หนูนำทัพบินถึงโตเกียว ดึงทุนญี่ปุ่น ลุยโรดโชว์3ประเทศ จับตาคุยภาษี‘ทรัมป์’

นายกฯดีเดย์ทัวร์ 3 ประเทศเริ่มภารกิจที่โตเกียว ประชุมขับเคลื่อนหน่วยงานตัวแทนประเทศไทยในญี่ปุ่น ก่อนเดินทางต่อสหรัฐฯ ร่วมถก UNGA81 ลุ้นเจอทรัมป์พร้อมทวงสัญญา เผย เจรจาภาษีมะกัน ทุกอย่างยังอยู่ในกรอบ ย้ำ ไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว แต่ยังผลักดันให้ได้อัตราที่ต่ำกว่า 19% เชื่อ“ศุภจี” มั่นใจปิดดีลได้ ด้านไทยช่วยไทย พลัส รบ.แถลงยอดใช้จ่ายทะลุ 1.61 แสนล้านบาท คลังจ่อชงครม. 22 กย.ขยายเวลาโครงการ
เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 20 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) โดยเครื่องบินเที่ยวบินพิเศษ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
นายกฯทัวร์3ปท.-เริ่มภารกิจที่โตเกียว
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดปฏิบัติภารกิจ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2569 และเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 21–24 กันยายน 2569 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากนั้นจะเดินทางเยือนกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย
สำหรับคณะทางการฝ่ายไทยที่ร่วมเดินทางครั้งนี้ในภารกิจทั้ง 3 ประเทศ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมคณะด้วย
21กย.ร่วมถกUNGA81ที่นิวยอร์ก
นายเอกภพกล่าวว่า นายกฯและคณะเดินทางถึงกรุงโตเกียว เวลา 16.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2 ชั่วโมง มีนายทาคาฮิโระ สุกิคิ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1 กรมกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าหน้าที่ประสานงานประจำตัวนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ โดยภารกิจที่กรุงโตเกียว ในวันที่ 21 กันยายน นายกฯเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐไทยเพื่อการขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นช่วงบ่าย นายกฯเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) ไปท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เริ่มภารกิจเข้าร่วมการประชุม UNGA81 ที่นครนิวยอร์ก
มั่นใจศุภจีปิดดีลภาษีสหรัฐฯได้
ด้านนายอนุทินให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทาง เกี่ยวกับการเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกาว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าตนไม่ใช่ผู้ตั้งโจทย์ และไม่มีการนัดพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทางคณะเจรจาที่เป็นผู้แทนการเจรจา และผู้แทนการค้าของทั้ง 2 ฝ่าย รายงานมาว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้แล้ว และยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่สหรัฐฯได้หยิบยกขึ้นมา ซึ่งไทยต้องกลับมาหาวิธีให้บรรลุข้อสรุปให้ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเดินทางไปครั้งนี้ มีโอกาสพบกับนายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีโอกาสได้เจอ ถามต่อว่า จะมีโอกาสได้พูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวสั้นๆว่า play it by ear (ดูตามสถานการณ์) เพราะหลักการมีอยู่แล้ว ซึ่งไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว แต่ยังมีเงื่อนไข ที่สหรัฐฯ ขอเพิ่มขึ้นมา ตนถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ว่า จะสามารถปิดจบข้อตกลงได้หรือไม่ ซึ่งนางศุภจีก็ตอบตนกลับมาว่าได้ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมาแก้ไขเนื้องาน เมื่อถามอีกว่า เงื่อนไขที่ว่าคืออะไร นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้ถามในรายละเอียด
ถามย้ำว่าจะราบรื่นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ดูแล้วว่านางศุภจีมั่นใจ การเดินทางไปนิวยอร์กครั้งนี้ ตนจะมีโอกาสได้พูดคุยกับตัวแทนของนางศุภจี และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งทุกอย่างจะอยู่ในกรอบ ถามอีกว่า รัฐบาลจะคงภาษีให้อยู่ที่ร้อยละ 19 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามจะกดให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาขั้นตอนตัวร่างก็จะถูกส่งไปให้ผู้นำแต่ละประเทศ ซึ่งปกติแล้วจะจัดให้นั่งหรือโทรศัพท์พูดคุยกัน เมื่อถึงเวลานั้นต้องดูว่าจะคุยอะไรกันได้
