โลกการค้า ประจำวันที่ 10 กันยายน 2569

กนง.กังวลศก.โตกระจุก...กำลังซื้ออ่อนแรง
** ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ( กนง.) ครั้งที่ 4/2569 คณะกรรมการ กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ จากแรงส่งต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สนับสนุนให้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาด แม้การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้เดิม ส่วนหนึ่งจากการระมัดระวังการใช้จ่ายของครัวเรือน ในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น โดยการบริโภคมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จากแรงสนับสนุนของมาตรการภาครัฐ แต่จะชะลอลงในช่วงไตรมาสที่ 4 หลังมาตรการสิ้นสุดลง ขณะที่ประเมินว่าการบริโภคในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวตามค่าครองชีพที่ปรับลดลงตามราคาพลังงาน และรายได้ภาคครัวเรือนที่ทยอยปรับดีขึ้น
อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดย 1. การส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูงต่อเนื่องกระจุกตัวอยู่ในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรปัญญาประดิษฐ์ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศสูง ขณะที่การส่งออกสินค้าอื่นยังขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง 2. การลงทุนภาคเอกชน ที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้นส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล (data center) โดยผลบวกของการลงทุนดังกล่าวต่อการจ้างงานและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจต่ำกว่าการลงทุนในอดีตเนื่องจากมีความต้องการใช้แรงงานน้อยและพึ่งพาการนำเข้าสูง และ 3. SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่อง
คณะกรรมการฯ เห็นว่าวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI จะช่วยสนับสนุนการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า แต่ผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอาจยังอยู่ในวงจำกัด โดยขึ้นอยู่กับการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ ไทยควรรักษาความสามารถในการแข่งขันและความน่าสนใจเพื่อดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยฝ่ายเลขานุการฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าปัจจุบันวัฏจักรเทคโนโลยียังอยู่ในช่วงการวางโครงสร้างพื้นฐาน (AI infrastructure build-out phase) สะท้อนจากแผน
การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำและโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนได้อีกระยะหนึ่ง ก่อนที่เริ่มชะลอลงหลังวัฏจักรเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงการนำเทคโนโลยีไปใช้ (AI adoption phase) ซึ่งต้องติดตามผลดีที่จะมีต่อไปยังภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจรวมถึงประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
ทั้งนี้คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อการบริโภคภาคเอกชนที่ถูกกดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงแนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงฐานะทางการเงินที่เปราะบางจากปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงกระแทก (shocks) บ่อยขึ้น ซึ่งส่งผลให้ฐานะทางการเงินของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับแย่ลง อีกทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวส่งผลให้รายได้ของครัวเรือน ส่วนใหญ่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นมาก โดยต้องติดตามกำลังซื้อครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำภายใต้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่น้อยกว่าที่ประเมินไว้เดิม จากราคาพลังงานในประเทศที่ปรับลดลงจากช่วงไตรมาสที่ 2 ตามราคาน้ำมันดิบโลกและมาตรการดูแลราคาพลังงานในประเทศ รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนที่ต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงส่วนหนึ่งจากราคาน้ำมันในประเทศและผลของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อราคาอาหารสด ก่อนจะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่จำกัดภายใต้เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงจากประมาณการเดิมตามการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการที่ต่ำกว่าคาดจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอและแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลง สอดคล้องกับ 1. ผลสำรวจผู้ประกอบการที่สะท้อนว่าจำนวนธุรกิจที่ไม่มีแผนปรับขึ้นราคามีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และ 2. เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นที่ปรับลดลง สำหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย
คณะกรรมการฯ เห็นว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกกลับมาปรับสูงขึ้น โดยเห็นว่าราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาส่วนหนึ่งมาจากการระบายน้ำมันคงคลังของหลายประเทศเพื่อชดเชยอุปทานที่ขาดหายไป ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำารองโลกในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอีกทั้งหากเส้นทางการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางถูกกระทบยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกอาจกลับมาเร่งสูงขึ้นได้ฝ่ายเลขานุการฯ ชี้แจงว่าแม้ข้อสมมติราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มลดลงแต่ยังทรงตัวในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจะยังกดดันราคาพลังงานโลกต่อไปอีกระยะหนึ่ง ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองโลกอาจช่วยดูแลราคาน้ำมันโลกไม่ให้เร่งสูงขึ้นมากได้ราว 1-3 เดือน หลังจากนั้นต้องติดตามการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการและแนวโน้มราคาพลังงานโลก รวมถึงสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการดูแลราคาพลังงานในประเทศ และนัยต่อเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าอย่างใกล้ชิด
** กระบองเพชร**

