ถอดรหัส ‘ฝ่ายค้าน’ ขับ ‘พรรคกล้าธรรม’

หลายคนมองว่า เหตุการณ์นี้ ช่างเป็นเหตุการณ์ที่มหัศจรรย์พันลึกมาก
กล่าวคือ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า
“...ในการเมืองระบบรัฐสภา เป็นที่เข้าใจดีว่าการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้าน ย่อมมีมาตรฐานและรูปแบบที่แตกต่างกับการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองในซีกรัฐบาล
...เพราะในขณะที่พรรคในซีกรัฐบาล ตกลงจับมือกันเพื่อตั้งรัฐบาล, พรรคในซีกฝ่ายค้านประกอบไปด้วยพรรคการเมืองที่ (ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด) ตัดสินใจไม่ร่วมรัฐบาล หรือ ไม่ถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ด้วยเหตุผลดังกล่าว การทำงานร่วมกันในวิปฝ่ายค้านที่ผ่านมาจึงเป็นการทำงานบนความเข้าใจและการเคารพซึ่งกันและกัน ว่า พรรคในซีกฝ่ายค้าน อาจมีจุดยืน อุดมการณ์ หรือแนวคิดทางนโยบาย ที่แตกต่างกันได้”
นายพริษฐ์ระบุว่า สิ่งหนึ่งที่ผมยืนยันว่าพรรคในซีกฝ่ายค้านควรมีร่วมกัน คือ จุดร่วมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ไม่ให้ทำงานผิดทิศผิดทาง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมได้มีมติให้ สส. จากพรรค ลงมติเห็นชอบ กับพ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่:
(1) ขัดกับมติวิปฝ่ายค้านในวาระสำคัญดังกล่าว (มติวิปฝ่ายค้าน คือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “งดออกเสียง” ตามมติของแต่ละพรรค)
(2) ก่อให้เกิดคำถามถึง สถานะและเจตนารมณ์ของพรรคกล้าธรรมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลปัจจุบัน ยิ่งเมื่อประกอบกับความไม่ชัดเจนของพรรคต่อการยื่นญัตติและลงมติในวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
“ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ผมได้หารือกับตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ตกลงร่วมกันในการปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร(วิปฝ่ายค้าน) ทั้งนี้ เพื่อให้กลไกของรัฐสภาที่ถูกออกแบบไว้สำหรับฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลถูกใช้โดยพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน” นายพริษฐ์กล่าว
และว่า “อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่พรรคกล้าธรรมมีสส.ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนถึง 58 คน ผมจะยังคงทำหน้าที่ประสานงานกับตัวแทนของพรรคกล้าธรรมต่อไป เพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของ สส.พรรคกล้าธรรม ในการมีพื้นที่ทำงานในสภาในฐานะผู้แทนราษฎร ผ่านกลไกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน (เช่น เวลาในการอภิปรายวาระทั่วไป /โควต้าการปรึกษาหารือปัญหาในพื้นที่)”
นั่นคือ “ข้อมูล” ที่ผู้เกี่ยวข้อง “บอกเล่า” กับประชาชนคนไทย
คราวนี้ เรามา “ถอดรหัส” เรื่องนี้ กันดีกว่า
