อย่าให้ ‘ไทย’ เป็นดินแดนใหม่ของ ‘ยิว’

จากข่าวชาวอิสราเอล หรือ “ยิว” ที่มีพฤติกรรมน่ากังวลในดินแดนของไทย ตั้งแต่ที่ปาย พะงัน สมุย จนถึงขั้นตั้งศาสนสถานขึ้นหลายแห่ง ทำให้สถานการณ์ “ยิวบุกไทย”
เป็นเรื่องที่สังคมไทยกำลังวิตกกังวล
1) รายงานข่าวจากสำนักข่าว “อาหรับนิวส์” ระบุว่k เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา พระสงฆ์ศรีลังกาเข้าร่วมกับพวกชาวบ้านในเมืองหิริเกติยา ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเล ในการประท้วงต่อต้านการเข้ามาพักอาศัยอยู่ของนักท่องเที่ยวอิสราเอล กล่าวหาชาวอิสราเอลจัดตั้งสถานประกอบการที่ผิดกฎหมายและทำลายความสงบสุข ใกล้วัดพุทธที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
หิริเกติยา เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ตั้งอยู่ในอ่าวเล็กๆ ตามแนวชายฝั่งทางใต้ของศรีลังกา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่แถบนี้กลายมามีชื่อเสียงโด่งดัง ในฐานะจุดหมายปลายทาง การเล่นกระดานโต้คลื่นลำดับต้นๆ ของประเทศ ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวพุทธและมีชุมชนชาวสิงหลอาศัยอยู่มีวัดอยู่หลายแห่ง รวมถึงวัดเววูรุกันนาลา วิหารยา วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในยุคศตวรรษที่ 18 และเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปประทับนั่งสูงที่สุดของศรีลังกาด้วย
เมื่อเร็วๆ นี้ พวกผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนหิริเกติยาและหมู่บ้านใกล้เคียง พบเห็นการไหลบ่าของชาวอิสราเอล ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงต้นปีได้มีการจัดตั้งชาบัดแห่งหนึ่งขึ้น ชาบัดแห่งนี้ถูกจัดตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับการยินยอมจากชุมชน จนเกิดการชุมนุมต่อต้านขึ้น โดยมีผู้ชุมนุมราว 300 คน รวมถึงพระสงฆ์ซึ่งเป็นตัวแทนของวัดพุทธท้องถิ่น 2 แห่ง รวมตัวกันประท้วงในช่วงวันที่ 15-16 สิงหาคม ที่ผ่านมา
“อิทธิพลของอิสราเอลกำลังกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แม้แต่เรื่องเล็กน้อย พวกเขาก็ยังหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนในท้องถิ่น และก่อความปั่นป่วนแก่สันติภาพในพื้นที่” ผู้ประท้วงรายหนึ่งระบุ
ชาวบ้านเล่าด้วยว่า ชาวอิสราเอลที่เข้ามา ยังได้จัดตั้งธุรกิจที่ประกอบกิจการนอกกฎหมายโดยไม่มีใบอนุญาตที่จำเป็น จ้างงานเพื่อนร่วมชาติชาวอิสราเอลโดยไม่มีวีซ่าทำงานอย่างถูกต้อง และเลือกปฏิบัติกับชาวบ้านท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ
เจ้าอาวาสวัดติคเวลา ดีกาวาลุการามา ดีฆวาปีราชมหาวิหาร หนึ่งใน 2 วัน ที่มีพระสงฆ์เข้าร่วมประท้วงกับพวกชาวบ้าน บอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่า การปล่อยให้มีการจัดตั้งชาบัด จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
“เราไม่ต้องการให้นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้ามาในพื้นที่ของเรา เพราะการมีอยู่ของพวกเขาเป็นการรบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ต้องการมาเยือนดินแดนของเรา จำนวนนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ลดลงอย่างมาก เพราะว่านักท่องเที่ยวอิสราเอลก่อมลพิษกับสถานที่นี้”
โฆษกสำนักงานเลขาธิการติคเวลา ให้สัมภาษณ์กับอาหรับนิวส์ ว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังตรวจสอบกรณีดังกล่าว และบอกว่า “ชาบัดแห่งนี้ดำเนินงานอย่างผิดกฎหมาย และเราจะไม่ยอมให้การกระทำผิดกฎหมายใดๆ เกิดขึ้นภายในขอบเขตอำนาจของสภาเมือง”
2) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวคราวชาวบ้านท้องถิ่นในประเทศต่างๆ มีเหตุกระทบกระทั่งหรือเอือมระอาคนอิสราเอลมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความกังวลที่จะถูกชาวอิสราเอลยึดครอง ในนั้นรวมถึงประเทศไทย ที่มีกรณีนักท่องเที่ยวและผู้พำนักชาวอิสราเอลบางรายถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม หรือมีข้อพิพาทกับประชาชนและผู้ประกอบการไทย
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นชาวอิสราเอลประกอบธุรกิจและครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ผ่านกระบวนการนอมินีหรือใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย ทั้งยังพบอีกว่า ชาวอิสราเอลเปิด “ชาบัด” โดยไม่มีใบอนุญาตที่จำเป็นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ในนั้นรวมถึงใจกลางกรุงเทพฯ
3) สำนักข่าว “The Key News” เผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจและควรได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐอย่างจริงจังว่า
“…ได้มี กลุ่มนักธุรกิจชาวอิสราเอลครอบครัวหนึ่ง ที่ได้สัญชาติไทย ไปเมื่อปี 2560 รวมทั้งหมด 7 คน โดยมีตัวละครหลักรายสำคัญ ที่เราขอเรียกเขาว่า “โจเซฟ” มาบุกเบิกธุรกิจในประเทศไทยอยู่หลายสิบปี โดยในปี 2560 จึงมีการยื่นเรื่องขอแปลงสัญชาติ พร้อมกับลูกๆ หลานๆ
“โจเซฟ” ปรากฏชื่อเป็นกรรมการบริษัทอย่างน้อย 8 แห่ง ตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ 2.ธุรกิจการเช่าและดำเนินการเกี่ยวกับอสังหาฯ ของตนเองหรือเช่าจากผู้อื่น 3.กิจกรรมที่ช่วยเสริมการให้บริการทางการเงิน ซึ่งมิได้จัดไว้ในประเภทอื่น 4.กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ 5.ธุรกิจอาหารโคเชอร์ ของชาวอิสราเอล (กำหนดให้มีเนื้อสัตว์ ธัญพืชที่ทานได้และไม่ได้ ต้องผ่านการรับรองโคเชอร์ เคยประกอบธุรกิจทั้งที่เชียงใหม่ และถนนข้าวสาร) 6.ธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา ตั้งอยู่บนเกาะพะงัน ตั้งแต่ปี 2552 7.ธุรกิจเกี่ยวกับการทดสอบวิเคราะห์การปฏิบัติการทางกายภาพและเคมีบนถนนข้าวสาร และ 8.ธุรกิจนำเที่ยว
ในปัจจุบัน หลังจากที่ “โจเซฟและลูกหลาน” ได้สัญชาติไทยไปเมื่อปี’60 มีการขยายธุรกิจรวมๆ แล้วกว่า 40 บริษัท กระจายตามแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่เกาะพะงัน เกาะสมุย จ.ภูเก็ต ส่วนใหญ่ประกอบกิจการรีสอร์ท อสังหาริมทรัพย์ สถานรับเลี้ยงเด็ก นอกจากนี้ ยังมีการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต บริษัทโฮลดิ้งส์ที่ปรึกษาทางการเงิน ตลอดจนขนส่งเชื้อเพลิง ล่าสุด ได้ขยายกิจการไปถึงธุรกิจนำเที่ยว ที่มีรายได้ในปี’67 แตะระดับ 1.3 พันล้านบาท มีกำไรสุทธิ 15 ล้านบาท มีการจ่ายภาษี 5 ล้านบาทเศษ
ในแง่ธุรกิจ “โจเซฟและครอบครัว” ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย มูลค่าธุรกิจทั้งรายได้และสินทรัพย์รวมๆ ระดับหมื่นล้านบาท แต่คำถามสำคัญคือ การที่กลุ่มชาวอิสราเอลเพียงกลุ่มนี้ที่ได้สัญชาติไทย สามารถซื้อที่ดินตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ แล้วสร้างรายได้จากโรงแรม ธุรกิจนำเที่ยว ร้านอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งหมดล้วนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศไทยทั้งสิ้น
แต่ในมุมกลับกัน ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรกลับคืนมาบ้าง แน่นอนว่า อาจมีภาษีเงินบ้าง แต่คงเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเงินจากนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ล้วนหมุนเวียนเข้าไปในธุรกิจของครอบครัวโจเซฟแทบทั้งหมดแล้ว
