ปิยะบุตร เปิดใจ ฟิเดล คาสโตร เป็นไอดอล นำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับไทย
18 สิงหาคม 2569 เวลา 09:33 น.

ปิยะบุตร เปิดใจ ฟิเดล คาสโตร เป็นไอดอล นำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับไทย
เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์บทความ ระบุว่า " [“ประวัติศาสตร์จะตัดสินให้ผมพ้นผิด” : รำลึก 100 ปีชาตกาล ฟิเดล คาสโตร]
ฟิเดล คาสโตร และพวก ตัดสินใจก่อการปฏิวัติล้มระบอบบาติสต้า ในวันที่ 26 กรกฎาคม 1953 โดยนำกองกำลังติดอาวุธบุกเข้ายึดค่ายทหาร Moncada ผลปรากฏว่า ล้มเหลว ถูกรัฐบาลบาติสต้าปราบปราม เสียชีวิต เกือบ 70 คน ถูกจับกุมคุมขังอีก 30 คน
ฟิเดล คาสโตร ถูกจับกุมคุมขัง และส่งศาลพิจารณาคดี เขาตระหนักดีอยู่แล้วว่าศาลและกระบวนการพิจารณาคดีอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการบาติสต้า ไม่ว่าจะสู้คดีอย่างไร ผลลัพธ์ก็ต้องถูกลงโทษอยู่ดี เมื่อเป็นคดี “การเมือง” ก็ต้องใช้ “การเมือง” โต้กลับ ดังนั้น ในการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1953 เขาจึงใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง เปลี่ยนเวทีแห่งกฎหมายและคดีความ ให้กลายเป็นเวทีแห่งการต่อสู้ทางการเมืองและปฏิวัติ
เนื้อหาในคำให้การต่อศาลนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของฟิเดล คาสโตร ทั้งในทางนิติศาสตร์ ในทางการเมือง ในทางวาทศิลป์ และในทางปฏิวัติ
ในทางนิติศาสตร์ แม้คดีนี้เป็นคดีการเมือง แต่เมื่อแปลงรูปให้เป็นกระบวนการทางกฎหมาย ฟิเดล คาสโตร จึงมิอาจพูดแต่เรื่องการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว จำต้องมีประเด็นตอบโต้ทางกฎหมายด้วย ด้วยวุฒิการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เขาใช้ความรู้ทางกฎหมาย นำเอาหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ “ย้อนศร” ไปที่คณะรัฐประหารของบาติสต้า และทิ่มแทงกลับไปที่ศาล (ทำหน้าที่เหมือนศาลรัฐธรรมนูญ) ที่ยอมรับให้คณะรัฐประหารผู้กระทำความผิด ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างระบอบการปกครอง กลับขึ้นมาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญเสียเอง นอกจากนี้ เขายังได้โจมตีไปที่กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ที่ไม่ได้รับรองสิทธิในการต่อสู้คดีของเขาได้อย่างเพียงพอ และตั้งข้อกล่าวหากลับไปที่ศาลและอัยการว่าอยู่ภายใต้บงการของคณะรัฐประหาร
เขาไม่ได้พูดเจื้อยแจ้วหรือใช้โวหารปลุกระดมเรื่อยเปื่อย แต่เขาหยิบยกงานวิชาการของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งของคิวบา คือ Ramón Infiesta y Bages [1] และทั้งของฝรั่งเศส คือ Léon Duguit [2] เขาแสดงทักษะทางกฎหมายของเขาด้วยการโจมตีธรรมนูญการปกครอง 4 เมษายน 1952 (รัฐธรรมนูญชั่วคราว) ที่บาติสต้าประกาศใช้แทนรัฐธรรมนูญ 1940 โดยชี้ให้เห็นถึงความไร้เหตุผลในทางเนื้อหาที่ขัดแย้งกันเอง การรวบอำนาจเข้าสู่จอมเผด็จการบาติสต้า แต่กลับยังหน้าด้านยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ตลอดจนยืนยันว่ารัฐธรรมนูญ 1940 ยังคงมีผลอยู่
ดังนั้น ธรรมนูญการปกครองนี้ รวมไปถึงคำวินิจฉัยศาลที่ยอมรับสถานะของธรรมนูญการปกครองนี้ ต้องตกเป็นโมฆะ ในช่วงท้ายของคำให้การ ฟิเดล คาสโตร แสดงให้เห็นถึงความรู้อันกว้างขวางของเขาในด้านนิติปรัชญาและปรัชญาการเมือง เขายืนยันสิทธิของประชาชนในการต่อต้านและล้มล้างการปกครองที่ไม่ชอบธรรม โดยหยิบยกทั้งงานของปรัชญาเมธีจำนวนมาก [3] ทั้งเอกสารทางการเมืองและกฎหมายที่สำคัญ [4] ทั้งตัวบทรัฐธรรมนูญ [5]