พร้อมทวงสัญญาทรัมป์
ผู้สื่อข่าวถามว่า อุปสรรคในการพูดคุยเรื่องการค้าคืออะไร นายอนุทิน กล่าวว่า คณะเจรจาไม่ได้รายงานว่ามีสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งเวลาเจรจาต่างฝ่ายก็ต่างมีเงื่อนไขสุดโต่ง ก่อนพูดคุยให้ได้ข้อสรุปที่ต่างฝ่ายต่างรับได้ นี่คือการเจรจา ไม่ใช่การตบมือข้างเดียวแล้วเราจะได้สิ่งที่เราต้องการทั้งหมด หรือสิ่งที่เขาต้องการทั้งหมด ดังนั้น จึงเรียกว่าการเจรจา
เมื่อถามว่า หากมีโอกาสได้เจอประธานาธิบดีสหรัฐฯต่อหน้าจะพูดคุยและทวงสัญญาที่มีการตกลงในถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement ระหว่างไทยและกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีโอกาสก็ต้องคุยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เราไม่ได้ไปเยือนเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA81)
ยอดใช้ไทยช่วยไทยฯ1.61แสนล.
ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40)ข้อมูลจนถึงวันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น.ว่า มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 161,555.6 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,528 ราย สะท้อนการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการไปสู่ประชาชน ร้านค้า และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ ยอดใช้จ่ายสะสม 161,555.6 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินภาครัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติรวม 155,335.8 ล้านบาท และผ่าน Food Delivery รวม 6,219.8 ล้านบาท
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทยฯ ไม่ได้อยู่เพียงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่เป็นกลไกร่วมจ่ายที่นำเงินภาครัฐมาสมทบกับกำลังซื้อของประชาชน และส่งต่อไปเป็นรายรับของร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคบริการ ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
“ยอดใช้จ่ายกว่า 1.61 แสนล้านบาท สะท้อนว่าความช่วยเหลือถูกนำไปใช้กับสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายกว่า 6.86 หมื่นล้านบาท ทำให้เม็ดเงินจากภาครัฐสามารถต่อยอดเป็นกำลังซื้อและรายรับของร้านค้าได้มากขึ้น มาตรการนี้จึงช่วยลดภาระประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน”นางสาวลลิดากล่าว
ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน โดย Fitch Ratings ประเมินว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และต้นทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนจากการบริโภคและมาตรการภาครัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
คลังชงครม.22กย.ขยายเวลาโครงการ
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการที่ช่วยประชาชนได้ตรงจุดและทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ไทยช่วยไทย พลัสจึงดูแลทั้งสองด้านพร้อมกันคือช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และช่วยประคองรายได้ของผู้ประกอบการ โดยยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสะท้อนการหมุนเวียนของกำลังซื้อไปสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับแนวทางดำเนินมาตรการระยะต่อไป รองโฆษกรัฐบาลเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมนำผลการดำเนินงานและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 โดยการขยายระยะเวลา วงเงิน สิทธิหรือเงื่อนไขต่างๆ ต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลจะแจ้งรายละเอียดเป็นทางการให้ประชาชนทราบโดยเร็วขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการ และอย่าหลงเชื่อข้อความที่ระบุว่าโครงการระยะต่อไปได้รับอนุมัติแล้วก่อนมีมติคณะรัฐมนตรี
สำหรับโครงการระยะปัจจุบัน ผู้ได้รับสิทธิยังสามารถใช้สิทธิได้ตามหลักเกณฑ์จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ สิทธิคงเหลือในแต่ละเดือนไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

