เปิดเบื้องหลัง 3 ทหารเสือแห่งการเปลี่ยนแปลง วอลเลย์บอลไทย กว่าจะถึงโอลิมปิก 2028

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก ตบไฝว้ เพจเกี่ยวกับกีฬาที่มีผู้ติดตามมากถึง 15,000 คน โพสต์ เกี่ยวกับทีมนักวอลเลย์บอลหญิงไทยคว้าตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 พร้อมข้อความทั้งหมดว่า "ตั๋วโอลิมปิกใบนี้…ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ไทยชนะจีน มันเริ่มต้นจากวันที่คนกลุ่มหนึ่ง กล้าเดินเข้าไปเปลี่ยนแปลงสมาคมที่แทบไม่มีอะไรอยู่ในมือ
วันที่นักวอลเลย์บอลหญิงไทยคว้าตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 ได้สำเร็จ หลายคนอาจจดจำภาพน้ำตา รอยยิ้ม เสียงเพลงชาติ และตัวเลขบนสกอร์บอร์ด
แต่สำหรับผมคนข่าวที่เกาะติดวอลเลย์บอลไทยมาตั้งแต่วันที่กีฬาชนิดนี้ยังไม่มีแสงไฟส่องถึงมากนัก
ภาพที่ย้อนกลับมาในใจ กลับไม่ใช่ภาพของสนามแข่งขัน
ผมนึกถึงห้องทำงานเล็ก ๆ
นึกถึงโต๊ะไม่กี่ตัว
นึกถึงคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องควักทั้งแรงกาย แรงใจ และบางครั้งก็เป็นเงินในกระเป๋าตัวเอง เพื่อประคองกีฬาชนิดนี้ไม่ให้หายไปจากแผนที่
เพราะก่อนจะมี “ตั๋วโอลิมปิก”

วอลเลย์บอลไทยเคยมีเพียง “ความเชื่อ” ของคนไม่กี่คนเท่านั้น
จากสมาคมเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีใครมองเห็น
สมาคมวอลเลย์บอลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2502 โดยมี พลโทสุรจิต จารุเศรณี เป็นนายกสมาคมคนแรก
จากนั้นส่งต่อมายังนายบุญชิต เกตุรายนาค และเข้าสู่ยุคของพันเอกอนุ รมยานนท์
พันเอกอนุ เป็นผู้มีบารมีสูงมากในวงการกีฬาไทยยุคนั้น ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาหลายชนิด การจะเดินเข้าไปเสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ประวัติศาสตร์มักเคลื่อนตัว
เมื่อมีใครบางคนกล้ายอมรับว่า “วิธีเดิมอาจพาเราไปได้ไม่ไกลกว่านี้”
ช่วงเวลานั้นเอง มีคนสามคนที่ผมอยากเรียกว่า
“สามทหารเสือแห่งการเปลี่ยนแปลง”
* คุณกิจ พฤกษ์ชะอุ่ม
* อาจารย์เกรียงไกร “สนอง” นพสงค์
* เรืออากาศโทชาญฤทธิ์ วงษ์ประเสริฐ
ทั้งสามไม่ได้เดินเข้าไปเพื่อแย่งชิงอำนาจ
พวกเขาเดินเข้าไป เพราะมองเห็นว่าวอลเลย์บอลไทย กำลังต้องการวิธีคิดใหม่ ระบบบริหารใหม่ และผู้นำที่สามารถรวบรวมคนจากหลายภาคส่วนให้เข้ามาทำงานร่วมกันได้
นั่นคือการ “เข้าถ้ำเสือ” ในความหมายของผม
ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะใคร
แต่คือความกล้าที่จะสนทนากับผู้มีอำนาจ เพื่อขอเปิดประตูให้อนาคตได้เดินเข้ามา
ในปี 2528 พวกเขาร่วมกันเชิญนายพิศาล มูลศาสตรสาทร ปลัดกระทรวงมหาดไทยในเวลานั้น เข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมวอลเลย์บอลฯ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ
วันที่สมาคมแทบไม่มีแม้แต่ “บ้าน”