ในทางการเมือง ฟิเดล คาสโตร ใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายถึงความชอบธรรมของการก่อการของเขาและคณะเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1953 ในขณะที่การก่อรัฐประหาร 10 มีนาคม 1952 ของบาติสต้าและพวกนั้น ปราศจากความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง เขายังใช้ยุทธวิธี “ก่อร่างสร้างประชาชน” ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้คนแต่ละคนที่ถูกกดขี่เกิดจิตสำนึกในการต่อสู้กับระบอบ และหลอมรวมตนเข้าด้วยกันกลายเป็น “ประชาชน” ผู้เป็นองค์ประธานของการปฏิวัติ [6]
ฟิเดล คาสโตร ยังใช้ยุทธวิธี “แยกปลาออกจากน้ำ” ดึงทหารมาเป็นพวก โดยการชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายที่ระบอบบาติสต้าทำกับทหาร ใช้ทหารเป็นเครื่องมือรับใช้พวกเขา และปราบปรามประชาชนซึ่งต่างก็เป็นพี่น้อง ญาติสนิท มิตรสหายกับทหาร เขายังย้ำอีกหลายครั้งหลายหนว่า มีแต่เขานี่แหละที่ปกป้องทหาร ต้องการให้ทหารมีคุณภาพชีวิตที่ดี มิใช่ถูกพวกผู้นำเผด็จการใช้เป็นเครื่องมือ จนพวกเขาร่ำรวยและมีอำนาจล้นฟ้า ส่วนพวกทหารก็ยังยากจนข้นแค้นเหมือนเดิม
เพื่อให้กินใจประชาชนชาวคิวบามากขึ้น ก็ต้องพูดสิ่งที่เป็นเนื้อนาดินของคิวบาเอง เป็นประวัติศาสตร์ที่คนคิวบามีสำนึกร่วมกัน ฟิเดล คาสโตร ย้อนไปถึงวีรบุรุษ นักต่อสู้ ในประวัติศาสตร์คิวบา รำลึกถึงวีรกรรมต่างๆ ได้แก่ การ์โลส มานูเอล เด เซสเปเดส (Carlos Manuel de Céspedes) บิดาแห่งประชาชาติคิวบา (Father of the Homeland) ผู้นำการต่อสู้ในสงคราม 10 ปี (Ten Years’ War) เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากสเปน และเป็นผู้ประกาศปลดปล่อยทาสในคิวบาเป็นคนแรก, อิกนาซีโอ อากรามอนเต (Ignacio Agramonte) ผู้นำทางทหารและนักการเมืองฝ่ายเสรีนิยมคนสำคัญในสงคราม 10 ปี ผู้ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของขบวนการกู้ชาติคิวบา, อันโตนีโอ มาเซโอ (Antonio Maceo) แม่ทัพใหญ่ฉายา “The Bronze Titan” (ยักษ์ไตตันผิวทองแดง ซึ่งในคำให้การนี้ คาสโตรเรียกเขาว่า Titan) นายพลเชื้อสายแอฟริกัน-คิวบา ผู้เกรียงไกรที่สุดคนหนึ่งในสงครามกู้ชาติ
โดยฟิเดล คาสโตร หยิบยกข้อความที่มาเซโอเคยพูดไว้ว่า “เสรีภาพไม่ได้มาจากการขอร้อง แต่ชนะมาด้วยคมของมีดมาเชเต” มากล่าวในศาล, มักซิโม โกเมซ (Máximo Gómez) จอมพลและผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพกู้ชาติคิวบาในสงครามอิสรภาพ (Cuban War of Independence) ผู้เชี่ยวชาญสงครามจรยุทธ์, โฮเซ มาร์ตี (José Martí) กวี นักคิด และอัครสาวกแห่งอิสรภาพคิวบา โดยในคำให้การในศาลนี้ ฟิเดล คาสโตรเรียกเขาว่า “The Apostle” (อัครสาวก) และอ้างถึงหนังสือของมาร์ตีเรื่อง The Golden Age (La Edad de Oro)
