แวดวงการเงิน : วันที่ 20 สิงหาคม 2569

** เห็นตัวเลขอัปเดต GDP และดัชนีเศรษฐกิจไทยรอบล่าสุดแล้ว...แวดวงการเงิน...บอกได้คำเดียวว่าอาการหนักน่าเป็นห่วงขึ้นทุกวัน! ในขณะที่รัฐบาลยังคงหวังลมๆแล้งๆ ฝันหวานให้ GDP เติบโตเพื่อขยายเพดานวงเงินกู้ไปวันๆ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นกลับน่ากลัวกว่าที่คาด เพราะไตรมาส 2 ที่ผ่านมา GDP ไทยโตเพียง 1.9% ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน สวนทางกับเงินเฟ้อที่พุ่งไป 2.7% แถมภาคอุตสาหกรรมเดินเครื่องผลิตแค่ 57% ต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส…ซ้ำร้ายอุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว 7.2% จนค่ายรถญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ออกมาโอดครวญถึงการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมของรัฐบาลไทยที่โปรค่ายจีนออกนอกหน้า การส่งออกรถยนต์นั่งร่วงหนักถึง 42% ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกมาขาดดุลกว่า 17.7 พันล้านดอลลาร์ จากการทะลักนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์สร้าง Data Center ที่ทุนต่างชาติอย่างสิงคโปร์เป็นเจ้าของไปกว่า 78% กวาดกำไรกลับประเทศ แต่สร้างการจ้างงานในไทยเพิ่มขึ้นแค่ 0.4% เท่านั้น...ยิ่งหันไปมองภาคธุรกิจ ครึ่งปีแรกมีบริษัทแจ้งปิดกิจการสูงถึง 7,024 ราย SME โดนแบงก์ปฏิเสธปล่อยกู้ติดต่อกัน 12 ไตรมาส เกิดภาวะ K-Shape ชัดเจนชนิดที่ประชาชนระดับล่างกำลังแผลบวมแบกภาระหนี้จนสายป่านจะขาดอยู่แล้ว!!... การดำเนินนโยบายการคลังแบบ “เสพติดการกู้เงิน” ทำงบประมาณขาดดุลยาวนานจนชนเพดานกฎหมาย แล้วหวังแค่ปาฏิหาริย์ให้ GDP ขยายตัว จากการลงทุนจากต่างประเทศอย่างเดียว เพื่อรอดพ้นการแก้ไขกฎหมายเพดานหนี้ เพิ่มความเสี่ยงต่อฐานะการคลังที่แค่นี้ก็มีรายได้ไม่พอรายจ่าย...ยิ่งเห็นข่าวที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง...บอกว่าตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่สูงถึง 6 แสนลานบาทนั้น...เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดที่เปราะบาง....!! ก็ยิ่งทำให้"ขนหัวลุก”...!! ตัวเลขการขาดดุลฯเท่าเนี้ยมันแปลความง่ายๆ ว่า...ประเทศเราเนี้ยจ่ายเงินออกมากกว่าที่ได้มา...งั้นก็ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเลิกเลื่อนลอย แล้วหันมาระดมหารายได้จากภาษีเพิ่มอย่างจริงจังเพื่อช่วยตัวเองอย่างยั่งยืนเสียที! จริงอยู่ว่าเริ่มมีการลงมือทำแล้วทั้งในด้านปรับลดโครงสร้างการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่แผนการคลังระยะปานกลางที่เคยป่าวประกาศไว้ ได้มีการดำเนินการไปถึงไหนแล้วอย่างไรบ้าง และการยกเครื่องภาษีสรรพสามิต กรมจัดเก็บอันดับ 2 มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้วหรือยัง…“การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นแบบอัตราเดียว” ที่รอให้ปรับเพื่อกวาดรายได้เพิ่ม ทำไมรัฐบาลเลือกที่จะประวิงเวลา ทำเพื่ออะไร?... แวดวงการเงิน...ย้ำตรงนี้เลยว่า การปฏิรูปภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว คือมาตรการที่พร้อมที่สุด มีผลการศึกษาทางวิชาการรองรับครบถ้วนสมบูรณ์แบบ และสร้างผลกระทบต่อประชาชนโดยรวมน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับภาษีประเภทอื่น...นอกจากจะช่วยอุดช่องว่างการบิดเบือนราคา ขจัดปัญหาการหมกเม็ดเลี่ยงภาษี และสร้างความเป็นธรรมในตลาดแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือมันคือ “แหล่งรายได้ก้อนโต” ที่การันตีนำส่งเข้าคลังได้ทันทีโดยไม่ต้องนั่งรอปาฏิหาริย์จากการเติบโตของ GDP…!! ดร.เอกนิติ...ต้องหยุดยื้อเวลา แสดงความกล้าหาญที่จะตัดสินใจได้แล้ว....ออกมาเบรกโครงการ”แลนด์บริดจ์”ยากกว่านนี้เยอะยังทำได้เลย...**
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์**