คนรุ่นใหม่อาจนึกภาพไม่ออกว่า สมาคมกีฬาระดับชาติจะไม่มีสำนักงานเป็นหลักแหล่งได้อย่างไร
แต่นั่นคือเรื่องจริงของวอลเลย์บอลไทยในวันนั้น
หนึ่งในคนที่เปิดประตูให้สมาคมได้มีที่วางโต๊ะทำงาน คือ คุณกิจ พฤกษ์ชะอุ่ม ผู้ก่อตั้งแกรนด์สปอร์ต
คุณกิจให้สมาคมย้ายจากกรมพลศึกษาไปทำงานที่บริษัทแกรนด์สปอร์ต ย่านปทุมวัน ในปี 2528 และต่อมาย้ายไปยังสำนักงานใหญ่แกรนด์สปอร์ตที่หัวหมากในปี 2533
คุณกิจไม่ได้ให้เพียงเสื้อแข่งขัน
ไม่ได้ให้เพียงเงินสนับสนุน
แต่ท่านให้สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
ให้ “บ้าน” แก่คนวอลเลย์บอล ในวันที่พวกเขายังไม่มีที่ยืน
สำหรับผม คุณกิจจึงไม่ต่างจาก “เรือจ้าง”
ท่านพานักเรียนจำนวนมากข้ามฝั่ง โดยไม่เคยถามว่า…ชื่อของตัวเองจะถูกเขียนไว้ใหญ่แค่ไหน
เมื่อเรือส่งคนขึ้นฝั่งแล้ว วันหนึ่งคนพายก็จากไป
คุณกิจจากไปแต่ครอบครัวพฤกษ์ชะอุ่มและแกรนด์สปอร์ตยังคงรับไม้ต่อ สนับสนุนวอลเลย์บอลไทยจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน
บางคนอาจมองเห็นเพียงตราสัญลักษณ์บนเสื้อ
แต่คนที่อยู่มาตั้งแต่วันแรกจะรู้ว่า
เบื้องหลังตรานั้น มีทั้งโต๊ะทำงาน บุคลากร เวลา เงินทุน และหัวใจของคนคนหนึ่งวางอยู่ด้วย
นอกจากผู้ใหญ่ใจดีในไทย ยังมีผู้ใหญ่ต่างแดนที่มองเห็นประเทศไทย
ในระดับเอเชีย ชื่อที่ไม่ควรถูกลืมคือ มร.ยาซูตาเกะ มัตสุไดร่า
อดีตโค้ชผู้พาทีมชายญี่ปุ่นคว้าเหรียญทองโอลิมปิกมิวนิก 1972 และต่อมาเป็นประธานสมาพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชียระหว่างปี 1985–1996
ในวันที่ประเทศไทยยังไม่ใช่มหาอำนาจลูกยาง มัตสุไดร่าคือผู้ใหญ่ในวงการต่างประเทศที่มองเห็นศักยภาพของไทย และช่วยเปิดพื้นที่ให้คนของเราได้เรียนรู้ ได้ทำงาน และได้เชื่อมต่อกับโลกวอลเลย์บอลระดับนานาชาติ
ความสำเร็จของประเทศเล็ก ๆ ไม่ได้เกิดจากการวิ่งเร็วเพียงอย่างเดียว
บางครั้งต้องมีใครสักคนเปิดประตู
และมีคนของเรากล้าก้าวผ่านประตูนั้นเข้าไป
คนที่ให้โดยไม่ต้องการให้ใครรู้
หากพูดถึงผู้สนับสนุนวอลเลย์บอลไทย ยังมีอีกชื่อหนึ่งที่ผมไม่อาจละไว้ได้
แม้เจ้าตัวอาจไม่อยากให้เขียนถึง ไม่ชอบออกสื่อ และไม่เคยต้องการเปลี่ยนการให้เป็นโฆษณา
วันนี้ผมขออนุญาตขัดใจท่านสักครั้ง
ชื่อของท่านคือ คุณไกรสร จันศิริ แห่งไทยยูเนี่ยน บริษัทอาหารทะเลหมื่นล้านของคนไทยที่เติบโตจนเป็นที่รู้จักในระดับโลก และเป็นเจ้าของแบรนด์ “ซีเล็คทูน่า”
ไทยยูเนี่ยนอยู่กับการแข่งขันวอลเลย์บอล “ซีเล็ค” มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ระดับเยาวชน ประชาชน ไปจนถึงเวทีที่เปิดโอกาสให้เด็กต่างจังหวัดได้เดินทางตามความฝัน สมาคมฯ ยังยืนยันความร่วมมือนี้ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
สิ่งที่ผมอยากบันทึกไว้ ไม่ใช่เพียงจำนวนเงิน
แต่คือวิธีการให้ของผู้ชายคนหนึ่ง
ที่ไม่ต้องการให้กล้องหันมาหาตัวเอง
เขาเพียงต้องการให้เด็กคนหนึ่งมีสนามแข่งขัน
ให้โค้ชคนหนึ่งมีทีมฝึก
