โลกการค้า ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโตได้แต่ยังเหนื่อย
หลากหลายปัจจัยลบกระทบกำลังซื้อของลูกค้า
** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า คนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยในปี 2569 คาดว่าจะมีจำนวน 13.45 ล้านคน (1 คนเดินทางได้มากกว่า 1 ครั้ง และมากกว่า 1 ประเทศ) หรือเติบโตประมาณ 3% ชะลอลงจากที่ขยายตัว 12% ในปี 2568 เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับสูงขึ้น ทั้งราคาตั๋วเครื่องบิน ค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บกับนักท่องเที่ยวทั้งจากประเทศต้นทางและปลายทาง รวมถึงค่าใช้จ่ายในประเทศปลายทาง ส่งผลให้ความถี่ในการเดินทางลดลงในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลางและกลุ่มผู้เดินทางในโครงการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลขององค์กร (Incentive) ซึ่งอ่อนไหวต่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูง
จุดหมายปลายทางที่เป็นที่นิยมของคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยถ้าไม่นับการเดินทางข้ามพรมแดนอย่างมาเลเซียและ สปป.ลาว จุดหมายระยะใกล้อันดับ 1 คือจีน หลังทางการจีนใช้มาตรการวีซ่าฟรี (1 มีนาคม 2567) ทำให้คนไทยเดินทางไปจีนสูงถึง 3.06 ล้านคนในปี 2568 เร่งตัวขึ้น 1,220% จาก 2.32 แสนคนในปี 2566 และมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2569 สำหรับจุดหมายสำคัญรองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้
โดยเฉลี่ยคนไทยต้องเสียค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวต่างประเทศราว 3.5–9.5% ของค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริป นอกเหนือจากค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร และของที่ระลึก โดยจัดเก็บทั้งจากประเทศต้นทางและปลายทาง ซึ่งแต่ละประเทศเก็บแตกต่างกัน แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.ผ่านตั๋วโดยสารเครื่องบิน: เช่น ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge - PSC) และภาษีเดินทางออกนอกประเทศ (Departure Tax) ที่บางประเทศจัดเก็บ เช่น ญี่ปุ่น และฮ่องกง (สำหรับไทย ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาท ได้เลื่อนการจัดเก็บออกไป) 2.ชำระล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์: เช่น ค่าธรรมเนียมเข้าเมือง (Tourism Entry Fee) ค่าอนุมัติเดินทาง (Electronic Travel Authorization) และค่าธรรมเนียมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย 3.ชำระ ณ ปลายทาง: เช่น ภาษีการพำนัก (City Tax / Occupancy Tax) ที่เรียกเก็บโดยตรงจากที่พัก ซึ่งบางประเทศจัดเก็บ เช่น ญี่ปุ่น (โตเกียว เกียวโต) และมาเลเซีย
ในระยะข้างหน้า ตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยยังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม แม้การเลื่อนเก็บภาษีออกนอกราชอาณาจักรช่วยให้คนไทยยังไม่ต้องรับภาระค่าเดินทางส่วนเพิ่ม แต่ระยะข้างหน้า ตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันต้นทุนการเดินทางให้สูงขึ้น
ขณะที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 31.5 ล้านคน ลดลง 4.5% จากปีก่อนที่มีเกือบ 33 ล้านคน และต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 32-34 ล้านคน โดยมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ผันผวน และต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นประกอบกับการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนามที่มีความคุ้มค่าด้านราคาและมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ รวมถึงจีนและญี่ปุ่นที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
สำหรับปี 2570 คาดว่าสถานการณ์จะฟื้นตัวดีขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเพิ่มขึ้นเป็น 34 ล้านคน หรือขยายตัว 7.9% สร้างรายได้ประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยกรณีเลวร้ายอาจมีนักท่องเที่ยวเพียง 32.57 ล้านคน ขณะที่กรณีดีที่สุดอาจเพิ่มขึ้นเป็น 35.44 ล้านคน
สาเหตุที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. ปัจจัยภายนอกที่ไทยควบคุมไม่ได้ สัดส่วน 48.1% ทั้งภาวะสงคราม ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และภาวะเศรษฐกิจโลก 2. ข้อจำกัดภายในประเทศ สัดส่วน 25.3% ทั้งจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายวีซ่า ปัญหาด่านชายแดน รวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัย 3. นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายไปประเทศคู่แข่ง สัดส่วน 21.7% ทั้งนี้ หากรวมปัจจัยภายในประเทศกับการถูกประเทศคู่แข่งแย่งตลาด จะมีสัดส่วนรวมกันสูงถึงประมาณ 47% สะท้อนว่า ปัญหาการท่องเที่ยวไทยไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความสามารถในการแข่งขันที่ต้องเร่งแก้ไข
จากการวิเคราะห์ข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า มีจำนวน 23.20 ล้านคน ลดลง 3.8% หรือประมาณ 916,019 คน โดยการหดตัวรุนแรงขึ้นต่อเนื่องในแต่ละไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาสแรกติดลบ 2.4% ไตรมาส 2 ติดลบ 4.4% และไตรมาส 3 ติดลบ 5% ขณะที่เดือนก.ย.ลดลงถึง 10.5% เมื่อพิจารณา 5 ตลาดหลัก พบว่า จีนเป็นตลาดเดียวที่ขยายตัว โดยเพิ่มขึ้น 15.2% มีนักท่องเที่ยว 3.94 ล้านคน ขณะที่รัสเซียลดลง 0.1% อินเดียลดลง 2.5% มาเลเซียลดลง 15.2% และเกาหลีใต้ลดลง 25.4%
** กระบองเพชร**
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

