ตั้งตร.ร่วมทำคดีโกงสอบ ปปช.จัดหนัก ล่าตัวนายหน้า-ผู้บงการ มท.โต้วุ่นโยนเผือกร้อน

ผบช.ก.แย้ม ผนึกกำลังป.ป.ช. ตามไล่ล่านายหน้า ผู้มีอิทธิพลโกงสอบขรก.ท้องถิ่น สิ้นสิงหาคมนี้ได้เห็นโฉมไอ้โม่งทั้งหลาย ขณะที่มท.4 ปัดโยนเผือกร้อน 5,925 ราย ให้ท้องถิ่นถอดถอนขรก.สีเทาเอี่ยวโกงสอบ ยันต่างฝ่ายต่างทำตามขั้นตอน “นิรัตน์”ระบุพร้อมแนบคะแนนโกงประกอบเป็นหลักฐานให้ท้องถิ่นเชือด
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า หลังจากพนักงานสอบสวนสืบสวน พบเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง จึงได้ออกหมายเรียกเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาก่อนหน้านี้ ทั้ง นายเรืองเดช ศิริกิจ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว), นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) รวมถึงกลุ่มผู้ร่วมกระบวนการแก้ไขคะแนนข้อสอบ
ถึงคิวเชือดนายหน้า
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สรุปสำนวนส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว ล่าสุด ป.ป.ช.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนพิเศษ พร้อมทั้งส่งข้อมูลเอกสารบางส่วนกลับมาให้ทางตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อในอีกหลายประเด็น ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการอย่างเข้มงวด สำหรับกลุ่มนายหน้าและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในลำดับถัดไป
“ยืนยันว่าตำรวจจะเร่งดำเนินการตามพยานหลักฐานที่ ป.ป.ช. ส่งมา และจะรวบรวมผลการปฏิบัติงานส่งกลับให้ ป.ป.ช. พิจารณาเช่นเดียวกัน โดยขอเวลาให้คณะทำงานและพนักงานสอบสวนได้ทำงานเพิ่มเติม คาดว่าภายในช่วงสิ้นเดือนนี้ถึงต้นเดือนหน้า จะมีความคืบหน้าของคดีที่ชัดเจนยิ่งขึ้น”ผบช.ก.ย้ำ
ส่วนกลุ่มผู้เข้าสอบที่สอบผ่านและบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการไปแล้วนั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังมีอีกหลายกลุ่มที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ต้องรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก ป.ป.ช. ก่อนจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
สำหรับพยานหลักฐานว่าจะเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่นั้น อยากให้รอการพิจารณาจากคณะกรรมการชุดใหญ่ของ ป.ป.ช. แต่ยืนยันว่าคดีนี้ตำรวจและป.ป.ช. ยังคงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการเงียบหายอย่างแน่นอน และจะตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างถึงที่สุด
ปัดโยนบาปให้ท้องถิ่น
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวถึงกรณีที่นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)ลำพูน ที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคำสั่งส่วนกลาง ที่ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเซ็นปลดข้าราชการที่เข้าข่ายทุจริตสอบออกจากราชการ ขาดความชัดเจน เหมือนเป็นการโยนเผือกร้อนมาให้ท้องถิ่น โดยที่คนส่วนกลางไม่ต้องรับผิดชอบในคำสั่งตัวเอง
โดยกล่าวว่า ไม่ต้องกังวลขนาดนั้น เพราะก่อนที่จะไปถึงในขั้นตอนของจังหวัด ซึ่งก.จังหวัด จะไปแจ้งเทศบาล อบต.และอบจ.ต่างๆ ในจังหวัดตัวเอง ทางส่วนกลางทั้ง สถ.และก.กลาง ได้ทำหน้าที่ครบขั้นตอนของตนเองเรียบร้อย จนกระทั่งมีผลคะแนนที่ถูกต้องที่ใช้เทียบกับผลคะแนนที่อ้างว่าถูก แต่มีถูก โดยขณะนี้ได้ส่งแยกไปรายจังหวัด ซึ่งตอนนี้ขั้นตอนอาจจะยังไม่ถึง และแต่ละท้องถิ่นก็จะเห็นข้อมูลดังกล่าว
แนบเอกสารทุจริตให้ด้วย
นายนิรัตน์ ระบุเพิ่มเติมว่า แต่ละจังหวัดก็จะมีการประชุม ก.จังหวัด ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้ ซึ่งสิ่งนายก อบจ.ลำพูนแสดงความกังวลออกมา ตนเข้าใจว่า ก.จังหวัดลำพูน เขายังไม่ได้เรียกประชุม ท่านอาจจะยังไม่เห็น แต่เราจะส่งข้อมูลไปพร้อมใบคะแนน
ส่วนที่นายก อบจ.ลำพูน มีการแฉว่า ผู้ใหญ่ใน สถ.กดดันอย่าโวยวาย และรีบเซ็นให้จบเรื่อง นายนิรัตน์ ร้องโห ก่อนระบุว่า “ไม่ใช่ผมแน่นอน ต้องมีใหญ่กว่าผมแล้วแหละ ถ้าเป็นแบบนั้น” พร้อมกล่าวด้วยว่า ตนมั่นใจว่า ไม่มี เพราะการเซ็นประเภทนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำเพื่อรักษาความถูกต้องของระบบการคัดคนในการเข้ารับราชการ จะไปบังคับใครให้เซ็นไปก่อนเป็นไปไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
มท.4เดินหน้าลุยงาน
