สว. ยื่น ปปช. ไต่สวน 'สิทธิโชติ' ส่อฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ปมเปิดความลับคดีฮั้วสว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมาได้มีความเคลื่อนไหวของสมาชิกวุฒิสภา (สว.)บางส่วน โดยได้รวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวน สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากมีพฤติการณ์อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยการเปิดเผยรายละเอียดการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)
ทั้งนี้หนังสือที่เตรียมยื่นต่อปปช. ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมพิจารณาและลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีผู้ร้องจำนวนมากและมีข้อกล่าวหาหลายกลุ่ม โดยผลการประชุมดังกล่าวได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในฐานะกรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างน้อย โดยยอมรับว่าตนเองและนายชาย นครชัย เป็นกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยในประเด็นสำคัญของสำนวน และได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคะแนนลงมติเป็นรายกลุ่มหรือรายกรณี เช่น มติ 5 ต่อ 2 และ 6 ต่อ 1 รวมทั้งลักษณะบุคคลซึ่งถูกคำร้อง
คำร้องยังระบุอีกว่าเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 นายสิทธิโชติได้ร่วมงานเสวนา "คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้" จัดโดยราชบัณฑิตยสภา โดยกล่าวพาดพิงถึงเอกสารข่าวของ กกต. ว่ามีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ไม่รับสำนวนและเอกสารหลักฐานเส้นทางการเงินจากDSI โดยระบุว่าระหว่างพิจารณา DSI มีหนังสือแจ้งว่า มีหลักฐานในคดีฟอกเงิน หาก กกต. ต้องการพยานหลักฐาน ให้มีมติมา
เอกสารคำร้อง ระบุอีกว่า แม้กกต.จะมีข้อตกลงให้เปิดเผยจำนวนเสียงรายข้อกล่าวหา แต่คำให้สัมภาษณ์ภายหลังปรากฏรายละเอียดที่กว้างกว่าการบอกจำนวนเสียง ได้แก่ การระบุตัวกรรมการฝ่ายข้างน้อย เหตุผลในการลงมติ การประเมินความน่าเชื่อถือและน้ำหนักพยาน หลักฐานในสำนวน และรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน จึงมีเหตุอันควรให้ตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลที่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยทั้งหมดหรือไม่ และอยู่ในเขตการชี้แจงตามหน้าที่ขององค์กรหรือไม่
นอกจากนี้แม้ผู้ถูกกล่าวหาอาจเห็นว่าสำนวนในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งยุติแล้ว แต่ผลการลงมติยังเชื่อมโยงกับกระบวนการต่อหน้าศาลฎีกา การดำเนินคดีอาญา หรือการสืบสวนตามกฎหมายอื่น และคำให้สัมภาษณ์ของกรรมการผู้ร่วมพิจารณาสำนวนย่อมอาจกระทบต่อความไว้วางใจในความเป็นกลาง ความลับของการพิจารณา และความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ถูกพาดพิง
คำร้องดังกล่าวยังได้ระบุถึง มาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย
ข้อ 13 กำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมแห่งสถานภาพ
ข้อ 14 กำหนดให้รักษาไว้ซึ่งความลับในการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย รวมถึงเคารพมติของที่ประชุมฝ่ายข้างมากและเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด
ข้อ 15 กำหนดให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบของตนอย่างถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน
ข้อ 16 กำหนดข้อห้ามในการให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมการปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายขององค์กร
ข้อ 27 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ส่วนวรรคสองให้พิจารณาพฤติกรรม เจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายสำหรับการฝ่าฝืนในหมวด 2 และหมวด 3
ทั้งนี้ ผู้ร้องได้ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริงโดยเรียกพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ ประกอบด้วย คลิปภาพและเสียงคำให้สัมภาษณ์ของสิทธิโชติเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ฉบับเต็ม, รายงานข่าวจากสื่อมวลชนหลายสำนัก, บันทึกและไฟล์เสียงการประชุม กกต. วันที่ 14 กันยายน 2569
รวมถึงหลักฐานการหารือก่อนแถลงข่าวเกี่ยวกับขอบเขตข้อมูลที่จะเปิดเผย นอกจากนี้ยังขอให้เรียกสอบคำให้การของประธาน กกต., กรรมการ กกต. ทุกคน, เลขาธิการ กกต., โฆษก กกต. และผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