4) ที่น่าสนใจอีกประการ นั่นคือ ในปี 2563 พบชื่อยิวสมาคมแห่งประเทศไทย โดย “โจเซฟ” เป็นผู้ขอยื่นเเบบขออนุญาตก่อสร้าง “ชาบัด” หรือ “โบสถ์ยิว” ในซอยสุขุมวิท 22 โดยซื้อที่ดินบ้านข้างเคียงเพิ่มเติมขึ้นมา รวมทั้งหมด 4 โฉนด แล้วทุบอาคารเก่า ก่อสร้างเป็นอาคารคอนกรีตสูง 5 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 3 ชั้น ได้รับใบอนุญาตในเดือน ธ.ค. 2567 กำหนดก่อสร้าง แล้วเสร็จ ธ.ค.2568
เมื่อตรวจสอบเชิงลึก พบว่า “โจเซฟและลูกเขย” ที่เป็นอดีต “แรบไบ” หรือ “นักบวชยิว” มีบทบาทสำคัญในการดูแลโบสถ์ยิวทั้งหมดในประเทศไทย 7 แห่ง รวมทั้ง “ลูกสาวของโจเซฟ” ได้แต่งงานกับ “แรบไบประจำเกาะพะงัน” และทั้งคู่ได้ขอแปลงสัญชาติไทยแล้วเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบประวัติ ยังพบว่า “ลูกสาวของโจเซฟ” เชื่อมโยงกับการเปิดศูนย์รับเลี้ยงเด็กชาวอิสราเอลในพื้นที่เกาะพะงัน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้น เมื่อ มี.ค.2567 นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า “แรบไบประจำชาบัด บนเกาะสมุย ก็ได้ขอแปลงสัญชาติไทยแล้วเช่นกัน เรียกได้ว่า เป็นนักบวชยิวที่มาอยู่ในประเทศไทย ได้แปลงสัญชาติแล้วเกือบทั้งหมด”
ทีมข่าว The Key News ได้นำประเด็นชาวยิวที่ได้สัญชาติไทยแล้วขยายอาณาจักร สร้างธุรกิจครอบคลุมต้นน้ำยันปลายน้ำ ไปสอบถามจากแหล่งข่าวในกรมการปกครอง ได้รับคำตอบว่า ชาวยิวกลุ่มนี้ มีการขอสัญชาติในกลุ่มนักลงทุน ที่กำหนดว่าต้องประกอบธุรกิจไม่ต่ำกว่า 3 ปี มีเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท โดย “โจเซฟ” ที่เป็นผู้บุกเบิก มีการนำเงินสดมาลงทุนตั้งแต่ปี 2536 ประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กระทั่งในปี 2560 ได้มีการยื่นขอสัญชาติลูกๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อกรมการปกครองได้รับทราบปัญหา ทางผู้บริหารไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะได้หารือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อพิจารณาว่า พฤติกรรมของชาวอิสราเอลที่ได้สัญชาติไทยกลุ่มนี้ มีการประกอบธุรกิจใดที่ขัดต่อกฎหมาย สุ่มเสี่ยงกระทบความมั่นคง ที่อาจเป็นผลให้ถูกถอนสัญชาติได้หรือไม่ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ไม่มีการให้สัญชาติกลุ่มชาวอิสราเอลเพิ่มเติมแต่อย่างใด
5) มีอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งผู้คนกำลังกังวล นั่นคือ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหาร กทม. ให้การต้อนรับนางอะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า
มีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันหลายด้าน ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การป้องกันอุทกภัย การรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนนวัตกรรมเมืองและการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยังมอบกุญแจเมืองจำลองและหนังสือ “As Floral Tributes for His Majesty the King” ให้แก่เอกอัครราชทูตเพื่อเป็นของที่ระลึกด้วย แต่ยังไม่ปรากฏรายละเอียดชัดเจนว่า หลังจากวันดังกล่าวมีการตกลงหรือเดินหน้าโครงการใดแล้วหรือไม่จึงเริ่มมีกระแสการเรียกร้องว่า กทม. ควรเปิดเผยรายละเอียดขอบเขตโครงการ งบประมาณ และมาตรการคุ้มครองข้อมูลให้สังคมได้รับทราบอย่างโปร่งใส จากวันหารือในเดือนมกราคมจนถึงวันนี้ กทม. ได้เดินหน้าความร่วมมืออะไรกับอิสราเอล ไปแล้วบ้าง?
