บทบรรณาธิการ : 26 กันยายน 2569

ประเทศไทยกำลังอยู่ในจอเรดาร์นักลงทุน การเมืองต้องไม่ทำลายความเชื่อมั่น
การเดินทางไปสหรัฐอเมริกาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ เพื่อเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ หรือ UNGA81 นอกจากภารกิจด้านการต่างประเทศแล้ว สิ่งที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน คือการพบปะภาคธุรกิจนักลงทุนสถาบัน และผู้บริหารตลาดทุนชั้นนำของสหรัฐฯ
โดยเฉพาะการหารือกับนักลงทุนที่จัดร่วมกับ Bank of America และ Jefferies การพบผู้บริหาร PIMCO รวมถึงภาคเอกชนสหรัฐฯ กว่า 20 บริษัท เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการนำเสนอประเทศไทย แต่คือการนำประเทศไทยเข้าไปอยู่ในสายตาของผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องเงินทุนระดับโลก
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า นักลงทุนตอบรับประเทศไทยอย่างไร
ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI กำลังให้คำตอบที่น่าสนใจ โดยช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน **1,299 โครงการ มูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37%** เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กลุ่มดิจิทัลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มีมูลค่าคำขอสูงถึงประมาณ **1.12 ล้านล้านบาท**
ขณะเดียวกัน Fitch Ratings เพิ่งปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก **Negative เป็น Stable** และคงอันดับที่ BBB+ ทำให้ปัจจุบัน Fitch, Moody’s และ S&P ต่างมีมุมมองต่อประเทศไทยเป็น **Stable**
นี่คือสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
เพราะการตัดสินใจนำเงินจำนวนมหาศาลเข้ามาลงทุน ย่อมต้องพิจารณาทั้งศักยภาพตลาด โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุน และที่สำคัญคือ **เสถียรภาพและความแน่นอนของประเทศ**
ประเทศไทยอาจไม่ได้มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค แต่ตัวเลขการลงทุนสะท้อนว่าไทยยังมีฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่การผลิตที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสนใจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการดึงนักลงทุนเข้ามา แต่คือ **ทำอย่างไรจึงจะรักษาความเชื่อมั่นนี้ไว้**
คำว่า “การเมืองต้องไม่ทำลายความเชื่อมั่น” จึงต้องเข้าใจให้กว้างกว่าการเมืองในสภา ไม่ได้หมายถึงเฉพาะรัฐบาล พรรคการเมือง หรือนักการเมือง แต่รวมถึง **การเมืองบนท้องถนน กลุ่มเคลื่อนไหว และการชุมนุมทางการเมือง** ด้วย
แน่นอนว่า การแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบ และการชุมนุมเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย และสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมาย แต่ทุกฝ่ายต้องตระหนักว่า การเมืองที่สร้างความขัดแย้งยืดเยื้อ รุนแรง หรือทำให้เกิดความไม่แน่นอน ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศโดยรวม
นักลงทุนไม่ได้ต้องการประเทศที่ไม่มีความเห็นต่างแต่ต้องการเห็นว่า **เมื่อมีความเห็นต่าง ประเทศยังสามารถบริหารจัดการความขัดแย้งได้ภายใต้ระบบและกติกา
การตรวจสอบรัฐบาลทำได้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองทำได้ แต่ต้องไม่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่นักลงทุนต้องตั้งคำถามถึงความต่อเนื่องของนโยบายและความแน่นอนในการประกอบธุรกิจ
ขณะที่รัฐบาลกำลังเดินทางไปเชิญชวนเงินทุนจากทั่วโลก ภารกิจสำคัญไม่แพ้กันคือทุกฝ่ายภายในประเทศต้องช่วยกันรักษาสิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
เพราะวันนี้ทั้งตัวเลข BOI และมุมมองของสถาบันจัดอันดับระดับโลกกำลังส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยยังอยู่ในสายตาของนักลงทุน โอกาสกำลังเปิด แต่ความเชื่อมั่นต้องไม่ถูกทำลายจากการเมืองเสียเอง**
เงินลงทุนหนึ่งก้อนอาจสร้างโรงงานหนึ่งแห่ง แต่ความเชื่อมั่นที่รักษาไว้ได้ อาจสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไปได้อีกหลายสิบปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

