ไม่ใช่ ‘บำนาญ สส.’ และไม่ได้ให้ตลอดชีพ

ประเด็น “เงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ที่เคยถูกเรียกอย่างเข้าใจผิดว่า “บำนาญ สส.” กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาฯ ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฐานะรองประธาน กมธ. คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
1) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กมธ. อภิปรายตอนหนึ่งถึง “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ที่ทราบว่ามีการปรับลดและตัดออกทั้งหมด ทั้งที่เป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา ตนได้รับโทรศัพท์ จากอดีตสส. ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เพื่อขอเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ประมาณ 5,000 บาท เพราะจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ไม่มีเงินจ่าย ทั้งนี้ ตนบอกว่าจะโอนผ่านบัญชี แต่อดีตสส.บอกว่าโอนเข้าบัญชีส่วนตัวไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้ริบไปทั้งหมด หรือมีบางกรณีที่พบว่าอดีตสส.ถูกไล่ออกจากห้องเช่า เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า แม้จะมีลูกอยู่ แต่ด้วยคำว่าศักดิ์ศรีจึงไม่พึ่งพาลูก
“อดีตสส.ไม่ได้รวยทุกคน ที่ผมเห็นข้อมูล อดีตสส.มาขอเงิน 1,800 คน ที่ไม่มาขอ 458 คน แต่ละปีต้องใช้งบ 600-700 ล้านบาท ที่ผ่านมาขอไป 200 ล้านบาทไม่พอ หลังจากเดือนมิถุนายน 2569 ไม่ให้แล้ว ต้องรอตกเบิก รองบใหม่ ทั้งนี้ปีที่แล้ว ขาดเงิน 300 ล้านบาท ยังดีที่ประธานสภา ขอ ครม. ของบกลางในวันสุดท้ายก่อนปิดปีงบประมาณ ส่วนปีนี้ยังขาดอีก ถ้าไม่ให้ถือว่าไม่เป็นธรรม” นายวันมูหะมัดนอร์ อภิปราย
และว่า ตนอยากให้เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรี อย่าคิดว่าเป็น อดีต สส. แล้วไม่มีหน้าที่ ทำไมต้องให้ แต่ชาวบ้านไม่คิดแบบนั้น แม้เป็นอดีตสส. ชาวบ้านยังมาหา และมีภาระมากกว่า สส. เพราะอดีตสส.อยู่กับชาวบ้านทุกวัน ส่วน สส. อ้างได้ว่ามาประชุมสภา มาประชุมกรรมาธิการ ดังนั้น ขอให้เห็นความจำเป็นต่อเกียรติและศักดิ์ศรี ที่ผ่านมาพบว่าหลายประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว ยังมีสวัสดิการให้อดีตสส. ดังนั้นหากสภาตัดเงินกองทุนออกหมด เชื่อว่าจะเป็นปัญหาต่อการบริหารกองทุน ที่มีประธานสภาฯ เป็นประธานกองทุน
2) นายภราดร ปริศนานันทกุล กล่าวว่า เป็นอย่างที่นายวันมูหะมัดนอร์อภิปราย ถือเป็นข้อสังเกต ที่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการแบบไหน ทั้งนี้ สส. และ อดีตสส. คิดไม่ต่างกัน มีเพียงคนเดียวที่ต้องการ แต่ตนทราบว่าเขาก็รับเบี้ย ตอนเป็นอดีต สส. รับมาทุกปี ส่วนผู้ช่วย สส. ตั้งเต็มจำนวน แต่ที่เขาพูดเพื่อตั้งใจเอากระแสสังคมให้สังคมต่อว่านักการเมือง แต่สุดท้ายตัวเองก็รับ
3) นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ฐานะกมธ. อภิปรายว่า สภาพของสส.แต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งตนเจ็บปวดที่เห็น สส.ในอดีต ไม่มีที่สส.จะรวย เพราะทำมากินอะไรไม่ได้ ห้ามมีหุ้น ซึ่งตนเคยพูดเล่นๆ ว่า เขาสอนให้คอร์รัปชันอย่างเดียว เพราะทำตามกฎหมายไม่ได้ มีคนบอกว่า ถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเป็น สส. ตนมองว่าพูดง่ายไป หากสส.มีเงิน จะถูกมองว่ามาหากิน ดังนั้น แนวคิดของสังคมควรให้โอกาสคนที่ยากไร้ เพราะครั้งหนึ่งเป็นคนที่เคยทำงาน ขอให้เห็นใจ เพื่อนสส.ที่ยากจน ไม่ร่ำรวย
4) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุด ไม่ใช่เฉพาะ สส. ด้วย อยากให้คนทำงานกินภาษีประชาชน ทำงานคุ้มค่ากับภาษี ทุกบาททุกสตางค์ สส. ซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง ก็ไม่ต่างกับข้าราชการอื่น ก็ต้องทำงานคุ้มค่า คุ้มภาษีของประชาชนทุกคน
