คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

กรณี‘บัตรเลือกตั้ง’กกต.ไม่ผิดแต่ทีหลังอย่าทำ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับรหัส “คิวอาร์โค้ด” (QR Code) และรหัสแท่ง“บาร์โค้ด” (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมานั้น จบแบบไม่จบ เพราะผลคำวินิจฉัยไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของฝ่ายที่ต้องการจะให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 “เป็นโมฆะ” เพื่อจะได้ล้างไพ่เลือกตั้งกันใหม่อีกรอบ
โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์9 ต่อ 0 ในกรณีรหัส “คิวอาร์โค้ด” และมีมติโดยเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 กรณีรหัส “บาร์โค้ด”ว่าไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (3) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ทั้งนี้ กรณีรหัส “บาร์โค้ด” นั้น ตุลาการเสียงข้างน้อย 1 เสียง คือ นายนภดล เทพพิทักษ์ เห็นว่า การใช้รหัส “บาร์โค้ด” ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สามารถสืบย้อนกลับถึงตัวบุคคลที่ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้ และมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญูอันเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ส่วน 8 คนเสียงข้างมากที่เห็นตรงกันข้ามกับนายนภดล ประกอบด้วย นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ, นายสราวุธ ทรงศิวิไล และ พล.ต.ท.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช
ย้อนกลับไปดูที่มาของกรณีนี้ เริ่มมาจากหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผลการเลือกตั้งออกมาโดยพรรคประชาชนได้รับเลือกตั้ง สส.เข้ามาเป็นอันดับสอง รองจากพรรคภูมิใจไทย ต่างไปจากที่พรรคประชาชนเชื่อตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งว่าจะชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ และโพลของบางสำนักที่สังคมรับรู้ว่าเอียงข้างพรรคส้ม ก็มีผลสำรวจออกมาเช่นนี้เหมือนกัน
ด้วยเหตุนี้ กรณีบัตรเลือกตั้งที่มีรหัส“คิวอาร์โค้ด” และรหัส “บาร์โค้ด” โดยการจัดทำของ กกต. จึงกลายเป็น “สารตั้งต้น” ของการกล่าวหาว่ามี “การโกงการเลือกตั้ง” อย่างเป็นขบวนการ และมีผู้ไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมทั้งหมด 22 คำร้อง เพื่อขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ว่าการที่ กกต. พิมพ์รหัสคิวอาร์โค้ด และรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้ “การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความลับ” เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งจนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับใคร และพรรคการเมืองใด ถือว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมานั้น ระบุว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (2) กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่และอำนาจควบคุมการเลือกตั้งและการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมไปถึงการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง เช่น การซื้อเสียง การใช้อิทธิพลต่างๆ ฉะนั้น วิธีการออกเสียงเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ ตามมาตรา 84 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ย่อมหมายถึง “ความลับแบบมีเงื่อนไข” ที่ต้องคำนึงถึงดุลยภาพกับการควบคุมตรวจสอบตามหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตเที่ยงธรรม
ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การใช้รหัส “คิวอาร์โค้ด”บนบัตรเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยงไปสืบทราบ และตรวจสอบตัวตนของผู้ลงคะแนนเสียงได้ ส่วนรหัส “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า กกต.จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อเป็นเครื่องมือระบุ และจำแนกบัตรแต่ละใบว่าบัตรนั้นอยู่ในชุดใด หรือได้รับการจัดสรรไปยังเขตหรือหน่วยเลือกตั้งใด
อีกทั้ง ศาลรัฐธรรรมนูญยังชี้ว่า การระบุข้อมูลดังกล่าว คือการใช้รหัส “คิวอาร์โค้ด” และรหัส “บาร์โค้ด” เป็นการกำหนดบัตรเลือกตั้ง เพื่อควบคุมตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบริหาร เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะไปทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด
นอกจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญยังเห็นว่า การกำหนดรหัสหรือรหัสเฉพาะ ย่อมช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรเลือกตั้งนั้นใช้ในการจัดสรรมาให้พื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ได้ ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบ และพยานหลักฐานจากการไต่สวน ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่กำหนดให้มีรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถือได้ว่าเป็นการทำลายหรือทำให้สาระสำคัญของหลักการการเลือกตั้งโดยลับ และเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนเสียไป
ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่า กกต.จะไม่มีความผิดแต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังชี้ว่า ข้อเท็จจริงของกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ด้วยการคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่ระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
สรุปก็คือ กกต.ไม่ผิด แต่ทีหลังอย่าทำ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

