แก้ผ้าลุงแซม : คุกกลางแปซิฟิก

หากนิยามท่าเรือที่ 39 คงต้องบอกว่านี่คือศูนย์รวมความบันเทิงริมมหาสมุทร เพราะภัตตาคารร้านรวงทั้งหลายจัดแต่งน่ารักน่าชม มีโรงหนังเล็กๆ ฉายหนังสามมิติให้สำราญ หากไม่ชอบความพลุกพล่านจอแจ เดินเลียบทางเดินมาที่โป๊ะ จะเห็นฝูงสิงโตทะเลนอนผึ่งแดดอย่างสุขสม
ไม่มีใครรู้ว่าทำไมสิงโตทะเลเหล่านี้ถึงถูกใจโป๊ะท่าเรือที่ 39 มากกว่าท่าเรือแห่งอื่นที่เรียงรายตลอดแนวชายฝั่งแปซิฟิก ฝูงสิงโตทะเลอพยพมาจับจองท่าเรือแห่งนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 ซึ่งเป็นปีที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่หนที่สองในซานฟรานซิสโก
วิธีสนุกที่สุดในการไปเยือนท่าเรือแห่งนี้คือการนั่งรถรางหรือเคเบิลคาร์ อันเป็นสิ่งที่บรรดาตัวฤทธิ์ต้องทำชนิดที่เรียกว่า “ห้ามพลาด” เพราะรถรางที่นี่ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างดีเยี่ยม จนหลายคนตั้งชื่อว่านี่คือรถรางสายปรารถนาเลยทีเดียว
รถรางเแห่งซานฟรานซิสโกเปิดให้บริการตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1873 สมัยก่อนเปิดบริการถึง 23 สาย แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 3 สายเท่านั้น คือสาย Powell-Hyde Line วิ่งจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ สาย Powell-Mason Line ซึ่งก็วิ่งแนวเหนือลงใต้อีกเช่นกัน หากแต่ไปสิ้นสุดที่ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ และ California Line วิ่งระหว่างตะวันออกและตะวันตกไปตามถนนแคลิฟอร์เนีย
หากอยากมาท่าเรือที่ 39 จะต้องนั่งสาย Powell-Mason Line จนสุดสายที่ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ สถานที่นี้เคยเป็นท่าเรือที่ชาวประมงเทียบเรือนำสัตว์ทะเลมาส่งตลาดในกาลก่อน แต่ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการเซลฟี่ ดังนั้นอย่าแปลกใจที่เห็นผู้คนทั้งโลกมารวมตัวกันที่นี่
นอกจากเสียงสิงโตทะเลระงมท่าเรือแล้ว ทอดตาไปเบื้องหน้าจะเห็นเกาะอัลคาทราซ ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “เดอะ ร็อค” ในปี ค.ศ. 1775 ฮวน มานูเอล เดอ อยาลา นักสำรวจสเปนตั้งชื่อเกาะนี้ว่า “ La Isla de Los Al catraces” ซึ่งแปลว่า "เกาะแห่งนกกระทุง" โดยแจงรายละเอียดว่าเกาะแห่งนี้ไม่เหมาะที่จะอยู่อาศัย เนื่องจากกระแสน้ำเย็นจัด และแห้งแล้งเกินกว่าจะปลูกอะไรได้
ไม่ใช่นกกระทุงเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการใช้พื้นที่เกาะแห่งนี้ แต่บรรดานักโทษทหารชุดแรกจำนวน 26 คนถูกนำมาขังที่นี่ เกาะเปลี่ยวร้างแปรสภาพมาเป็นคุกของกองทัพในปี ค.ศ.1850 ถึงปี ค.ศ.1933
จากนั้นเปลี่ยนมือมาสู่กระทรวงยุติธรรมเพื่อใช้ขังนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด บวกกับภาพน้ำทะเลเย็นจัด จึงร่ำลือกันว่าไม่มีนักโทษคนไหนหนีรอดจากเดอะร็อคได้เลย
ขึ้นชื่อว่าคุก ย่อมปราศจากอิสรภาพ แม้อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมงดงามก็ตาม เสียงคร่ำครวญขมขื่นเลาะเลี้ยวตามซอกหลืบบนเกาะอัลคาทราซ เคล้าระลอกคลื่นแล้วแผ่วจางคืนแล้วคืนเล่า จนกระทั่งเสียงหวนไห้ของผู้ต้องขังแปรเป็นเสียงไซเรนแผดแหลมก้องเกาะ เพื่อเตือนว่าขณะนี้มีนักโทษแหกคุกกลางดึกคืนวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ.1962
นักโทษทั้งสามคนคือแฟรงค์ มอร์ริส สองพี่น้อง คลาเรนซ์และจอห์น แองกลินเตรียมลู่ทางการหลบหนีล่วงหน้าแรมเดือน แม้กระทั่งทำหุ่นปลอมไว้หลอกเจ้าหน้าที่ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครพบหน้านักโทษทั้งสามคนอีกเลย
เจ้าหน้าที่สรุปว่าทั้งสามคนเสียชีวิตจากการจมน้ำ แต่หลายคนเชื่อว่าทั้งสามคนรอดมาได้และปกปิดตัวตนเพื่อความอยู่รอด นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่โด่งดังมาจนทุกวันนี้ เพราะตลอดระยะเวลา 29 ปี มีนักโทษพยายามหนี 36 คน แต่ไม่มีคนไหนหนีรอดได้สำเร็จเลยแม้แต่รายเดียว แถมบางคนถูกยิงเสียชีวิตทันที
นักพิสูจน์สิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติเชื่อว่าในคุกแห่งนี้มีวิญญาณสิงสู่ จึงมีการนำเครื่องมือวิทยาศาสตร์เข้าไปพิสูจน์อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
นักท่องเที่ยวที่แวะไปเยือนมักได้ยินเสียงประหลาดเสมอๆ เช่น เสียงปิดประตูห้องขังเอง เสียงหวีดร้องจากใต้ดิน เสียงกระจกแตกในห้องอาหาร เสียงตัดเหล็ก รวมถึงความรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา แต่เรื่องเหล่านี้คือความเชื่อส่วนบุคคล คงไม่อาจชี้ชัดได้ว่าจริงหรือเท็จ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