6) อีกทั้งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 น.ส.จินดารัตน์ สัตยพันธ์ อายุ 35 ปี เจ้าของ สมุยเอ็กโซติก ปาร์ค พร้อมสามี เดินทางเข้าแจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มชาวอิสราเอล โดยอ้างว่าถูกชาวอิสราเอลก่อกวน มีพฤติกรรมพูดจาข่มขู่คุกคาม จนเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
น.ส.จินดารัตน์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เคารพกฎของสวนสัตว์ ทั้งการไม่ชำระเงิน พยายามขอเงินคืน และมีพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์ จนต้องตัดสินใจติดธง เพื่อไม่รับกลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าพื้นที่ แต่หลังจากนั้น กลับมีข้อความข่มขู่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งขู่ว่า จะทำร้ายคนในครอบครัว เผาบ้าน และล่าสุดมีข้อความขู่ว่า จะเผาสวนสัตว์ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยทั้งต่อตัวเอง ครอบครัว และสัตว์ที่ดูแลอยู่
ที่ผ่านมา เคยถูกกล่าวอ้างจากบุคคลในกลุ่มดังกล่าวว่าเกาะสมุยเป็นของอิสราเอล และสามารถทำอะไรก็ได้ในพื้นที่ พร้อมอ้างว่า รู้จักตำรวจ และทนายความหลายคน จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดบุคคลเหล่านี้ จึงมีความมั่นใจในการแสดงพฤติกรรมดังกล่าว และมีใครอยู่เบื้องหลัง หรือให้การสนับสนุนหรือไม่
หลังเข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสวนสัตว์ ทั้งเอกสารการครอบครองสัตว์ ใบอนุญาตประกอบกิจการ และเอกสารด้านการก่อสร้าง ซึ่งตนเอง ยืนยันว่า ทุกอย่างดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกว่า ถูกติดตาม หรือเฝ้าสังเกต โดยมีบุคคลขับรถมาจอดบริเวณหน้าบ้าน และวนเวียนอยู่หลายครั้ง ขณะที่มีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่บนเกาะสมุย เข้ามาให้กำลังใจ พร้อมบอกว่า เคยพบเหตุการณ์ในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ไม่กล้าออกมาพูด
และยังมีการข่มขู่ว่า รู้พิกัดบ้านแม่ของสามีตนเอง มีการข่มขู่ว่าจะเผาบ้าน ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน บ้านของแม่ตนเอง ก็ถูกไฟไหม้จนวอดทั้งหลัง โดยก่อนเกิดเหตุพบว่า มีคนมาเคาะประตูบ้านตอนประมาณ ตี 4-5 แต่ไม่ได้เดินออกมาเปิดประตู จนวันที่เกิดเหตุไฟไหม้ แม่อยู่กับแมว 3 ตัว และได้กลิ่นบางอย่างผิดปกติ จึงรีบออกจากบ้าน และแจ้งเจ้าหน้าที่จนพบว่า มีไฟไหม้เกิดขึ้น
7) ล่าสุด วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการเปิดโต๊ะข่าว ช่อง PPTV HD 36 ระบุว่า “ขณะนี้กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เพิกถอนวีซ่าท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวดังกล่าวแล้ว และเตรียมผลักดันกลับประเทศ พร้อมกับติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องรายอื่นๆ มาดำเนินคดีต่อไป”
สรุป : เรื่องนี้ ส่อเค้าว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควรใส่ใจ และเร่งรีบมีมาตรการจัดการออกมา เพื่อให้ประชาชนคนไทยอุ่นใจว่าราชอาณาจักรไทย จะไม่เป็น “ดินแดนใหม่” ของยิว!!

