คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

สรรพนามสะท้อนสังคมที่เปลี่ยนไป
“ท่านเนวิน ท่านทักษิณ ท่าน……” : มายาคติหลังคำสรรพนาม กับโครงสร้างอำนาจที่ขยับเขยื้อนในสังคมไทย
ในโลกของภาษาไทย สรรพนามไม่ใช่เพียงคำที่ใช้เรียกแทนตัวบุคคล แต่คือ “แผนที่ทางสังคม” (Social Map) ที่ระบุพิกัดชัดเจนว่าใครอยู่สูงกว่า ใครอยู่ต่ำกว่า หรือใครเป็นพวกเดียวกับใคร
ความยุ่งยากซับซ้อนของสรรพนามไทยจึงสะท้อนถึงโครงสร้างชั้นชนทางวัฒนธรรมที่ทับถมกันมานานหลายศตวรรษ
การนับญาติ: เมื่อคนแปลกหน้ากลายเป็นครอบครัว
ในระดับชาวบ้านและวิถีชีวิตดั้งเดิม เรามักได้ยินการเรียก “พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา” กับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึง “วัฒนธรรมเครือญาติ” (Kinship Culture) ที่ฝังรากลึก
• นัยที่สะท้อน: คือการพยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยและลดกำแพงระหว่างกัน การดึงคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในลำดับญาติช่วยสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน (In-group) และยังเป็นกลไกการแสดงความเคารพตามวัยโดยไม่ต้องพึ่งพาตำแหน่งหน้าที่
แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็ยังแฝงไว้ด้วยระบบอาวุโสที่กำกับว่า “ผู้น้อย” ต้องเกรงใจ “ผู้ใหญ่” เสมอ
“คุณผู้ชาย-คุณผู้หญิง”: การถอดรูปจากระบบ เจ้าขุนมูลนายสู่สากล
ในอีกด้านหนึ่ง มีความพยายามที่จะใช้คำที่เป็นกลางมากขึ้นอย่าง “คุณผู้ชาย” หรือ “คุณผู้หญิง” ซึ่งเป็นการดัดแปลงมาจากโครงสร้างภาษาตะวันตก (Sir/Madam)
• นัยที่สะท้อน: นี่คือความพยายามสลัดภาพลักษณ์ “ความเป็นญาติ” ที่บางครั้งอาจดูละลาบละล้วงเกินไปในสังคมเมือง คำเหล่านี้สร้าง “ระยะห่างที่สุภาพ” ช่วยให้คนไทยสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการนับลำดับญาติที่ผิดพลาด และเป็นการแสดงออกถึงความเป็นสากลที่ให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะปัจเจกบุคคล
ระบบการค้าและบริการ (Commercial & Professional Terms)
คำว่า “คุณลูกค้า” หรือการเรียกผู้ป่วยว่า “คุณคนไข้” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของ “ระบบทุนนิยม” และ “วิชาชีพนิยม”


แม้ปัจจุบันมีผู้เรียกขานแนวนี้กันมากขึ้น แต่ก็ยังดูห่างเหินประดักประเดิด ไม่รู้ว่าเรียกใครคนไหน และจะเรียกกลับให้สอดคล้อง เหมาะสมอย่างไร
จากการเมืองสู่การพาณิชย์: เมื่อ “ท่าน”และ “คุณท่าน” กลายเป็นสินค้า
ในขณะที่ชาวบ้านใช้ระบบเครือญาติ แวดวงการเมืองกลับนิยมใช้คำว่า “ท่าน” นำหน้าชื่อ ซึ่งเป็นการ “สถาปนาบารมีผ่านภาษา” ยกระดับบุคคลให้ดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม
ส่วนภาคธุรกิจหรูหรากลับหยิบยืมคำว่า “คุณท่าน” มาใช้กับลูกค้า ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยน “อำนาจเงิน” ให้กลายเป็น “อำนาจศักดินาจำลอง” ลูกค้าจ่ายเงินเพื่อซื้อความรู้สึกของการเป็น “เจ้าชีวิต” หรือผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เหนือผู้ให้บริการ