และให้วอลเลย์บอลไทยมีลมหายใจต่อไป
บางคนให้เพื่อให้โลกเห็น
แต่บางคนให้ เพราะเขาอยากเห็นโลกของเด็กคนหนึ่งเปลี่ยนไป
จากคนหน้าห้องปลัด…สู่ผู้นำสมาคม
ในช่วงเวลาที่ นายพิศาล มูลศาสตรสาทร เป็นนายกสมาคมฯ ผมจำได้ว่า ชายชื่อ สมพร ใช้บางยาง ยังทำงานอยู่บริเวณหน้าห้องของท่านปลัด
วันนั้นคงไม่มีใครรู้ว่า คนหน้าห้องคนนั้น (สมพร ใช้บางยาง) จะค่อย ๆ เรียนรู้งานทุกชิ้น เห็นปัญหาทุกด้าน จดจำผู้คนทุกระดับ และวันหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย
จากสมาคมที่เคยขาดแคลน
จากทีมที่เคยต้องลุ้นเพียงแต้มเดียวเมื่อลงสนามพบมหาอำนาจเอเชีย
จากกีฬาที่แทบไม่มีพื้นที่ในสื่อ
วอลเลย์บอลไทยค่อย ๆ สร้างระบบเยาวชน
สร้างผู้ฝึกสอน
สร้างการแข่งขัน
สร้างทีมชาติ
สร้างศรัทธา
และสร้างคนดูทั้งประเทศ
มันไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในคืนเดียว
แต่มันคือผลรวมของวันธรรมดาหลายหมื่นวัน
ที่มีคนจำนวนมากยอมทำงานโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตนเองจะมีชีวิตอยู่ทันเห็นปลายทางหรือไม่
ตั๋วใบนี้จึงมีชื่อของคนมากกว่านักกีฬา 12 คน
เมื่อทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยคว้าตั๋วโอลิมปิกเกมส์ 2028 ได้สำเร็จ
บนตั๋วใบนั้นไม่ได้มีเพียงชื่อของนักกีฬา
ไม่ได้มีเพียงชื่อของโค้ช
และไม่ได้มีเพียงชื่อของนายกสมาคมคนปัจจุบัน
หากมองให้ลึกลงไป เราจะเห็นชื่อของคนรุ่นก่อนซ้อนอยู่เต็มไปหมด
ชื่อของสามทหารเสือที่กล้าเข้าไปเปิดประตูการเปลี่ยนแปลง
ชื่อของคุณกิจ พฤกษ์ชะอุ่ม ผู้ให้สมาคมมีบ้านในวันที่แทบไม่มีที่ยืน
ชื่อของอาจารย์เกรียงไกร นพสงค์ และเรืออากาศโทชาญฤทธิ์ วงษ์ประเสริฐ ผู้ช่วยวางรากฐานและเดินงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ชื่อของนายพิศาล มูลศาสตรสาทร ผู้รับภารกิจฟื้นสมาคมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ชื่อของมร.ยาซูตาเกะ มัตสุไดร่า ผู้ใหญ่จากต่างแดนที่มองเห็นประเทศไทย
ชื่อของคุณไกรสร จันศิริ ผู้ให้โดยไม่เรียกร้องพื้นที่บนหน้าหนังสือพิมพ์
รวมถึงผู้บริหาร ผู้ฝึกสอน ครูพลศึกษา นักกีฬา เจ้าหน้าที่ ผู้สนับสนุน และคนทำงานอีกมากมายที่อาจไม่เคยมีชื่ออยู่บนถ้วยรางวัล
คนรุ่นเก่าสร้างทาง—คนรุ่นใหม่พาไปถึงปลายฝัน
ผมเขียนเรื่องนี้ ไม่ได้ต้องการบอกว่าความสำเร็จเป็นของใครคนหนึ่ง
ตรงกันข้าม
ผมอยากบอกว่า ไม่มีใครคนเดียวสามารถสร้างประวัติศาสตร์นี้ได้
คนรุ่นหนึ่งก่อร่าง
อีกรุ่นหนึ่งวางระบบ
บางรุ่นต้องอดทนกับความพ่ายแพ้
บางรุ่นต้องรับแรงกดดันและคำตำหนิ
หรือบางช่วงต้องอยู่ในกระแสความกดดัน ไล่ออก ปลดออก
ก่อนที่นักกีฬารุ่นปัจจุบันจะเป็นผู้พาลูกวอลเลย์บอลข้ามเส้นสุดท้ายไปถึงโอลิมปิก
วันนี้ คนบางคนที่เริ่มต้นการเดินทางไม่ได้อยู่เห็นปลายทางแล้ว
แต่ความฝันของพวกเขายังมีชีวิต
อยู่ในทุกแต้มที่นักกีฬาไทยทำได้
อยู่ในธงไตรรงค์ที่ถูกชูขึ้น
