บทบรรณาธิการ : 22 กันยายน 2569

ปกป้องเด็กจากภัยโซเชียลมีเดีย
กระแสความตื่นตัวในการปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยคุกคามยุคใหม่ที่สร้างพฤติกรรมเสพติดอย่าง “การใช้โซเชียลมีเดีย” เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะการใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบโดยตรงกับความคิด อารมณ์ พฤติกรรมทางสังคม และสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อย ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่เอาจริงกับเรื่องนี้ด้วยการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด ห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่าเกณฑ์ใช้งานโซเชียลมีเดีย ตามด้วยประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย และมาเลเซีย และมีอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงสหภาพยุโรปที่ต้องการออกกฎหมายครอบคลุมระดับภูมิภาคทั้ง 27 ประเทศด้วย
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายห้ามผู้ที่เกิดหลังปีที่กำหนดซื้อบุหรี่ตลอดชีวิต ดังเช่นที่เคยเสนอในนิวซีแลนด์ มาเลเซีย และผ่านเป็นกฎหมายแล้วในสหราชอาณาจักร ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของไทยก็ให้ความสนใจกับมาตรการนี้เพื่อปกป้องเยาวชนจากผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกรูปแบบเช่นเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “เราห่วงใยเด็ก ๆ มากเพียงใด” แต่อยู่ที่ “มาตรการห้ามแบบเด็ดขาดจะสามารถนำมาใช้และเกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริงในสังคมไทยเพียงใด” เพราะข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาคือ ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเยาวชน เรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่เขียนไว้ครอบคลุมและรัดกุม แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนเรื้อรังเสมอมาคือ “ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย” การควบคุมการเข้าถึงสื่อลามกอนาจารทางออนไลน์ การห้ามขายบุหรี่แก่เด็ก หรือการตรวจอายุตามร้านค้า ยังคงมีช่องโหว่และมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้เห็นเสมอ
ของที่มียังบังคับใช้ได้ไม่เต็มที่ หากเราคลอดกฎหมายห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียหรือห้ามซื้อบุหรี่ตลอดชีวิตออกมาอีกฉบับ โดยไร้ซึ่งกลไกบังคับใช้ที่เข้มแข็ง กฎหมายนั้นก็อาจกลายเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ที่ไร้ความหมาย
ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ คำถามเรื่อง “การห้ามเด็ดขาดช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริงหรือ” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ในออสเตรเลียที่มีการบังคับใช้กฎหมายจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีแล้ว มีผลการศึกษาพบว่าเยาวชนกว่า 8 ใน 10 คนที่ทำการสำรวจยังมีการเข้าถึงแพลตฟอร์มเหล่านี้ เพราะมีบัญชีผู้ใช้ที่สมัครทิ้งไว้ และแพลตฟอร์มเองก็ยังไม่มีกลไกตรวจสอบอายุที่รัดกุมมากพอ งานวิจัยฉบับนี้ยังเตือนว่ากฎหมายนี้อาจทำให้ผู้ปกครองรับรู้ถึงการใช้งานโซเชียลมีเดียของลูกหลานลดลงด้วย การสั่งห้ามโดยไม่สร้างความเข้าใจหรือไม่มีทางเลือกอื่นรองรับ มักนำไปสู่พฤติกรรม “แอบแฝง” เช่น การสวมรอยใช้ตัวตนปลอม (Fake Account) การใช้ VPN หลบเลี่ยงระบบคัดกรอง การเข้าสู่ตลาดมืดเพื่อหาซื้อสินค้า หรือแม้แต่อาชีพรับหิ้วที่พร้อมแหกกฎ ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เยาวชนตกอยู่ในอันตรายที่ยากต่อการสอดส่องดูแลยิ่งกว่าเดิม
ในยุคที่โลกดิจิทัลไร้พรมแดน และประชาชนทุกเพศทุกวัยมีทางเลือกในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจได้อย่างอิสระ คำถามสำหรับผู้นำประเทศคือ บทบาทหน้าที่แท้จริงของรัฐควรเป็นอย่างไร ควรใช้อำนาจเบ็ดเสร็จด้วยการ “ห้าม” ที่สุ่มเสี่ยงต่อการจำกัดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ หรือควรเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะและพื้นที่ดิจิทัลที่ปลอดภัย ที่ทำได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายเดิมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน และดึงแพลตฟอร์มเข้ามามีส่วนรับผิดชอบ บังคับให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต้องมีระบบตรวจสอบอายุที่รัดกุม ปรับอัลกอริทึมไม่ให้ส่งเนื้อหาที่ชวนเชื่อ เป็นภัยต่อสุขภาพจิตมายังบัญชีของบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งาน และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความรู้เท่าทัน เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ให้เยาวชน สถาบันครอบครัว และโรงเรียน เพื่อให้พวกเขารู้จักกำกับดูแลตนเอง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด
การปกป้องเด็กและเยาวชนให้ห่างไกลจากพฤติกรรมเสพติด ทั้งจากสิ่งเสพติดแบบดั้งเดิม และการใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นภารกิจเร่งด่วน แต่รัฐไม่ควรอาศัยเพียงแนวคิดการห้ามแบบสุดโต่งเพื่อแสดงอำนาจเด็ดขาด ที่สร้างเพียงผลงานเชิงสัญลักษณ์ แล้วทิ้งภาระการบังคับใช้ไว้กลางทาง ถึงเวลาที่ตามทันคนรุ่นใหม่และเลือกเส้นทางที่ปฏิบัติได้จริง ตรงจุด เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตในโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องสูญเสียคุณค่าและจิตวิญญาณแห่งชีวิตวัยเด็กไปอย่างน่าเสียดาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

