็ต้องได้รับการต้อนรับใครทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี และคนไทยที่ร่วมมือ
เปิดทางให้ทุนผิดกฎหมายก็ต้องรับผิดเช่นเดียวกัน
เพราะทุนสีเทาจะเข้ามาเดินหน้าได้ ย่อมต้องมีคนไทยอยู่เบื้องหลังบางส่วน ตั้งแต่การเป็นนอมินี ถือหุ้นแทน การจัดตั้งบริษัทบังหน้า การอำนวยความสะดวกด้านเอกสาร ไปจนถึงการประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐ หากพบว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่แลกกับผลประโยชน์ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
สิ่งที่น่าสนใจในขณะนี้คือ รัฐไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจับกุม แต่เริ่มแก้ปัญหาที่ต้นทาง ทั้งการตรวจสอบนิติบุคคลและโครงสร้างผู้ถือหุ้น การขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง และการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง **ตัวบุคคล บริษัท ทรัพย์สิน และธุรกรรม**
นี่คือทิศทางที่ควรเดินต่อ
เพราะการปราบทุนสีเทาที่ได้ผล ไม่ใช่เพียงจับคนต่างชาติไม่กี่รายแล้วจบ แต่ต้องสาวให้ถึง **คนไทยผู้รับจ้างเป็นนอมินี นายทุนตัวจริง ผู้จัดหาเอกสาร ผู้เดินเงิน และเจ้าหน้าที่รัฐที่เปิดช่องให้ขบวนการดำเนินไปได้**
ขณะเดียวกัน การตรวจสอบต้องอาศัยฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ข้อมูลทะเบียนราษฎร ข้อมูลนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น ภาษี ที่ดิน การเงิน และการเข้าออกประเทศ หากสามารถนำมาประกอบกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมช่วยให้รัฐตรวจสอบได้ว่า“ชื่อที่อยู่ในเอกสาร” กับ “ผู้มีอำนาจหรือผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง” เป็นคนเดียวกันหรือไม่
แน่นอนว่า ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานอย่างต่อเนื่องว่าการปราบปรามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทำข่าว แต่การกล่าวว่า “รัฐบาลปล่อยให้ทุนเทาต่างชาติใช้นอมินีทำธุรกิจเต็มบ้านเต็มเมือง โดยไม่ดูข้อเท็จจริงว่ารัฐกำลังดำเนินการอะไรอยู่ ก็ไม่ใช่วิธีที่จะช่วยแก้ปัญหา
สิ่งที่สังคมควรทำจึงไม่ใช่เพียงการด่าหรือกล่าวหาแต่ควรช่วยกันตรวจสอบและชี้เบาะแส หากพบธุรกิจ
หรือบุคคลที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย ก็ควรแจ้งหน่วยงานที่มีอำนาจ เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องปิดประเทศเพื่อป้องกันทุนสีเทา แต่ต้อง เปิดประเทศบนกติกาที่ชัดเจนและปิดช่องให้ผู้ที่คิดจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานทำผิดกฎหมาย
ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องชำระสะสาง “ขบวนการไทยเทา” อย่างจริงจัง
ไม่ใช่เพื่อไล่ล่าคนต่างชาติ แต่เพื่อรักษากฎหมายไทย ไม่ใช่เพื่อทำลายการลงทุน แต่เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษรัฐบาลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เพื่อทำให้ประเทศไทยสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่า
ใครคือนักท่องเที่ยว ใครคือนักลงทุน ใครคือผู้กระทำผิด และใครคือคนไทยที่กำลังเปิดประตูให้ทุนผิดกฎหมายเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานแสวงหาผลประโยชน์**
เมื่อพบความผิดก็ต้องเอาผิด เมื่อพบช่องโหว่ก็ต้องปิดช่อง และเมื่อประชาชนพบเบาะแส ก็ต้อง
ช่วยกันส่งต่อให้รัฐตรวจสอบ
เพราะการจัดการ “ไทยเทา” ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายต้อง
ร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