การใช้คำว่า “คุณท่าน” ในบริบทธุรกิจบริการ เป็นปรากฏการณ์ทางภาษาที่น่าสนใจ เพราะเป็นการดึงเอาสรรพนามจาก “ระบบศักดินา” หรือ “ระบบบ่าวไพร่” ในอดีตมาสวมทับลงใน “ระบบทุนนิยม” ยุคใหม่ ซึ่งสะท้อนประเด็นสำคัญได้หลายด้านดังนี้ครับ:
1. การเปลี่ยน “เงิน” ให้กลายเป็น “บารมี”
ในสมัยก่อน “คุณท่าน” เป็นคำที่บ่าวใช้เรียกเจ้านายในบ้าน หรือผู้ที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่จริงๆ
การที่ธุรกิจนำมาใช้กับลูกค้า เป็นการส่งสัญญาณว่า “เงินของคุณทำให้คุณมีอำนาจเหนือเราในระดับสูงสุด” เป็นการปรนเปรออีโก้ (Ego) ของลูกค้าให้รู้สึกว่าตนเองไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ แต่เป็น “เจ้าชีวิต” หรือผู้มีอุปการคุณระดับสูง
2. ความโหยหา “สถานะชั้นสูง” (Elite Nostalgia)
สังคมไทยยังคงมีความผูกพันกับภาพลักษณ์ของชนชั้นสูงในอดีต ธุรกิจที่เลือกใช้คำนี้มักจะเป็นบริการระดับ Super Luxury เช่น โรงแรม 5 ดาว,อสังหาริมทรัพย์ระดับร้อยล้าน หรือสปาหรู
• นัยที่สะท้อน: สะท้อนว่าในสังคมไทย“ความเท่าเทียม” อาจจะไม่ใช่สิ่งที่น่าดึงดูดใจสำหรับคนบางกลุ่มเท่ากับ “ความมีสิทธิพิเศษ” (Exclusivity) การถูกเรียกว่าคุณท่านทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตนเองหลุดพ้นจากมาตรฐานคนทั่วไป
น่าแปลกใจหรือไม่ ที่นักการเมืองไทยอ้างว่าเป็นตัวแทนชาวบ้าน แต่อยากให้คนเรียกว่า “ท่าน” ถึงกับลงทุนเรียกกันเองในสภาว่า “ท่าน…(ใส่ชื่อ)...” เช่น ท่านรัชนก ท่านจุรี ท่านเนวิน ท่านชาดา
แต่หากจะใช้คำว่าท่านตามด้วยตำแหน่ง เช่น ท่านสส. ท่านสว. ท่านอธิบดี ท่านรัฐมนตรี ดูจะเหมาะสมกว่าหรือไม่
บทสรุปและประเด็นชวนคิด
ภาษาคือสิ่งที่มีชีวิตและสะท้อนความจริงของสังคม เมื่อโครงสร้างทางอำนาจและเศรษฐกิจเปลี่ยน สรรพนามก็ย่อมเปลี่ยนตาม
จากระบบ “เครือญาติ” ที่เน้นความอบอุ่นสู่ระบบ “อำนาจ” ที่เน้นบารมี และมุ่งหน้าสู่ระบบ “วิชาชีพ”
ที่เน้นความสุภาพแบบสากล
ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องความเท่าเทียมและการลดช่องว่างทางสังคม มีประเด็นสำคัญที่น่าชวนทุกคนมาคิดต่อว่า:
“หากวันหนึ่งสังคมไทยลดทอนความซับซ้อนของสรรพนามลง จนเหลือเพียงคำว่า “คุณ” เพียงคำเดียว
(เช่นเดียวกับคำว่า You ในภาษาอังกฤษ) ในทุกสถานการณ์และทุกระดับชั้น
คุณคิดว่าสังคมไทยจะสูญเสีย “เสน่ห์” แห่งความสัมพันธ์ หรือจะสูญเสีย “ระเบียบ” อันดีงามที่เคยยึดถือกันมาหรือไม่? หรือแท้จริงแล้วมันคือก้าวแรกที่จำเป็นสู่ความเท่าเทียมที่แท้จริง?”
หมายเหตุ : คนรุ่นใหม่บางคนใช้สรรพนามว่า“ตัวเอง” และ “เค้า” ก่อความสับสนว่า ตัวเอง หมายถึงตัวเราเองหรือตัวเธอเอง เค้า หมายถึงเขาซึ่งเป็น สรรพนามบุคคลที่สาม หรือ ตัวผู้พูด
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

