บุคคลแนวหน้า : 4 ตุลาคม 2569

หนังสือพิมพ์แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา ท่ามกลางฝันร้ายของ คนกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวนหลายหมื่นชีวิตที่ต้องผจญกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2569 ที่ต้องถูกบันทึกไว้อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเรียก มหาอุทกภัยหรือไม่ก็ตาม แต่สรุปว่า เมืองหลวงยับเยิน
…nn เช่นเดียวกับอีกหลายพื้นที่ในภาคตะวันออก และภาคกลาง ท่วมสาหัสไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาคกลาง ยังต้องผจญชะตากรรมกับมวลน้ำเหนือที่กำลังไหลลงมาสมทบน้ำฝนที่สะสมเต็มลำคลอง ต้องลุ้นว่าปีนี้ทั้งอ.เสนา-บางบาล เมืองกรุงเก่าจะจมน้ำไปอีกกี่เดือน???
…nn ส่วนกรุงเทพฯ แม้สถานการณ์ตอนนี้จะคลี่คลายลงไปมาก หลายๆจุดที่ท่วมหนักๆ เริ่มแห้ง และกำลังเข้าสู่การฟื้นฟู-ล้างเมืองครั้งใหญ่ แต่ร่องรอยที่ผู้ว่าฯกทม.ประกาศให้ทั้ง 50 เขต เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ก็ชัดเจนว่า เมืองกรุงสะบักสะบอมแค่ไหน???
…nn โดยเฉพาะแถวแฟลตคลองจั่น-เคหะร่มเกล้า เจอเต็มเปา คืนเดียวทะลักแทบมิดหลังคารถ เพราะว่าพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ กว่าน้ำจะลดก็กินเวลาหลายวัน เห็นสภาพของชาวบ้านที่ต้องลุยน้ำเน่าออกมารับอาหาร-น้ำไฟก็ไม่มีใช้ ต้องขับถ่ายใส่ถุง ช่างน่าอนาถใจนัก
…nn ถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ??? คงต้องนั่งนับนิ้วกันจนเมื่อย แต่เอาเป็นว่า วิกฤตน้ำท่วมกรุงครั้งนี้ ชี้นิ้วไปได้เลยว่า ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ ถือว่าล้มเหลว-ไร้น้ำยาทุกระดับชั้น สอบตกทั้งหมด ไม่ว่าผู้ว่าฯกทม.-สส.-รัฐบาล ยันกรมอุตุฯ
…nn กทม.ต้องรับไปเต็มๆ เพราะท่วมรอบนี้คือน้ำฝนแท้ๆ ที่ตกแช่ทั้งวันทั้งคืนช่วง 24-26 กันยายน น้ำไหลทะลักเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะว่าน้ำในคลองหลัก-คลองสาขาเต็มล้นมาก่อนหน้านั้นหลายวันแล้ว แต่กทม.ไม่ได้พร่องน้ำเตรียมรอเอาไว้
…nn เมื่อน้ำเต็มคลองมันก็ไม่มีทางไป พอเจอฝนแช่ต่อเนื่องระดับน้ำในคลองจึงขึ้นอย่างรวดเร็ว และทะลักเข้าพื้นที่ชุมชนแทบไม่ทันตั้งตัว แบบนี้ต้องด่าใคร??? เพราะกรุงเทพฯแต่ไหนแต่ไรมาก็เจอปัญหาฝนตก-น้ำท่วมอยู่แบบนี้ทั้งปีทั้งชาติ แต่สุดท้ายก็มาตายเพราะน้ำท่วมเหมือนเดิม
