รู้อะไรไม่สู้...รู้เรื่องเงิน : รถที่ใช่ ต้องไม่ทำให้การเงินสะดุด : 3 เรื่องที่ควรคิดก่อนซื้อรถ

ช่วงนี้คนที่กำลังวางแผนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอาจจับตาความเปลี่ยนแปลงด้านภาษี หลังมีรายงานว่ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นำเข้าทั้งคันจาก 10% เป็นไม่ต่ำกว่า 30% โดยมีเป้าหมายเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 หากมาตรการมีผลตามแผน รถ EV นำเข้าบางรุ่นอาจมีราคาสูงขึ้น
ถึงแม้ว่า “มาตรการยังไม่ประกาศใช้” แต่จากแนวโน้มนี้อาจทำให้หลายคนที่สนใจรถยนต์ชนิดดังกล่าวเริ่มคิดว่าควรรีบซื้อรถก่อนราคาปรับขึ้นหรือไม่ แต่ก่อนตัดสินใจ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การซื้อให้ทันช่วงเวลาที่อาจได้ราคาดีกว่า แต่อยู่ที่ว่า เราจำเป็นต้องมีรถแล้วหรือยัง และพร้อมรับภาระค่าใช้จ่ายที่จะตามมาหรือไม่
วันนี้จึงอยากชวนทุกคนประเมินความพร้อมทางการเงินของตัวเองผ่าน 3 เรื่องสำคัญ ก่อนตัดสินใจซื้อรถ ตั้งแต่ความจำเป็นในการใช้รถ ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ ไปจนถึงความสามารถในการผ่อนชำระ เพื่อให้การมีรถไม่กระทบเป้าหมายทางการเงินอื่น ๆ ในชีวิต
“3 เรื่องการเงินที่ควรคิดก่อนซื้อรถ”
1.พิจารณาความจำเป็นในการซื้อรถ
ลองถามตัวเองก่อนว่า “เราต้องการรถไปเพื่ออะไร” เช่น ใช้เดินทางไปทำงาน รับส่งสมาชิกในครอบครัว หรือใช้ประกอบอาชีพ หากรถช่วยเพิ่มความสะดวก ประหยัดเวลา หรือสร้างรายได้ ก็อาจเป็นเหตุผลที่เหมาะสมในการซื้อ
ในทางกลับกัน หากยังสามารถเดินทางด้วยวิธีเดิมได้โดยมีค่าใช้จ่ายเหมาะสม การเลื่อนซื้อรถออกไปเพื่อเก็บเงินเพิ่มก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
การตัดสินใจควรอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็นและความพร้อมทางการเงิน มากกว่าความรู้สึกว่าต้องรีบซื้อเพราะกลัวราคารถจะปรับขึ้น หรืออยากได้รถรุ่นใหม่ตามกระแส
2.ประเมินต้นทุนรวมของการมีรถ
การซื้อรถไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพียงเงินดาวน์และค่างวด แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการใช้งาน หากประเมินเฉพาะค่างวด อาจทำให้เข้าใจผิดว่าตัวเองมีเงินเพียงพอสำหรับการซื้อรถแล้ว
ค่าใช้จ่ายที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่
- ค่าใช้จ่ายในการซื้อ: เงินดาวน์ ค่างวดรถ และดอกเบี้ยสินเชื่อ
- ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน: ค่าน้ำมันหรือค่าไฟฟ้า ค่าทางด่วน และค่าจอดรถ
- ค่าใช้จ่ายในการดูแล: เบี้ยประกันภัย ค่าบำรุงรักษา และค่าซ่อมแซม
- ค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย: ค่าต่อทะเบียน ภาษีรถยนต์ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสภาพรถตามเงื่อนไขที่กำหนด
จากนั้นลองเปรียบเทียบกับค่าเดินทางในปัจจุบัน เช่น ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าแท็กซี่ หรือค่าเดินทางรูปแบบอื่น เพื่อดูว่าการมีรถจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนมากน้อยเพียงใด
“เข้าใจดอกเบี้ยสินเชื่อก่อนเซ็นสัญญา”
สินเชื่อรถยนต์ที่พบได้ทั่วไปมีการคำนวณดอกเบี้ยแบบอัตราคงที่ (Flat Rate) โดยคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นที่จัดไฟแนนซ์ตลอดระยะเวลาสัญญา