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่าประชาชนทุกคนยินดีจะจ่ายสวัสดิการให้กับ สส.ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ถ้าได้เห็นนักการเมืองที่เข้าไปเป็นปากเสียงให้ในสภา ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา มีความกล้าหาญทางการเมือง พร้อมออกมาต่อสู้เรียกร้องให้กับประชาชน ตอนนี้สาเหตุที่อาจจะมีข้อถกเถียงเรื่องกองทุนหรืออะไรต่างๆ ก็ต้องยอมรับว่า ประชาชนอาจยังไม่มีความเชื่อมั่นกับนักการเมือง
ทั้งนี้ ตนอยากยืนยันหลักข้อหนึ่งว่า เราเองอาจจะยังไม่เชื่อมั่นระบบคนดีเข้ามาเป็นนักการเมือง แน่นอนว่าเราอยากได้คนดีเข้ามาทำงานการเมือง แต่เราอยากได้ระบบที่ดี คำว่าระบบที่ดี สส. ไม่ว่าจะเป็นใครไม่ได้มีต้นทุนสูงในชีวิต ไม่ได้เกิดมาร่ำรวย ไม่ได้เกิดมาในตระกูลการเมืองที่ใหญ่โต แต่เป็นคนธรรมดาที่สามารถเข้ามาทำงานการเมืองได้ และไม่หาช่องทางในการเรียกรับเงินทอน หรือเงินสีเทาต่างๆ เพื่อให้มีเงินมาทำพื้นที่
“เราอยากเห็นระบบที่ออกแบบมาให้ สส. ทุกคน มีสวัสดิการที่ทำให้มีความพร้อมในการทำงานอย่างเต็มที่เพียงพอ ถ้าสามารถหาทางออกได้ ตอบโจทย์กับสิ่งที่อยู่ในใจประชาชน ประชาชนเห็นว่า สส.สามารถทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็จะหมดไป”
5) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวว่า ตนขอยืนยันจุดยืนคัดค้านอย่างเต็มที่ เพราะ สส. และ สว. ไม่ควรให้ประชาชนมาเลี้ยงดูตลอดชีวิต และมองว่าการรับเงินบำนาญเดือนละกว่า 20,000 บาท เป็นการเอาเปรียบประชาชนอย่างมาก
ส่วนที่มีการหยิบยกเหตุผลว่า อดีต สส. และอดีต สว. บางคนมีความลำบากจนไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล และไม่ได้มีฐานะร่ำรวยกันทุกคนนั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า หากลำบากขนาดนั้นจริง ก็ควรไปใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ไม่ควรอ้างเอกสิทธิ์ความเป็นอดีต สส. เพื่อขอเงินภาษีไปจุนเจือตัวเอง
นพ.วรงค์กล่าวว่า แม้ไม่ได้ใช้เงินจากกองทุนสวัสดิการอดีตสมาชิกรัฐสภา ก็ยังมีสิทธิสวัสดิการที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว เช่น ค่ารักษาพยาบาลปีละ 10,000 บาท และสิทธิเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร ซึ่งถือว่าเพียงพอและมีสิทธิมากกว่าประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่นายภราดรออกมาวิจารณ์นักการเมืองที่โจมตีกองทุนดังกล่าวว่าเป็นการ “ตั้งใจเอากระแสสังคม” ทั้งที่ตนเองก็รับเงินสวัสดิการอยู่นั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตนเองเคยรับเงินดังกล่าวจริง แต่ปัจจุบันตนมีสำนึกและรับฟังเสียงประชาชนที่มองว่า พฤติกรรมการออกกฎหมายเพื่อยกมืออนุมัติให้นำเงินภาษีจากประชาชนมาเลี้ยงดูพวกพ้องเป็นเรื่องที่รับไม่ได้
“ผมไม่ได้หาแสง แต่ผมทำตามความต้องการของประชาชน พวกหาแสงคือพวกที่พูดเฉยๆ แต่ไม่ทำอะไร ผมขอท้าคุณภราดรมาดีเบตกันในสภาฯ ในวาระ 2 ช่วงที่มีการถ่ายทอดสดเลยดีกว่า” นพ.วรงค์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนถึงการใช้กองทุนสวัสดิการอดีตสมาชิกรัฐสภาในการจ่ายเงินบำนาญ นพ.วรงค์เสนอให้ถามความคิดเห็นจากประชาชน โดยเรียกร้องให้สภาฯ หรือสำนักโพลที่น่าเชื่อถือ จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่จะนำเงินภาษีไปจ่ายเป็นเงินบำนาญให้อดีต สส. และ สว. เดือนละกว่า 20,000 บาท ไปจนกระทั่งเสียชีวิต
“นี่คือเงินภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินของนักการเมืองดังนั้นต้องถามเจ้าของเงินว่าเขาเห็นด้วยไหม อย่ามาแอบอ้างทำกันเองในสภาฯ ผมพร้อมที่จะดีเบตเรื่องนี้แบบเห็นหน้ากันในสภาฯ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน” นพ.วรงค์ กล่าว
6) หากไปส่องดู สวัสดิการของผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา 2556 และระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
ในมาตรา 16 ของพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน
ได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2556 ระบุว่า
