เครือข่ายเสียงจากป่าเรียกร้องเปิดเผยความจริงปัญหาปลาหมอคางดำ

เครือข่ายเสียงจากป่าเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับปัญหาปลาหมอคางดำให้ครบทุกด้าน ตั้งแต่การนำเข้า เพาะเลี้ยง การค้า การส่งออก เพราะอาจซับซ้อนกว่ามีต้นทางรายเดียว
ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า องค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เปิดเผยว่า คดีปลาหมอคางดำเดินมาถึงจุดที่สังคมต้องกล้าเปิดความจริงให้ครบ ไม่ใช่เพียงถามว่า “ใครนำเข้า” แต่ต้องย้อนดูทั้งระบบ ตั้งแต่การนำเข้า การเพาะเลี้ยง การค้า การส่งออก ไปจนถึงการควบคุมของรัฐ เพราะทั้งคำวินิจฉัยศาลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ กำลังสะท้อนว่าเรื่องนี้อาจซับซ้อนกว่าการมีต้นทางเพียงรายเดียว
ปัญหาปลาหมอคางดำวันนี้ อาจถึงเวลาที่ต้องกล้าเปิดความจริงทั้งหมด เพราะการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ไม่ได้ทำให้ปลาที่แพร่กระจายอยู่ในธรรมชาติหายไป และไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่ชาวบ้านสมุทรสงครามได้รับความเดือดร้อนจากการระบาด โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ กรมประมงและผู้บริหารกรมฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับ ควบคุม และแก้ไขปัญหา เมื่อรู้ถึงความเสี่ยงแล้วแต่การควบคุมไม่เพียงพอ จนเกิดความเสียหาย ศาลจึงให้น้ำหนักเรื่องการละเลยต่อหน้าที่ของรัฐ แต่คำพิพากษานี้ไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมดว่า ใครเป็นผู้นำปลาหมอคางดำเข้าประเทศ และมีเพียงเอกชนรายเดียวจริงหรือไม่ คำถามนี้จึงต้องติดตามต่อในการพิจารณาทางแพ่ง วันที่ 14 กันยายนนี้
เพราะเมื่อย้อนดูหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ กลับพบประเด็นที่น่าสนใจจากงานวิจัย DNA ของปลาหมอคางดำในไทย ซึ่งพบความแตกต่างทางพันธุกรรมของประชากรปลาในแต่ละพื้นที่ สะท้อนความเป็นไปได้ว่า ปลาที่พบในไทยอาจไม่ได้มีที่มาจากต้นทางเดียว
สอดคล้องกับข้อสังเกตของ นายอดิศร พร้อมเทพ อดีตอธิบดีกรมประมง ที่ระบุว่า ไทยเผชิญปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นจำนวนมากกว่า 3,500 ชนิด ทั้งจากการนำเข้าเพื่อการเกษตร สัตว์เลี้ยงสวยงาม และการลักลอบข้ามพรมแดน
ขณะที่ ผศ.ดร.สรณัฏฐ์ ศิริสวย จากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ว่า ปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาในฐานะปลาสวยงามและเพาะเลี้ยงมานานแล้ว ส่วนการหลุดสู่ธรรมชาติอาจเกิดได้ทั้งจากเหตุสุดวิสัย เช่น น้ำท่วม หรือการปล่อยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ที่สำคัญ ข้อมูลกรมประมงยังพบว่า ในช่วงปี 2556–2559 มีบริษัทไทยถึง 11 ราย ส่งออกปลาหมอคางดำไป 17 ประเทศ รวมกว่า 3 แสนตัว โดยผู้ส่งออกมากที่สุดคือ บริษัท หจก.แห่งหนึ่ง ประมาณ 162,000 ตัว ซึ่งข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเหล่านี้เป็นต้นเหตุของการระบาด แต่สะท้อนว่า ปลาชนิดนี้เคยอยู่ในระบบการค้าและมีเส้นทางการเคลื่อนย้ายมากกว่าหนึ่งทาง จึงต้องตรวจสอบต่อว่า ก่อนส่งออกปลามาจากไหน มีการเพาะเลี้ยงที่ใด มีพ่อแม่พันธุ์เหลืออยู่หรือไม่ และหลังรัฐประกาศห้ามส่งออกในปี 2561 ปลาในระบบถูกจัดการอย่างไร
ทั้งนี้ ปัญหาไม่ได้มีแค่ปลาหมอคางดำ แต่ประเทศไทยเคยพบสัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดสู่ธรรมชาติอีกหลายชนิด ทั้งปลาช่อนอเมซอน ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาหมอมายัน ปลาซักเกอร์ กุ้งเครฟิช ไปจนถึงปลาปิรันย่า ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การจับปลาออกจากธรรมชาติ แต่ต้องอุดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่ด่านนำเข้า การตรวจสอบการสำแดงชนิดสัตว์น้ำ การป้องกันการลักลอบข้ามแดน การควบคุมฟาร์มเพาะเลี้ยง การเคลื่อนย้าย ไปจนถึงการตรวจสอบพื้นที่ที่อาจมีการเพาะพันธุ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ความจริงเรื่องปลาหมอคางดำจึงควรถูกเปิดให้ครบทุกด้าน ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็อาจต้องเผชิญ “ปลาหมอคางดำตัวใหม่” อีกครั้ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