ตัวอย่างเช่น ต้องการรถราคา 500,000 บาท วางเงินดาวน์ 30% อัตราดอกเบี้ย (Flat Rate) 5% ระยะเวลาผ่อน 4 ปี ต้องจ่ายค่างวดเดือนละเท่าไหร่
- ยอดจัดไฟแนนซ์ = ราคารถ - เงินดาวน์
= 500,000 - (500,000 * 30%) = 350,000
- ดอกเบี้ยทั้งหมด = ยอดจัดไฟแนนซ์ × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนปีที่ผ่อนชำระ
= 350,000 x 5% x 4 = 70,000
- ยอดรวมที่ต้องจ่าย = ยอดจัดไฟแนนซ์ + ดอกเบี้ยทั้งหมด
= 350,000 + 70,000 = 420,000
- ค่างวดในแต่ละเดือน = ยอดรวมที่ต้องจ่าย / จำนวนเดือนที่ต้องการผ่อน
= 420,000 / 48 = 8,750 บาท ต่อเดือน
นอกจากการผ่อนแบบทั่วไป ยังมีสินเชื่อรถยนต์บางรูปแบบที่เรียกว่า การผ่อนแบบบอลลูน (Balloon Payment) ซึ่งกำหนดให้ผู้ซื้อผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ในจำนวนที่ต่ำกว่ารูปแบบปกติ โดยเหลือยอดเงินก้อนใหญ่ไว้ชำระในช่วงท้ายสัญญา
ข้อดีคือช่วยลดภาระเงินสดรายเดือนในช่วงแรก แต่ข้อควรระวังคือ ผู้ซื้อจำเป็นต้องวางแผนหาเงินก้อนมาชำระเมื่อถึงกำหนด
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ ควรเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อโดยดูทั้งยอดชำระรวม ค่างวด และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามข้อมูลที่ผู้ให้สินเชื่อเปิดเผย
3.ประเมินความสามารถและวางแผนชำระหนี้
เมื่อทราบต้นทุนรวมแล้ว ขั้นต่อไปคือการประเมินว่าเราสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายเหล่านั้นได้จริงหรือไม่ โดยไม่กระทบการใช้ชีวิตและเป้าหมายทางการเงินอื่น
ลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
1) จัดทำงบรายรับรายจ่ายล่วงหน้า 6-12 เดือน
รวบรวมรายได้ที่คาดว่าจะได้รับและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน รวมถึงค่าใช้จ่ายรายปีที่ควรเตรียมเงินไว้ล่วงหน้า
2) เพิ่มค่าผ่อนชำระสินเชื่อใหม่ลงในงบรายรับรายจ่าย
ใส่ค่างวดรถ ค่าน้ำมันหรือค่าไฟ ค่าประกันภัย ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าหลังซื้อรถแล้วจะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเท่าไร
3) ปรับแผนรายจ่ายให้เหมาะสม
หากจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายบางประเภทเพื่อให้สามารถผ่อนรถได้ ควรพิจารณาว่ารายจ่ายที่ลดลงนั้นเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นจริงหรือไม่ และยังสามารถออมเงินเพื่อเป้าหมายสำคัญอื่นได้หรือเปล่า
4) ตรวจสอบเงินคงเหลือว่าติดลบหรือไม่
หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดและภาระหนี้แล้ว เงินคงเหลือติดลบหรือต้องพึ่งพารายได้ที่ยังไม่แน่นอนเพื่อให้ผ่อนไหว อาจควรลดงบซื้อรถ เพิ่มเงินดาวน์ หรือเลื่อนการซื้อออกไปก่อน
นอกจากนี้ อย่าลืมตรวจสอบเงินสำรองฉุกเฉินด้วย เพราะการนำเงินเก็บทั้งหมดไปจ่ายเงินดาวน์อาจทำให้ขาดเงินสำหรับรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การตกงานหรือค่ารักษาพยาบาล
รถยนต์อาจช่วยเพิ่มความสะดวกและตอบโจทย์การใช้ชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลต่อเนื่องหลายปี ก่อนตัดสินใจซื้อ จึงควรพิจารณาให้ครบทั้งความจำเป็น ต้นทุนรวม และความสามารถในการชำระหนี้ด้วย