สำหรับประเด็นการโยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่นปลดขรก.สีเทาจากการโกงสอบนั้น นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ปฎิเสธในเรื่องดังกล่าวและว่า ไม่ใช่การโยนภาระให้ท้องถิ่น แต่เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และส่วนกลางต้องรับผิดชอบในการกำหนดข้อมูล หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติให้มีความชัดเจน ดังนั้นกรณีดังกล่าวต้องแยกให้ออกระหว่างการตรวจพบความผิดปกติกับการดำเนินการด้านสถานะบุคคล เพราะแต่ละขั้นตอนอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การนำรายชื่อ 5,925 รายไปให้ท้องถิ่นตัดสินเองว่าใครผิดหรือใครต้องออกจากราชการ
“ผมขอพูดให้ชัดว่า นี่ไม่ใช่การโยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่น ส่วนกลางเป็นคนตรวจสอบข้อมูล เป็นคนกำหนดแนวทาง และเป็นคนส่งข้อมูลที่ผ่านกระบวนการมาแล้ว ส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตัวเองเมื่อได้รับข้อมูลและแนวทางที่ชัดเจน เรื่องนี้ต้องแยกบทบาทกันให้ถูก ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าทุกอย่างโยนให้ท้องถิ่น ทั้งที่ระบบราชการแต่ละระดับมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน” นายวรศิษฎ์ กล่าว
เผยท้องถิ่นไม่ได้เริ่มต้น
รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่ม 5,925 รายที่พบว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบนั้น กระบวนการไม่ได้เริ่มต้นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลในกระบวนการสอบแข่งขัน เมื่อพบความผิดปกติจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะมีการกำหนดแนวทางดำเนินการและส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“ถ้าส่วนกลางตรวจพบว่าคะแนนมีปัญหาแล้วไม่ดำเนินการ คนก็จะถามว่าทำไมมหาดไทยปล่อยให้คนที่ได้คะแนนมาโดยไม่ถูกต้องอยู่ในระบบต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อเราตรวจพบความผิดปกติ เราต้องแก้ไข แต่การแก้ไขต้องทำตามขั้นตอน ไม่ใช่ใช้อารมณ์ และไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบแทนทั้งระบบ” นายวรศิษฎ์ กล่าว
นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า การดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเดินไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการแก้ไขบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว และการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบในส่วนของความรับผิดทางอาญา ซึ่งเป็นคนละกระบวนการกัน
“ต้องเข้าใจว่าการที่มีรายชื่ออยู่ใน 5,925 ราย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุจริตหรือเป็นผู้กระทำความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มที่พบความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบ ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนใครจะมีความผิดทางอาญาหรือมีส่วนร่วมกับการทุจริตหรือไม่ เป็นเรื่องของหน่วยงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องพิสูจน์ต่อไป” นายวรศิษฎ์ กล่าว
ผู้บริสุทธิ์ต้องมีงานทำ
รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ในส่วนของผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการจากผลคะแนนที่มีปัญหา หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุตั้งแต่ต้น ก็ต้องดำเนินการแก้ไขสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะไม่สามารถปล่อยให้ความผิดพลาดหรือการทุจริตในกระบวนการสอบกลายเป็นสิทธิถาวรในระบบราชการได้
“หลักของผมง่ายมาก ใครได้สิทธิมาโดยไม่ถูกต้อง ก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ใครสอบด้วยความสามารถของตัวเองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็ต้องได้รับความเป็นธรรม และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เราจะไม่เอาคนสุจริตมาเป็นผู้รับผลกระทบจากการทุจริตของคนอื่น” นายวรศิษฎ์ กล่าว
นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนคือ อปท.ไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบหรือผู้ชี้ว่าคะแนนสอบของบุคคลใดผิดปกติ แต่เมื่อมีข้อมูลและแนวทางจากส่วนกลางแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดมีหน้าที่ดำเนินการด้านบุคคลตามกรอบอำนาจของกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่ควรนำคำว่า “โยนเผือกร้อน” มาอธิบายกระบวนการทั้งหมด เพราะจะทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า มหาดไทยผลักภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่มีแนวทางรองรับ