ในทางวาทศิลป์ แน่นอนที่สุด ฟิเดล คาสโตร เป็นนักปราศรัยที่เก่งกาจ เนื้อหาดี น้ำเสียงทรงพลัง ยิ่งการกล่าวในศาลครั้งนี้กินเวลามากกว่า 2 ชั่วโมง แต่เขาก็ยังคงดำเนินเรื่องราวต่อไปได้ นี่คือบทพิสูจน์ว่า เขามีวาทศิลป์อันเยี่ยมยอด เขาใช้เทคนิควิธีย้อนศรทิ่มแทงกลับไปที่คณะรัฐประหารของบาติสต้า ศาล และกระบวนการยุติธรรม แทนที่เขาเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าว่าเป็นกบฏและเป็นจำเลยคดีนี้ แต่เขากลับกลายเป็นผู้กล่าวหาหรือโจทก์แทน กล่าวหาและทำลายความชอบธรรมของระบอบบาติสต้า นำสิ่งที่ระบอบบาติสต้ากระทำกับประชาชนอย่างทารุณมาแฉกลางศาล และเรียกร้องต่อศาลกลับไปว่า คนเหล่านี้หรือจะกลายมาเป็นรัฐบาลปกครองประเทศ เป็นเจ้าหน้าที่จับกุมคุมขังพวกเขา เป็นโจทก์ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีพวกเขา ศาลมีหน้าที่ต้องต่อต้านรัฐประหาร มิใช่รับใช้รัฐประหาร มิฉะนั้น ก็ควรเลือกหนทางลาออกจากตำแหน่งดีกว่ายอมทนรับใช้ระบอบนี้
ในตอนท้าย ฟิเดล คาสโตร ไม่ได้จบด้วยคำขอต่อศาลเหมือนดังคดีอาญาทั่วไปที่จำเลยต้องยืนยันว่าตนไม่ได้กระทำความผิดและขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ปล่อยตัวจำเลยไป แต่เขากลับยืนยันขอให้ศาลลงโทษให้เขาจำคุกร่วมกับสหายที่ร่วมต่อสู้ด้วยกัน และปิดท้ายประโยค ซึ่งต่อมากลายเป็นอมตะและใช้รณรงค์ต่อสู้กันทั่ว ว่า “จงลงโทษผมเถิด มันไม่สลักสำคัญหรอก แล้วประวัติศาสตร์จะตัดสินให้ผมพ้นผิดเอง!”
ในทางปฏิวัติ ฟิเดล คาสโตร ฉวยโอกาสนี้ ในการเผยแพร่อุดมการณ์และแนวนโยบายของคณะปฏิวัติของพวกเขา เขาได้อธิบายถึงสภาพการณ์ของคิวบาและปัญหา 6 ประการที่เป็นบ่อเกิดของความจำเป็นที่คิวบาต้องปฏิวัติเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ได้แก่ ปัญหาที่ดิน ปัญหาอุตสาหกรรม ปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาการศึกษา และปัญหาสาธารณสุข เขายืนยันว่าการปฏิวัติเป็นบ่อเกิดของระบอบการเมืองและเป็นฐานก่อตั้งระบบกฎหมายได้ แต่สิ่งที่บาติสต้าและคณะทำนั้น มิใช่การปฏิวัติ แต่เป็นการรัฐประหารแย่งชิงอำนาจ เขาอาศัยพื้นที่ของศาลแปลงให้เป็นพื้นที่ของสื่อ ประกาศหลักการ “กฎของการปฏิวัติ 5 ประการ” อันเสมือนเป็นสัญญาต่อประชาชนว่าพวกเขาจะทำทันทีหากปฏิวัติสำเร็จ ได้แก่
ประการแรก นำรัฐธรรมนูญ 1940 กลับมาใช้ใหม่ และคืนอำนาจสูงสุดให้แก่ประชาชน ในระหว่างที่รอจัดการเลือกตั้ง ให้คณะปฏิวัติเป็นผู้ทรงอำนาจ และใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไปพลางก่อน
ประการที่สอง มอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินประเภทไม่สามารถนำไปจำนองได้และไม่สามารถโอนได้ ให้แก่ผู้เช่าที่ดิน ผู้เช่าช่วง เกษตรกรผู้แบ่งปันผลผลิต และผู้บุกรุกทำกินทุกคน ที่ถือครองที่ดินขนาดไม่เกิน 5 กาบาเยเรียส (ประมาณ 420 ไร่) โดยรัฐจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่เจ้าของเดิมโดยคำนวณจากค่าเช่าที่เจ้าของเดิมควรได้รับจากที่ดินผืนนั้นๆ เป็นระยะเวลาสิบปี
ประการที่สาม ให้คนงานและลูกจ้างมีสิทธิในการได้รับส่วนแบ่ง 30% จากกำไรของกิจการอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และเหมืองแร่ขนาดใหญ่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโรงงานน้ำตาลด้วย ทั้งนี้ กิจการที่เป็นเกษตรกรรมโดยแท้จริงจะได้รับยกเว้น เพื่อพิจารณาตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินฉบับอื่นๆ ที่จะประกาศใช้ต่อไป
ประการที่สี่ ให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทุกคนมีสิทธิในการได้รับส่วนแบ่ง 55% จากผลผลิตน้ำตาล พร้อมทั้งกำหนดโควตาขั้นต่ำสี่หมื่นอาร์โรบา (Arrobas ; 1 อาร์โรบา เท่ากับ 11.5 กิโลกรัม) สำหรับผู้เช่าที่ดินรายย่อยทุกคนที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินมาแล้วตั้งแต่สามปีขึ้นไป