…nn ยังไม่รวมเสียงด่าสนั่นเมืองเรื่องระบบระบายน้ำอีกว่า มีประสิทธิภาพแค่ไหน??? ดูง่ายๆ แค่กู้วิกฤตคลองจั่น กทม.ยังต้องหันไปพึ่งบารมีท่อซิ่งพญานาค วิ่งตะบึงจากปราจีนบุรี เข้ามาช่วยกอบกู้วิกฤตเมืองกรุงสูบน้ำลงคลองแสนแสบจนแห้ง นี่คือความจริงประเทศไทย
…nn กทม.มีทั้ง งบประมาณ เครื่องไม้เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่บุคลากร แต่พอเกิดมหาวิกฤตน้ำท่วมแบบนี้ทั้งเอาไม่อยู่-ไปไม่เป็น ถามว่านี่คือความล้มเหลวของระบบ??? ของคน??? และของใคร??? ถ้าจะถอดบทเรียน (อีกแล้ว) ต้องมีคำตอบนี้ให้คนกรุงเทพฯ
…nn เรื่อง ใครผิด-ใครถูก-ใครเอาอยู่-ใครเอาไม่อยู่ พักไว้ก่อน เพราะเรายังมีงานใหญ่ต้องสู้กับ มวลน้ำเหนือ ที่ยกทัพมาจ่อคอหอยถึงพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางแล้ว ทั้ง เขื่อนเจ้าพระยา-เขื่อนป่าสักฯ กำลังรับศึกหนักระดับเกิน 100 % เมื่อช่วง 2-3 วันก่อนต้องปล่อยน้ำเพิ่มแบบขั้นบันได
…nn จะว่าไปปัญหาน้ำท่วมกับการเมืองไทย แยกกันไม่เคยออกรอบนี้ก็เหมือนกัน คะแนนนิยมรัฐบาลที่ดิ่งอยู่แล้ว พอมาเจอแบบนี้ซ้ำอีก เรตติ้งยิ่งจมหายไปกับน้ำ เข้าทำนอง ช่วงขาลง อะไรต่อมิอะไร ก็ดูผิดที่ผิดทาง ไม่เป็นอกเป็นใจไปซะหมด
…nn ขนาดนายกฯหนูสู้อุตส่าห์ฝ่าเสียงก่นด่า ลุยน้ำลุยท่าไปช่วยชาวบ้านดึกๆดื่นๆ แต่ดันเผลอไปควักแบงก์พันแจกเท่านั้นแหละ กลายเป็นเรื่องใหญ่ โดนวิจารณ์ซะเละ ทั้งที่ๆ ก่อนหน้านั้น ใครๆ นึกว่ารัฐบาลน่าจะทางโล่งโปร่งสบาย หลังรอดคดีบาร์โค้ดมาได้ โดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่
…nn แต่ที่ไหนได้ เจอมหาวิกฤตน้ำท่วมตูมเดียว ทำท่าจะจอดไม่ต้องแจว เสียทรง-เสียศูนย์ไปมากโข ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร รัฐบาลภูมิใจไทย เจอความท้าทายเรื่องปัญหาน้ำท่วมมาโดยตลอด ตั้งแต่หาดใหญ่จนมาถึงรอบนี้ ทำแต้มจมหายไปบานตะเกียง เหมือนแพ้ทางน้ำ
…nn เรื่องน้ำ กลายเป็นของแสลง พรรคภูมิใจไทย ไปแล้ว ต้องดูว่ากรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ตัดสินใจ เคาะบิ๊กโปรเจกต์โครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย มูลค่า 1.69 แสนล้านบาท หวังจะยกระดับแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลางในอีก 8 ปีข้างหน้านั้น จะออกมาเป็นอีท่าไหน???
…nn แต่ที่แน่ๆ คือ อุณหภูมิการเมืองหลังน้ำท่วม จะร้อนระอุขึ้นอีก โดยเฉพาะคำว่า เอาอยู่ คงจะถูกฝ่ายค้านลากเข้าไปขึงพืดในญัตติซักฟอก แม้ไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะล้มรัฐบาลได้ แต่นี่คือเรื่องละเอียดอ่อน โดนทุบทีไร รัฐบาลไม่ตายก็คางเหลืองคาสภา.....สวัสดี
สิบแปดสิงห์