สมาชิกรัฐสภาซึ่งได้ส่งเงินเข้ากองทุน มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก ตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และจํานวนอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพอันจะพึงได้รับจากกองทุนนั้น ให้นําระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งการเป็นสมาชิกรัฐสภาของผู้นั้นมาคิดคํานวณด้วย
สมาชิกรัฐสภาที่จะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเป็นบุคคลที่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตําแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
สำหรับรายละเอียดการดำเนินการ ได้มีระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ฉบับล่าสุดระบุใน ข้อ 29 ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามข้อ 27 มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน โดยให้ “ได้รับเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาสําหรับคํานวณเงินทุนเลี้ยงชีพ” ตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 1 เดือนแต่ไม่ถึง 12 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลาสี่เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ
(2) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 12 เดือน แต่ไม่ถึง 48 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
(3) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 48 เดือน แต่ไม่ถึง 96 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 35 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
(4) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 96 เดือน แต่ไม่ถึง 144 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 40 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
(5) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพตั้งแต่ 144 เดือน แต่ไม่ถึง 192 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 45 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
(6) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 192 เดือน แต่ไม่ถึง 240 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 50 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
(7) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 240 เดือน แต่ไม่ถึง 288 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 55 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
(8) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 288 เดือนขึ้นไป ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 60 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย
ส่วนค่ารักษาพยาบาล ข้อ 32 ในการแก้ไขล่าสุดระบุว่า อนุมัติจ่ายเงินครั้งละไม่เกิน 130,000 บาท/ปี
กรณีทุพพลภาพเดิม ระบุว่ามีการจ่ายให้ 5,000 บาทต่อเดือน แต่ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ได้มีการแก้ไขเป็น 15,000 บาท/เดือน
สำหรับการช่วยเหลือทุนการศึกษาบุตร ข้อ 45 ระบุไว้ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาภายหลังวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุน
ในกรณีการให้การศึกษาบุตรสําหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงคนที่หนึ่งและคนที่สอง ทั้งนี้ ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น
สรุป : เรื่องนี้ยังมีข้อ “เข้าใจผิด” อีกหลายประการ เช่น ไม่ใช้เงิน “บำนาญ”, ไม่ได้ให้ “ตลอดชีพ” ซึ่งต้องยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดที่เกิดจากการ “ปั่นกระแส”
ในท้ายที่สุด เรื่องนี้คงกลับมาร้อนแรงต่อเนื่องอีกครั้ง เมื่อเปิดสภา และเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม สส.
ทางออกคือ ขจัดความเข้าใจผิด หยุดปั่น และถกกันที่หลักการ เหตุผล และดูให้อยู่ในอัตรากับระยะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น!!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