ประการที่ห้า ยึดทรัพย์สินและผลประโยชน์อันมิชอบทั้งหมดของผู้ที่เคยกระทำการทุจริตในสมัยรัฐบาลก่อนๆ ตลอดจนทรัพย์สินและผลประโยชน์อันมิชอบของบรรดาผู้รับมรดกและทายาทของคนเหล่านั้นด้วย และเพื่อดำเนินมาตรการนี้ ศาลพิเศษที่มีอำนาจเต็มจะเข้าถึงบันทึกข้อมูลของบริษัททั้งหมดที่จดทะเบียนหรือดำเนินงานในประเทศ เพื่อตรวจสอบเงินที่ซุกซ่อนไว้ซึ่งมีที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งร้องขอให้รัฐบาลต่างประเทศส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนและอายัดทรัพย์สินที่เป็นของประชาชนชาวคิวบาโดยชอบธรรม ทั้งนี้ ทรัพย์สินครึ่งหนึ่งที่เรียกคืนมาได้จะนำไปสนับสนุนกองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับคนงาน และอีกครึ่งหนึ่งจะนำไปใช้สำหรับโรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ และองค์กรการกุศลต่างๆ
อาจกล่าวได้ว่า นี่ไม่ใช่เป็นเพียงคำให้การของฟิเดล คาสโตร ต่อศาลเท่านั้น แต่มันคือการกล่าวสุนทรพจน์หรือการปราศรัยปลุกระดมทางการเมืองดีๆ นี่เอง เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่จากพื้นที่ลานกว้างๆ สนามกีฬา สวนสาธารณะ มากระทำกันในศาล คำให้การในศาลของเขา คือ บทพิสูจน์ว่า แม้พ่ายแพ้ แม้ถูกจับกุมคุมขัง แม้ถูกดำเนินคดีในศาล แต่สำหรับเขาแล้ว ทุกช่วงเวลา ทุกสถานการณ์ คือ โอกาสของการต่อสู้และการปฏิวัติ
ผมได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากคำให้การของฟิเดล คาสโตร ชิ้นนี้มาก อ่านซ้ำหลายรอบ ขีดเส้น บันทึก เมื่อเข้าสู่แวดวงการเมือง ผมได้นำหลายท่อนหลายตอนมาประยุกต์ใช้ ลากเข้าไทย ใช้ประกอบการร่างคำปราศรัยทางการเมืองของผมในหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปราศรัยปิดรณรงค์หาเสียงของพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 [7] และบทปราศรัยปิดรณรงค์หาเสียงของพรรคประชาชนที่ผมเตรียมไว้ แต่ไม่มีโอกาสนำไปใช้ปราศรัย เพราะพรรคประชาชนไม่ได้เชิญ [8] "
ทั้งนี้ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1926 ที่คิวบา เดิมเป็นนักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ก่อนนำขบวนปฏิวัติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของ ฟุลเคนซิโอ บาติสตา จนประสบความสำเร็จในปี 1959
หลังการปฏิวัติ คาสโตรเปลี่ยนคิวบาเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมและสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต ทำให้คิวบากลายเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วง วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ปี 1962
คาสโตรปกครองคิวบายาวนานเกือบ 50 ปี ก่อนส่งมอบอำนาจให้ราอูล คาสโตรในปี 2008 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2016 อายุ 90 ปี
คาสโตรสร้างระบบการเมืองแบบพรรคเดียวและจำกัดกิจกรรมของฝ่ายค้าน รัฐบาลประสบความสำเร็จบางด้าน เช่น การขยายการศึกษาและระบบสาธารณสุข แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่อง การจำกัดเสรีภาพทางการเมือง การปราบปรามฝ่ายเห็นต่าง และสิทธิมนุษยชน
เขาได้รับการยกย่องจากฝ่ายสนับสนุนว่าเป็นผู้นำที่นำคิวบาต่อสู้กับอิทธิพลสหรัฐฯ และพัฒนาการศึกษา-สาธารณสุข แต่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นผู้นำเผด็จการที่จำกัดเสรีภาพทางการเมือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

