'ศุภชัย'เผยเหตุผล ทำไมต้องแตะภาษีบาป?

วันที่ 5 ตุลาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ช่วงนี้ สังคมกำลังถกเถียงกันอย่างมากเรื่อง “ภาษีบาป” และการยกเลิกระบบ Earmarked Tax หรือการจัดเก็บ “เงินบำรุง” จากภาษีสุราและยาสูบเพื่อส่งตรงให้แก่องค์กรหรือกองทุนบางแห่ง
แต่ผมคิดว่า ประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นคือ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะต้องกลับมาทบทวน “โครงสร้างภาษีทั้งระบบ” เพราะปัญหาการคลังของประเทศไทยในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาษีชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่อยู่ที่ว่า ฐานรายได้ของรัฐแคบ ขณะที่ภาระรายจ่ายของประเทศกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข สวัสดิการ บำนาญ การศึกษา และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามคือ เราจะนำเงินจากไหนมารองรับภาระเหล่านี้อย่างยั่งยืน
OECD ได้ชี้ให้เห็นปัญหาโครงสร้างภาษีของประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจ รายได้จาก VAT ของไทยอยู่ประมาณ 3.9% ของ GDP ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางระดับบนอยู่ประมาณ 6.2%
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยอยู่ประมาณ 1.9% ของ GDP และ OECD ระบุว่าฐานภาษีของไทยค่อนข้างแคบ เนื่องจากเกณฑ์และค่าลดหย่อนต่าง ๆ ทำให้ประชากรแรงงานจำนวนมากอยู่นอกระบบภาษีเงินได้
ขณะที่รายได้จากภาษีทรัพย์สินของไทยอยู่ประมาณ 0.4% ของ GDP เมื่อรวมภาษีทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศ OECD ประมาณ 1.9%
ในทางกลับกัน ประเทศไทยมีรายได้จากภาษีสรรพสามิตในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “ประเทศไทยเก็บภาษีน้อยหรือมาก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า เราเก็บภาษีจากอะไร ใครเป็นคนจ่าย และโครงสร้างภาษีของเรายุติธรรมและเหมาะสมกับเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือไม่
ดังนั้น การพูดถึง “การปฏิรูปภาษี” ไม่ควรถูกตีความทันทีว่าเป็น “การขึ้นภาษี” การปฏิรูปภาษีที่แท้จริงคือการจัดโครงสร้างใหม่ให้ฐานภาษีกว้างขึ้น ระบบง่ายขึ้น ข้อยกเว้นลดลง เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น และรัฐจัดเก็บรายได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
เราจึงควรกล้าทบทวนทั้งระบบ ตั้งแต่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล VAT ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรการลดหย่อนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ ว่ายังมีความเหมาะสมหรือไม่ รวมถึง “ภาษีบาป” และ Earmarked Tax
ผมเห็นว่าเงินภาษีควรเข้าสู่ระบบการคลังของประเทศอย่างเป็นเอกภาพ ผ่านกระบวนการงบประมาณที่สามารถตรวจสอบได้โดยรัฐสภา หากยกเลิกเงินบำรุงที่เก็บเพิ่มเติมจากภาษีสุราและยาสูบ ก็สามารถ ออกกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสมเพื่อรองรับรายได้ส่วนเดิม
ดังนั้น เงินไม่ได้หาย ผู้ประกอบการสุราและยาสูบไม่ได้รับประโยชน์ สิ่งที่เปลี่ยนคือ “เส้นทางของเงิน” จากเดิมที่เงินส่วนหนึ่งถูกกำหนดปลายทางไว้ล่วงหน้าและส่งตรงให้องค์กรหรือกองทุนบางแห่ง ก็เปลี่ยนมาเป็นรายได้ของรัฐและเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณตามปกติ
นี่คือหลักสำคัญของ วินัยการคลัง เพราะทุกปี ประเทศมีความจำเป็นใหม่เกิดขึ้นเสมอ หากเรา “ล็อก” รายได้บางส่วนไว้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งอย่างถาวร พื้นที่ในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลและรัฐสภาก็จะลดลงเรื่อย ๆ
แต่การปฏิรูปภาษีเพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ เราต้องปฏิรูปรายจ่ายของรัฐควบคู่กันไปด้วย เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะเรียกร้องให้ประชาชนเสียภาษีมากขึ้น หากรัฐยังใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ มีโครงการซ้ำซ้อน หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินภาษีทุกบาทสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลตามแนวทางของ OECD นี่จึงเป็นจังหวะสำคัญที่เราควรใช้โอกาสนี้ทบทวนระบบการคลังของประเทศทั้งระบบ ไม่ใช่ถามเพียงว่า “จะเก็บภาษีเพิ่มหรือไม่” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า ประเทศไทยควรมีระบบภาษีแบบใด ใครควรมีส่วนรับภาระอย่างเป็นธรรม รายได้ของรัฐควรถูกจัดสรรอย่างไร และเงินภาษีทุกบาทจะถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนได้อย่างไร
การปฏิรูปภาษีจึงไม่ใช่เรื่องของการหาเงินเข้ารัฐเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง “ระบบการคลังที่เป็นธรรม โปร่งใส มีวินัย และยั่งยืน” เพื่อให้ประเทศไทยมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับอนาคต โดยไม่ผลักภาระทั้งหมดไปให้คนรุ่นต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