และอยู่ในเสียงของคนทั้งประเทศที่ตะโกนคำว่า
“ไทยแลนด์”
ตั๋วโอลิมปิกใบนี้จึงไม่ใช่เพียงรางวัลของปี 2026
แต่มันคือใบเสร็จแห่งความเสียสละ
ที่คนวอลเลย์บอลไทยช่วยกันชำระมานานหลายสิบปี
และหากวันหนึ่ง คนรุ่นใหม่ถามว่า
“กว่าวอลเลย์บอลไทยจะเดินมาถึงโอลิมปิก เราผ่านอะไรมาบ้าง”
ขอให้เรื่องนี้เป็นคำตอบส่วนหนึ่งว่า
ก่อนจะมีวันที่คนทั้งประเทศมองเห็น
เคยมีคนไม่กี่คนยอมทำทุกอย่าง
เพื่อไม่ให้วอลเลย์บอลไทยหายไปจากสายตาของโลก
ผมขอบันทึกชื่อของพวกเขาไว้ตรงนี้
ไม่ใช่เพราะต้องการแบ่งว่า ความสำเร็จเป็นของใคร
แต่เพราะประเทศที่รู้จักจดจำผู้วางรากฐาน
คือประเทศที่พร้อมจะสร้างอนาคตให้สูงกว่าเดิม
LA28 ไม่ใช่ปลายทางของคนรุ่นนี้เพียงรุ่นเดียว
แต่มันคือปลายทางของความฝัน
ที่คนหลายรุ่นช่วยกันส่งต่อมาเกือบทั้งชีวิต
และที่สำคัญมาถึงวันนี้จะมีผู้สนับสนุนรายใหญ่และรายเล็กอีกมากมายจะค่อยๆแกะ DNA มาเล่าให้ฟัง
อ่านจบก็เซฟก็แชร์บอกต่อให้คนอื่นๆ ได้รู้ และบันทึกเรื่องราวดีๆ ไว้ในดวงใจครับ
ปราชญ์ ไชยคำ
ตบไฝว้ | TABWAI
กูรูลูกยาง—มากกว่าผล…เล่าเรื่องคนหลังตาข่าย
#วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย #ตั๋วโอลิมปิก2028 #ประวัติศาสตร์วอลเลย์บอลไทย #สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย #ตบไฝว้"

หลังจากที่โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก ตบไฝว้ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"ขอบคุณปราชญ์ ที่บันทึกเรื่องดีดีที่ผ่านให้ผู้คนรับทราบบุคลที่กล่าวมานั้นผมรู้จักเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เกรียงไกร..ชื่อเดิมของท่านคือ สนอง นพสงค์ เคยเป็นอาจารย์วิชาพลศึกษาที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ชาญฤทธิเองเคยเป็นนักกีฬาวอลเล่บอลวค.บ้านสมเด็จเจ้าพระยามาก่อนสำหรับคุณกิจ พฤกชะอุ่ม แห่งแกรนสปอร์ตกับคุณไกรศร นั้นเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ"
"เป็นบทความที่บันทึกประวัติศาสตร์และการส่งต่อ….ของทั้งนักกีฬา และ ผู้คนหลายหลาก ไม่ว่าที่อยู่เคยอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือเบื้องหลัง เส้นทางอันขรุขระยากลำบากของวงการวอลเลย์บอลไทยที่ผ่านมา….ขอขอบคุณผู้บันทึกไว้ ณ ที่นี้"
"อ่านบทความนี้แล้ว.. กว่าไทยจะได้ไปโอลิมปิคต้องใช้เวลาถึง 67 ปีเลย...."
"ไม่ได้อ่านข้อเขียน หลังจากสยามกีฬา ล่มสลาย จากนักข่าวสายวอลเลย์บอล ชื่อนี้มานาน มาก คืดถึงครับ ปราชญ์ ไชคำ อ่านตั้งแต่ย่อหน้าแรก คิดเหมือนกัน ว่าเปนใคร ถึงได้รุ้ ลายละเอียด เยอะขนาดนี้ พ่อถึงย่อหน้าสุดท้าย ไม่แปลกใจเลยครับ"
"น่าจะทำหอเกียรติยศให้กับ นกฬ.และทีมงานชุดโอลิมปิก เพื่อเป็นประวัติศาสตร์ของวงการวอลเล่ย์บอลของไทยครับ"







ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ตบไฝว้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

