อินเดียเรียกคืนความเป็นอินเดีย (ตอน2)

โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ
ในอดีตที่ยาวนานกว่า 1300 ปี อินเดียถูกโจมตี ปล้นสดมภ์ และ ยึดครองโดยหลายชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพวกอาหรับมุสลิม พวกเปอร์เชีย โปรตุเกส และ อังกฤษ
แต่การรุกรานที่ทำร้ายอินเดียอย่างหนักหนาสาหัสที่สุดก็คือ มุสลิม และ อังกฤษ
ผู้รุกรานของชาวมุสลิม ได้สร้างความแตกแยกในอินเดีย ให้เป็นคนสองกลุ่มที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว คือ ชาวฮินดู ที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม กับ ชนชาวมุสลิมผู้เข้ามาใหม่ที่นับถือศาสนาอิสลาม
ในขณะเดียวกัน อังกฤษก็สูบเลือดสูบเนื้อจากประเทศอินเดียออกไปสู่เกาะอังกฤษอย่างมหาศาล ประมาณว่าในช่วงเวลาร่วม 200 ปีที่อังกฤษยึดครองอินเดียนั้น ได้ขนเอาทรัพยากรกลับประเทศไปกว่า 75 ล้านล้านดอลลาร์(ตามค่าของเงินในสมัยนั้น) ทำให้อินเดียซึ่งเคยเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งที่สุดในโลกกลายมาเป็นประเทศยากจน

(มูฮัมหมัด อิบน์ คาซิม)
ในช่วงเวลาที่มุสลิมกลุ่มแรกรุกรานเข้ามาในราว ปี 708-711 นำโดย มูฮัมหมัด อิบน์ คาซิม นักรบคนสำคัญของราชวงศ์อูมายยัด จากซีเรีย เวลานั้นอินเดียเป็นดินแดนของชาวฮินดูแทบจะร้อยเปอร์เซนต์ หลังจากนั้น คลื่นของผู้รุกรานชาวอิสลามก็ถาโถมเข้ามาเป็นระยะๆ มีทั้งที่ปล้นสดมภ์แล้วกลับไป และที่ตั้งรกรากเป็นราชวงศ์ปกครองอินเดียต่อมา
ชาวฮินดูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องอดทนกล้ำกลืนต่อการกดขี่ของผู้ปกครองเหล่านั้น และแม้จนอินเดียได้รับอิสรภาพ รัฐบาลที่เข้ามาปกครองก็ยังมีแนวคิดที่เอื้อต่อชาวมุสลิมเพียงแค่หวังคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคคองเกรส ของตระกูลคานธี ที่ยืนยงมาตลอดด้วยคะแนนสนับสนุนของชาวมุสลิม

(รัฐเคราลา (ลูกศรชี้) )
โดยเฉพาะในรัฐเคราลา ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย
หลังจากรัฐสภาของอินเดียได้ยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา370 ไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ปี 2019 ทำให้ชาวฮินดูที่อาศัยอยู่ในรัฐจามมู - แคชเมียร และ ทั่วประเทศได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา
อะไรคือความเป็น “อินเดีย”ที่อินเดียต้องทวงคืน ?
ผมจะขอเริ่มด้วยส่วนที่เกี่ยวกับการยึดครองของมุสลิมก่อนครับ
เนื่องจากวัฒนธรรมของศาสนาอิสลาม แตกต่างจากวัฒนธรรมของศาสนาฮินดูอย่างมาก ไม่นับถึงการที่ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาเอกเทวะนิยม คือ การนับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ในขณะที่ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาพหุเทวะนิยม คือ นับถือพระเจ้าจำนวนมาก
ความขัดแย้งระหว่างสองศาสนาเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นๆ จนกระทั่งประเทศอินเดียถูกกดดันให้ต้องแบ่งดินแดนออกเป็นสองประเทศคือ อินเดีย และ ปากีสถาน หลังจากได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ
ก่อนหน้านั้น ผู้ปกครองอินเดียที่เป็นมุสลิม ได้เปลี่ยนชื่อสถานที่ ชื่อถนนหนทาง ชื่อเมือง และอีกมากมายจากชื่อในแบบฮินดู ให้กลายมาเป็นชื่อมุสลิม
บางชื่อเป็นชื่อของจักรพรรดิโมกุล ที่ปกครองอินเดียด้วยความโหดร้ายด้วยซ้ำ
นายนเรนทรา โมดี จึงเริ่มขบวนการเปลี่ยนชื่อสถานที่ต่างๆให้กลับมาเป็น “อินเดีย” อีกครั้ง เช่น เมืองอัลลาฮาบาด(ALLAHABAD)เดิม กลายมาเป็น ปรายักราช(PRAYAGRAJ), ถนน ออรังเซป (AURANGZEB)ที่ตั้งจากชื่อโอรสของ ชาห์ จาฮาน มาเป็น อับดุล คาราม (ABDUL KALAM) นักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดีย ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอินเดียด้วย
เมืองออรังกาบาด(AURANGABAD) ถุกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ชัตตราปาติ ซามบาห์จินาการ์(CHHATRAPATI SAMBHAJINAGAR) และ เมืองออสมานาบาด (OSMANABAD)มาเป็น ธาราชีพ (DHARASHIV)
ยังไม่จบแค่นี้ครับ พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ
ท่านที่สนใจจะร่วมเดินทางเจาะลึกอียิปต์ 10 วัน 7 คืนที่ผมจะเป็นผู้บรรยายชม ขณะนี้เหลืออีกเพียง 3 ทริปเท่านั้น สนใจสามารถสอบถามได้ที่โทร 0885786666 หรือ LINE ID – 14092498 ครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

