'วัส ติงสมิตร' ชำแหละคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ฉบับใหม่ เมื่อสิทธิฟ้องคดีทุจริตถูกท้าทายด้วย 'ช่องทางพิเศษ'

สืบเนื่องจากที่นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล (อดีตผู้สมัคร สว. และ สว. สำรอง) ยื่นฟ้อง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. (จำเลยที่ 1) พร้อมด้วยประธาน กกต. และกรรมการ กกต. อีก 7 คน รวมเป็น 8 คน และมีความคืบหน้าครั้งสำคัญไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยประธานศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ทำให้ประชาชนหรือผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้อง กกต. ได้โดยตรง
ล่าสุดวันนี้ 7 พฤศจิกายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความวิเคราะห์ข้อกฎหมายผ่านเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง เกี่ยวกับคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ คดีฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุด (วท. 27/2569 ลงวันที่ 6 พ.ย. 2569) ที่คุ้มครองสิทธิราษฎรในการฟ้องคดีทุจริตด้วยตนเอง ด้วยข้อความทั้งหมดว่า "จากคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ฉบับใหม่ สู่ทางแพร่งนิติศาสตร์: เมื่อสิทธิฟ้องคดีทุจริตถูกท้าทายด้วย "ช่องทางพิเศษ"
บทนำ: จุดเริ่มต้นจากคดีเลือก ส.ว. สู่ปัญหาเขตอำนาจศาล

ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่กระบวนการได้มาซึ่งอำนาจรัฐและการตรวจสอบความโปร่งใสเป็นหัวใจสำคัญ ล่าสุดได้มีคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท. 27/2569 (ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569) ในคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี (หมายเลขดำที่ อ 1018/2569 หมายเลขแดงที่ อ 444/2569) ระหว่าง นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล (โจทก์) กับ นายแสวง บุญมี ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน (จำเลย ที่ 1 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนจำเลยอื่นเป็นกรรมการการเลือกตั้ง)
คดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นราษฎรและผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ปล่อยให้การเลือก ส.ว. มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ศาลชั้นต้นได้ส่งเรื่องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11 ซึ่งประธานศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เนื่องจากราษฎรผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องคดีด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2) และไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 23 ที่จำกัดอำนาจเฉพาะอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. (เพราะบทบัญญัตินั้นใช้เฉพาะกรณีที่ อสส. หรือ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้องเท่านั้น)
คำวินิจฉัยนี้ดูเสมือนเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทว่า หากมองย้อนกลับไปในภาพใหญ่และเจาะลึกถึงความขัดแย้งของแนวคำวินิจฉัยในรอบปีเดียวกัน จะพบรอยร้าวครั้งใหญ่ในทางนิติศาสตร์ที่สั่นคลอนเสถียรภาพแห่งบรรทัดฐานทางกฎหมายไทยอย่างรุนแรง
1. ความขัดแย้งเชิงนิติศาสตร์: เมื่อคำวินิจฉัยเดินสวนทางกันเอง (วท. 12/2562 vs วท. 12/2569 vs วท. 27/2569)
เมื่อนำคดี วท. 27/2569 มาวางเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ จะเห็นรอยต่อของการตีความกฎหมายที่พลิกผันอย่างน่าตกใจ:
• วท. 12/2562 (คุ้มครองสิทธิฟ้องคดีของราษฎร): ประธานศาลอุทธรณ์ในขณะนั้นวินิจฉัยคดีฟ้อง กกต. กรณีตรวจสอบคุณสมบัติผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่า กกต. เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. เมื่อราษฎรฟ้องเองและไม่สามารถเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
• วท. 12/2569 (ยึดเขตอำนาจเบ็ดเสร็จตามรัฐธรรมนูญ): วินิจฉัยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ในคดีฟ้อง กกต. กรณีพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง โดยประธานศาลอุทธรณ์กลับแนวคำวินิจฉัยเดิม ชี้ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.ป.วิ.อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 10 และมาตรา 5 บัญญัติห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาฯ ไว้พิจารณา คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 4
• วท. 27/2569 (กลับมาคุ้มครองสิทธิราษฎรอีกครั้ง): คำวินิจฉัยล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 กลับลำมาวินิจฉัยว่าราษฎรผู้เสียหายยังมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ หากอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. ไม่ได้เป็นผู้ฟ้องคดี โดยมีเหตุผลสำคัญว่า
สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย การกระทำทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. โดยมิชอบ ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน ดังนั้น ประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์จึงถือเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2)
ความผันผวนของการใช้ดุลพินิจในระดับ "ประธานศาลอุทธรณ์" ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน (ปี 2560) สร้างคำถามตัวโตๆ ถึงความแน่นอนและ predictability ของกฎหมายไทย
2. บทเรียนจากมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 5673/2562: “ช่องทางพิเศษ” มิใช่ “ช่องทางเดียว”
ความแหลมคมทางนิติศาสตร์ยิ่งเด่นชัด เมื่อพิจารณา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (โดยมติที่ประชุมใหญ่) ซึ่งวางบรรทัดฐานไว้อย่างหนักแน่นว่า:
"การที่กฎหมายกำหนดกระบวนการพิเศษในการดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เป็นเพียงบทบัญญัติที่ 'เพิ่มช่องทาง' มิได้หมายความว่าเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2)"
คำพิพากษานี้มาจากมติที่ประชุมใหญ่ (มีผู้พิพากษากว่า 170 ท่าน) ย่อมมีน้ำหนักทางกฎหมายสูงยิ่ง แต่สิ่งที่น่าคิดคือ คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ (ซึ่งเป็นองค์กรเดี่ยวตามกฎหมายจัดตั้ง) ในคดีอย่าง วท 12/2569 กลับพลิกผันไปโดยไม่ได้แสดงเหตุผลหักล้างบรรทัดฐานอันทรงพลังของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแต่อย่างใด
3. สภาวะ "สิทธิล่องหน (Illusionary Right)" และทางตันของประชาชนก่อน วท.12/2569
หากแนวคำวินิจฉัยที่จำกัดสิทธิ (เช่น แนวทางแบบ วท. 12/2569) กลายเป็นบรรทัดฐานกระแสหลัก จะเกิดวิกฤตการณ์ทางกฎหมายที่เรียกว่า "สิทธิล่องหน" ทันที:
1. ฟ้องศาลฎีกาฯ ไม่ได้ เพราะติด พ.ร.ป.วิ.อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 23 ที่ให้สิทธิเฉพาะ อสส. และ ป.ป.ช. เท่านั้น
2. ฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ได้ หากถูกตัดอำนาจตามแนวตีความที่จำกัดเขต
3. ฟ้องศาลยุติธรรมปกติไม่ได้ เพราะติดเขตอำนาจเฉพาะของศาลอาญาคดีทุจริตฯ
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากองค์กรอิสระกระทำความผิดหรือทุจริตต่อหน้าที่ และ ป.ป.ช. กับอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง ประชาชนผู้เสียหายจะกลายเป็น "ผู้ไร้สิทธิ" โดยสมบูรณ์ หลักการที่ว่า "ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากกการกระทำความผิดอาญาย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีอาญา" ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) จะเหลือเพียงตัวอักษรบนกระดาษ สวนทางกับหลักนิติธรรม (Rule of Law) อย่างรุนแรง
4...ข้อเสนอเชิงระบบ: ทางออกเพื่อรักษาสดุลยภาพแห่งความยุติธรรม
การรักษาอิสระขององค์กรอิสระเพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองเป็นสิ่งจำเป็น แต่ "ความเป็นอิสระต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ (Accountability)" ต่อประชาชน เพื่อไม่ให้ระบบกฎหมายไทยพังทลายลงจากความขัดแย้งของการตีความ จึงมีข้อเสนอเชิงระบบที่ต้องเร่งดำเนินการ:
1. สังคายนาความสัมพันธ์บทบัญญัติกฎหมาย: จัดทำความชัดเจนระหว่าง รัฐธรรมนูญ มาตรา 235, พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ และ ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ให้สอดรับเป็นเนื้อเดียวกัน
2. สร้างความคาดหมายได้ (Predictability): สถาบันตุลาการควรมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างคำวินิจฉัยเดี่ยว (ประธานศาลอุทธรณ์) และมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
3. คืนสิทธิการเข้าถึงความยุติธรรมให้ประชาชน: ปรับปรุงกลไกกฎหมายให้เปิดช่องทางที่แท้จริง (Effective Remedy) เมื่อราษฎรผู้เสียหายถูกละเมิดจากการใช้อำนาจรัฐ
บทสรุป
การติดตามและวิเคราะห์คำวินิจฉัยตั้งแต่ วท. 12/2562, วท. 12/2569 จนถึงหมุดหมายล่าสุด วท. 27/2569 ไม่ใช่การก้าวล่วงอำนาจตุลาการ แต่คือเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคมและนักกฎหมายที่ต้องการปกป้อง "ความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของรัฐและสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน" เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทยยังคงเป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนทุกคนอย่างแท้จริง
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 7/11/69

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"องกรค์อิสระ ทำหน้าที่ตนเองด้วยความถูกต้องอย่างแท้จริงคือ..อุดมคติ ฉนั้น ต้องมีช่องทางให้ตรวจสอบองค์กรอิสระได้ทุกองค์กร"
"ฟ้าเปิดแล้ว แสงของพ่อได้ส่องถึงแผ่นดินแล้ว #พวกที่ทำเลวทรามต่อแผ่นดินพ่อไว้ต้องได้รับการลงโทษ"
"นิติรัฐ นิติธรรมครับ ขอบคุณท่านตุลาการ"
"ขออนุญาตอาจารย์แชร์นะครับ"
"ขอบพระคุณครับท่าน"





ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

