เปลี่ยนผ่านพลังงาน เปลี่ยนประชาชนจากผู้ซื้อเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเรื่องของ “เงิน 2 แสนล้านบาท” หรือมาตรการช่วยลดภาระค่าไฟประชาชน เพราะหากรัฐบาลเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย เงินก้อนนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศครั้งสำคัญ
หัวใจสำคัญอยู่ที่การทำให้ประชาชนไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ใช้ไฟฟ้า” ที่ต้องซื้อไฟจากระบบ แต่สามารถกลายเป็น “ผู้ผลิตไฟฟ้า” จากหลังคาบ้านของตัวเอง และขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อธิบายถึงแนวคิด Solar Rooftop ภาคประชาชนว่า รัฐเตรียมสนับสนุนค่าติดตั้งประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าเบื้องต้น 1 ล้านครัวเรือน และกำลังพิจารณาขยายเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน
หากโครงการทำได้จริง ประโยชน์ไม่ได้อยู่เพียงการลดค่าไฟในแต่ละครัวเรือน แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของประชาชน จากผู้ซื้อพลังงานมาเป็นผู้ผลิตพลังงาน
ครัวเรือนสามารถผลิตไฟใช้เอง ลดการซื้อไฟจากระบบ และไฟฟ้าส่วนที่เหลือสามารถขายกลับเข้าสู่ระบบ กลายเป็นรายได้หรือช่วยชดเชยต้นทุนการติดตั้งในระยะยาว
นี่คือหัวใจของคำว่า “เปลี่ยนผ่านพลังงาน”
และเรื่องนี้มีความสำคัญในระดับประเทศ เพราะประเทศไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูง โดยข้อมูล กฟผ. ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ระบุว่า ก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 63.78% ของเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในระบบ กฟผ.
การพึ่งพาก๊าซในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะส่วนที่ต้องนำเข้า ทำให้ต้นทุนพลังงานของประเทศต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาตลาดโลก เมื่อราคาก๊าซสูงขึ้น ต้นทุนผลิตไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดภาระย่อมย้อนกลับมาสู่ประชาชนและภาคธุรกิจ
ดังนั้น การเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าจึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
กรอบเงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงควรถูกมองว่าเป็น “เงินลงทุนเพื่อเปลี่ยนระบบ” ไม่ใช่เพียงงบประมาณสำหรับแจกหรืออุดหนุนประชาชน โดยมีเป้าหมายครอบคลุมทั้งพลังงานทดแทน โครงข่ายไฟฟ้า ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ยานยนต์สะอาดและการพัฒนาทักษะแรงงาน
แต่ถึงตรงนี้ รัฐบาลยังมีงานสำคัญที่ต้องเร่งทำ นั่นคือการสื่อสารกับประชาชน เพราะโครงการที่ดีหากประชาชนไม่เข้าใจ ก็มีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จ
ประชาชนต้องรู้ว่าใครมีสิทธิเข้าร่วม รัฐช่วยเท่าไร ต้องลงทุนเพิ่มหรือไม่ ผลิตไฟได้เท่าไร ขายไฟคืนอย่างไร รายได้จะเป็นของใคร และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนได้มากน้อยเพียงใด
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนเห็นภาพอย่างง่ายที่สุดก็คือวันนี้เราเป็นผู้จ่ายค่าไฟ วันข้างหน้าเราสามารถผลิตไฟใช้เองและขายไฟส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้
หากประชาชนเห็นประโยชน์ตรงนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะไม่ใช่โครงการของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่จะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนต้องการเข้ามามีส่วนร่วม
ขณะเดียวกัน รัฐต้องออกแบบโครงการให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ ไม่ใช่เปิดโอกาสเฉพาะผู้มีบ้านและมีเงินลงทุน เพราะหากต้องการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศจริง การเข้าถึงสินเชื่อ เงื่อนไขการรับซื้อไฟ การเชื่อมต่อระบบ และมาตรฐานการติดตั้ง ต้องมีความชัดเจนและเป็นธรรม
รัฐบาลมีทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และความจำเป็นจากสถานการณ์พลังงานโลกเป็นแรงผลักดัน สิ่งที่เหลือคือ ทำให้ประชาชน เข้าใจ เชื่อมั่น และอยากเข้าร่วม
เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะสำเร็จไม่ได้ หากรัฐบาลเดินอยู่เพียงฝ่ายเดียว
เมื่อบ้านนับล้านหลังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ ประเทศก็จะมีแหล่งผลิตพลังงานขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า ลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลก และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ครัวเรือน
นี่คือการเปลี่ยนจาก “ผู้บริโภคพลังงาน” เป็น “ผู้ผลิตพลังงาน”
หากรัฐบาลทำให้ประชาชนเข้าใจและเข้าร่วมได้อย่างกว้างขวาง เงิน 2 แสนล้านบาทก็จะไม่ใช่เพียงเงินสำหรับแก้ปัญหาพลังงานในวันนี้ แต่อาจเป็นเงินลงทุนที่เปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศไทยไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า

