รักชนก บี้ รมว.คลัง แก้ปัญหา กยศ.ขาดสภาพคล่อง หวั่นเด็กหลุดระบบการศึกษา

"รักชนก-ธีรศักดิ์" ไล่บี้ รมว.คลัง แก้ปัญหา กยศ.ขาดสภาพคล่อง ทำเด็กบางมหาวิทยาลัยเสี่ยงถูกห้ามสอบ–หลุดจากระบบ ซัด "เอกนิติ" เมินเติมเงินกองทุน จี้ ใช้งบกลางช่วยด่วนเร่งเคาะทางออกให้ชัดก่อน 30 ก.ย. นี้
21 ก.ย.69 ที่รัฐสภา การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ครั้งที่ 13 ของพรรคประชาชน ซึ่งมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธาน พร้อมด้วย น.ส.รักชนก ศรีนอก และนายธีรศักดิ์ จิระตราชู สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวถึงปัญหาสภาพคล่องของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พร้อมเสนอแนวทางช่วยเหลือนิสิตนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ
น.ส.รักชนก กล่าวว่า ขณะนี้ กยศ.ขาดสภาพคล่องทั้งในปีงบประมาณ 2569 และปีงบประมาณ 2570 ซึ่งตั้งงบประมาณไว้ไม่เพียงพอ โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้กู้รายเดิมที่สำเร็จการศึกษาแล้วอาจไม่ได้ชำระเงินคืนกองทุน แต่เรื่องดังกล่าวสามารถเข้าใจได้จากสภาพเศรษฐกิจและสังคม เพราะผู้กู้ กยศ.ไม่ใช่ผู้มีฐานะดีตั้งแต่แรก รัฐบาลจึงควรคาดการณ์ตัวเลขเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า กยศ.ไม่ได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้อยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีปัจจัยสำคัญ 2 ประการที่ทำให้กองทุนประสบปัญหา ได้แก่ การแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฉบับที่ 2 เมื่อปี 2566 ซึ่งลดอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ส่งผลให้รายได้ของกองทุนลดลง และต้องนำเงินบางส่วนไปคืนผู้กู้ ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับยังทำให้ผู้กู้บางรายนำเงินที่มีไปชำระหนี้ประเภทอื่นก่อน ส่วนอีกปัจจัยคือการลดงบประมาณสมทบให้แก่กองทุน ปัจจุบันนักศึกษาหลายแห่งกำลังได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการจ่ายเงินของ กยศ. โดยบางมหาวิทยาลัยแจ้งว่า หากกองทุนไม่จ่ายเงินให้มหาวิทยาลัยก็จะไม่อนุญาตให้นักศึกษาเข้าสอบ
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ตนเข้าใจความรู้สึกของนักศึกษา เพราะเคยเป็นผู้กู้ กยศ. เนื่องจากมีปัญหาความยากจนและฐานะทางการเงินของครอบครัวไม่เพียงพอต่อการศึกษาเช่นกัน และสำหรับปีงบประมาณ 2570 กยศ.ยังขาดเงินอีกประมาณ 7,000 ล้านบาท ทั้งที่รัฐบาลเห็นปัญหามาแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 แต่กลับไม่ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ทั้งนี้เงิน 7,000 ล้านบาทไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือชีวิตของผู้ปกครองและนักศึกษา หากไม่ได้กู้ยืมก็อาจต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ทำให้โอกาสในการประกอบอาชีพลดลง และรัฐบาลอาจต้องใช้งบประมาณเพื่อติดตามเด็กกลับเข้าสู่ระบบมากกว่าการเติมเงินให้กองทุนในขณะนี้
น.ส.รักชนก ยังฝากคำถามถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า กยศ.อยู่ภายใต้กระทรวงการคลัง แต่ตั้งแต่นายเอกนิติเข้ารับตำแหน่งยังไม่เคยออกมาพูดถึงปัญหานี้ ทั้งยังเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งสามารถตัดงบประมาณได้กว่า 11,600 ล้านบาท แต่ไม่ได้แปรงบมาเติมให้ กยศ.แม้แต่บาทเดียว ทั้งที่ฝ่ายค้านเสนอให้นำงบประมาณบางส่วนมาเติมกองทุน อย่างน้อย 2,000-4,000 ล้านบาท
"รัฐบาลสามารถละลายเงินไปกับหลายสิ่งหลายอย่างได้ แต่เงินในกองทุนนี้จะต่อลมหายใจให้กับเด็ก ๆ ต่อชีวิตให้กับเด็ก ๆ ทำให้เด็ก ๆ สามารถอยู่ต่อในระบบการศึกษาต่อไปได้ และมันคืออนาคตของประเทศนี้ ดิฉันเรียกร้องให้ท่านจริงจังในการจัดการแก้ไขปัญหาให้มากกว่านี้ เติมเงินเข้ามา" น.ส.รักชนก กล่าว
ด้าน นายธีรศักดิ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลขณะนี้มีลักษณะ "ปากว่าตาขยิบ พูดอย่างทำอย่าง" เนื่องจากนายเอกนิติเคยประกาศว่าให้ความสำคัญกับการศึกษา รวมถึงการยกระดับและปรับทักษะ หรือ Upskill และ Reskill แต่เมื่อเกิดปัญหากลับไม่ออกมาพูดหรือแสดงท่าที ปล่อยให้นักศึกษาและครอบครัวเผชิญปัญหาด้วยตัวเองมานาน 2-3 เดือน
นายธีรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายที่ว่า ต้องแก้ปัญหาหนี้เสีย หรือ NPL ก่อน กยศ.จึงจะมีเงินให้ผู้กู้รายใหม่ โดยเห็นว่ารัฐบาลต้องแก้ปัญหาหนี้เสียควบคู่กับการจัดหางบประมาณหรือมาตรการช่วยเหลือนักศึกษาที่อยู่ในระบบ พร้อมเสนอแนวทางเร่งด่วน 3 ประการ ได้แก่ 1.รัฐบาลต้องจัดสรรงบกลางเพื่อเพิ่มโอกาสการกู้ยืมให้แก่นิสิตนักศึกษา และต้องมีความชัดเจนภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ โดยหากดำเนินการอย่างจริงจังก็สามารถจัดสรรงบประมาณได้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน เพื่อป้องกันไม่ให้มหาวิทยาลัยของรัฐและโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนให้นักศึกษาพ้นสภาพ
นายธีรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องแถลงร่วมกับปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ กยศ. เพื่อยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะไม่มีเด็กคนใดต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา และทำให้ได้ตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาว่าให้ความสำคัญกับการศึกษา และ 3.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ต้องเร่งเปิดโต๊ะเจรจากับมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทุกแห่งที่กำลังประสบปัญหา ให้ชะลอการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาออกไปจนกว่าจะมีความชัดเจน พร้อมหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งการจัดหางานเสริม ทุนการศึกษา และแหล่งเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
นายธีรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กยศ.ควรเร่งส่งสัญญาณไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อชี้แจงสถานการณ์และแนวทางเตรียมความพร้อม เนื่องจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กำลังจะจบภาคเรียนที่ 1 และเตรียมเข้าสู่มหาวิทยาลัย เพื่อไม่ให้ปัญหาในลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำ และทำให้นักศึกษาต้องออกมาเรียกร้องกันทุกปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

