คอลัมน์ : สั้นสั้น วันอังคาร

รั้วมนุษย์
สองสามวันมานี้ (ก่อนเขียนต้นฉบับ) มีข่าวที่ไม่ควรจะเล็ก แต่กลับดังน้อยกว่าข่าวดาราชายกับดาราสาวฟ้องหมิ่นประมาทกัน นั่นคือข่าว พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงผู้บริหารอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประชุมร่วมกันเกี่ยวกับหมู่บ้านในจังหวัดชายแดนของไทยเรา
ตัวกระตุ้นก็มาจากการรบพุ่งกันระหว่างไทยกับเขมร 2 ครั้งที่ผ่านมานั่นล่ะ
ภาษาทางการก็บอกว่า “เพื่อพิจารณาแนวทางบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อน (ร่าง) โครงการสร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชุมชนชายแดนไทย พ.ศ. 2570–2574 หรือ “โครงการบ้านมั่นคงชายแดน” ก่อนนำข้อคิดเห็นจากการหารือไปปรับปรุงรายละเอียด และดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป”
โครงการที่ยังเป็นฉบับร่างนี้จัดทำโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีเป้าหมายยกระดับความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย, ที่ดินทำกิน และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างศักยภาพของชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองและมีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่
ที่สำคัญคือ การเป็นรั้วมนุษย์ที่มีชีวิต เพราะประเทศไทยมีพรมแดนติดกับเพื่อนบ้านอยู่หลายประเทศ ต้องกระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้านที่นิสัยไม่ค่อยดีอย่างเขมร, พม่าก็รบพุ่งกันภายใน และนำความเดือดร้อนมาสู่ประเทศไทยด้วย และมาเลย์ก็ใช่ว่าคบง่ายเสียเมื่อไหร่ ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคงเหล่านี้ก็คือประชาชนในพื้นที่ชายแดนนั่นเอง แต่ในทางกลับกัน รั้วมนุษย์ก็สามารถเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการดูแลพื้นที่ เฝ้าระวัง และสร้างความมั่นคงได้จากฐานราก
ความจริงแนวคิดแบบนี้เคยมีมาก่อนแล้ว เรียกว่า “หมู่บ้านป้องกันตนเองตามแนวชายแดน” หรือ “หมู่บ้านความมั่นคง” ที่ให้ทหารผ่านศึก หรือทหารที่ต้องการมาอยู่ที่ชายแดน ทั้งทำหน้าที่ในการดูแลพื้นที่ชายแดนและมาจับจองพื้นที่ทำมาหากิน ป้องกันไม่ให้เขมรใช้พลเรือน หรือเอาทหารปลอมตัวเป็นพลเรือนพ่วงพาครอบครัว บุกรุกล้ำเขตแดนเข้ามายึดครองพื้นที่ในประเทศไทย เหมือนเช่นที่ผ่านมา
แต่จะให้ทหารผ่านศึกและครอบครัว, ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ, ทหารพราน และทหารอาสา รวมถึงประชาชนที่อยากมีที่ทำกิน มาเสี่ยงชีวิตเป็นรั้วประเทศเฉยๆ ใครก็ไม่อยากจะมาอยู่สักเท่าไหร่ ทุกวันนี้เบี้ยเลี้ยงจากการรบคราวที่แล้วจ่ายครบหรือยังก็ไม่รู้
โครงการที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่นี้จะต้องพัฒนาให้รอบด้าน ทั้งคุณภาพของที่อยู่อาศัย, สาธารณูปโภค, การทำมาหากินเพื่อมีรายได้ และจัดสรรสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะได้ไม่มีปัญหาตามหลัง นอกจากนั้น ถ้ามีชุมชนเกิดขึ้น ก็ต้องมีการฝึกฝน เตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและการคุกคามในรูปแบบต่างๆ
ตามข่าวว่า โครงการวางกรอบดำเนินงานระหว่างปี 2570-2574 ครอบคลุม 26 จังหวัดชายแดน ซึ่งรวมเอาไว้ด้วย 94 อำเภอ และ 225 ตำบล มีจำนวนครัวเรือนประมาณ 259,037 ครัวเรือน โดยในปี 2570 จะเริ่มนำร่องบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 5 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์, ศรีสะเกษ, บุรีรัมย์, อุบลราชธานี และสระแก้ว ก่อนพิจารณาขยายผลไปยังพื้นที่ชายแดนด้านอื่นตามลำดับ
โครงการนี้ดีเลย ต้องชื่นชมกัน แต่...แหม อยากจะให้เริ่มวันนี้ พรุ่งนี้ เสียด้วยซ้ำ
เพราะจะได้สอดรับไปกับการสร้างรั้วกั้นเขตแดนระหว่างไทยและเขมร ซึ่งระยะแรกก่อสร้างเสร็จไปแล้วบริเวณบ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี (ระหว่างหลักเขตแดนที่ 52-54) แต่ระยะทางยังจุ๋มจิ๋มอยู่แค่ 1.3 กิโลเมตร และระยะที่ 2 เห็นว่า กองทัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าสร้างต่อเนื่องในความยาวกว่า 8 กิโลเมตร เป็นการยกระดับความมั่นคงตามแนวชายแดน
ส่วนจะสร้างติดต่อกันทั้ง 700 กว่ากิโลเมตรตามที่คนไทยส่วนใหญ่อยากให้ทำ อาจจะไม่ทำทั้งหมด บางส่วนคงจะใช้แนวสันปันน้ำตามธรรมชาติ
แต่ก็อีกนั่นแหละ เขมรมันเก่งทั้งขุด ทั้งปีนป่าย ยังวางใจไม่ได้ ถ้าไม่ทำให้ครอบคลุมเด็ดขาดก็เกรงว่าจะบุกรุกเข้ามายึดที่ดิน แล้วอ้างแบบหน้าด้าน ไม่ยอมออกไป เหมือนที่เคยทำกันมาหลายชั่วคน
ตอนนี้ ระหว่างไทยกับเขมร ถือว่าเรากำลังมาดีบนเวทีต่างประเทศก็กะซวกนิ่มๆ แบบเถียงไม่ออกไปหลายดอก การปิดด่านก็ส่งผลให้เขมรเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจหนักทีเดียว แม้ว่าจะมีพวกฝรั่งอีกหลายประเทศยังคอยช่วยบริจาคอยู่ก็ตาม ความเข้มแข็งของคนในประเทศไทยเท่านั้นที่จะรักษาความได้เปรียบนี้ และจะช่วยให้เกิดความสงบไปอีกนาน
แต่ถ้าพ่อค้านายทุนเจ้าของสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่, ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และข้าราชการแถบชายแดน (ไม่ว่าจะสีอะไร) ยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ เรื่องก็จะกลับมาวนลูปแบบเดิมๆ คนที่เดือดร้อนและบาดเจ็บล้มตาย ก็จะเป็นชาวบ้านและทหารชั้นผู้น้อย-เหมือนที่เคย
ทิวา สาระจูฑะ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