1) ชัดเจนว่า การที่ พรรคกล้าธรรม โหวต “เห็นชอบ” ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 สวนทางมติวิป ทำให้แกนนำฝ่ายค้านมองว่า พรรคกล้าธรรมไม่มีจุดยืนร่วมกับฝ่ายค้านอย่างแท้จริง และหากยังปล่อยให้ พรรคกล้าธรรม อยู่ในวงประชุมวิปฝ่ายค้านต่อไป มีความเสี่ยงสูงที่ “ประเด็นซักฟอก และข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ” จะรั่วไหลไปยังฝั่งรัฐบาลได้ การปรับพรรคกล้าธรรมออกจึงเป็นการ “เคลียร์พื้นที่ความปลอดภัย” ด้านข้อมูล
2) ต้องตั้งหลักและตั้งสติกันนิดหนึ่งว่า นี่เป็นเพียงการ “ปรับพรรคกล้าธรรมออกจากการร่วมอยู่ในคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน)” เท่านั้น ไม่ใช่การปรับหรือขับออกจากฝ่ายค้าน ดังที่พูดๆ กันอยู่
3) การเป็น “ฝ่ายค้าน” นั้น ไม่มีใครต้องชักชวนใคร ไม่ต้องคิดเห็นเหมือนกัน เพียงแต่เพื่อให้การทำงานราบรื่น เป็นระบบ สอดรับกับกฎ กติกา มารยาท ของระบบรัฐสภา ก็ต้องมี คณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ที่แต่ละพรรคต้องส่งตัวแทนมาคอยประสานงานและหารือกัน ว่าจะทำอะไร อย่างไร ตอนไหน
4) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษกพรรคกล้าธรรม ยืนยันว่าการลงมติของพรรคยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ไร้เกมการเมือง และไม่ว่าอยู่จุดไหน สส.ของพรรคก็ทำหน้าที่เพื่อประชาชนผ่านสภาฯ ต่อไปได้ อันนี้ต้องชี้กันแบบตรงไปตรงมาว่านายอรรถกรเลี่ยง “ความจริงที่ว่า พรรคกล้าธรรมไม่ทำตามมติ” หากจะหล่อแบบนี้ ก็อย่าไปมีมติร่วมกันใน “วิปฝ่ายค้าน” ครับ ต้องยืนยันไปเลยว่า พรรคกล้าธรรมจะโหวตเห็นชอบหรือเห็นด้วย แค่นั้นจบ ไม่ใช่มีมติอย่างหนึ่งมาโหวตอีกอย่างหนึ่ง แบบนี้เขาเรียกว่า “เสียมารยาท” และ “ไว้ใจไม่ได้” หรือ “ไม่มีสัจจะ” นั่นเอง
5) แต่การถูกปรับออกจาก “การร่วมอยู่ในคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน)” นี้ ไม่ได้มีผลอะไรกับพรรคกล้าธรรม กลับทำให้พรรคกล้าธรรมถูกจับตามองมากขึ้นด้วยซ้ำ ว่า หลังจากนี้ จะวางตัวเองไว้ในรูปแบบใด เช่น ฝ่ายค้านอิสระ ฝ่ายคอยที่เฝ้าแต่ทอดสะพานหรือเป็นนอมินีของฝั่งรัฐบาลในซีกฝ่ายค้าน ส่วนพรรคฝ่ายค้านที่เหลือ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรเช่นกัน เพราะฝ่ายค้านไม่มีศักยภาพจะล้มรัฐบาลด้วย “จำนวน” ได้อยู่แล้ว ขาดพรรคกล้าธรรมไป จึงไม่มีนัยสำคัญ
6) ดูเหมือนว่า พรรคฝ่ายค้านที่เหลือต้องการ “หุ้นส่วนที่เชื่อใจได้” และ “ไม่กลับกลอก” ขณะที่กล้าธรรมบอก “กูเป็นตัวของตัวเอง” ส่วนสังคมจะมองพรรคกล้าธรรมอย่างไร ก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจ หรือให้ความสำคัญนัก
7) อย่างที่บอกแล้วว่า “ฝ่ายค้านไม่มีศักยภาพจะล้มรัฐบาลด้วย “จำนวน” ได้อยู่แล้ว” การตรวจสอบที่จริงจัง มีข้อมูลหลักฐาน มีการดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดอย่างต่อเนื่องผ่านองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและศาลต่างหาก ที่จะล้มรัฐบาลได้
8) แต่ปัญหาทุกวันนี้ คือ พรรคใหญ่ของฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชน ชอบทำให้การตรวจสอบ “ปนเปื้อนด้วยอารมณ์ส่วนตัว” ประชาชนจึงไม่ได้มองเห็น “เนื้อแท้ของการตรวจสอบ” แต่เห็นแค่ “การเล่นการเมืองเพื่อเอาชนะคะคานกัน” เท่านั้น เมื่อพรรคกล้าธรรมเล่นสำนวนหล่อๆ ว่า “มติของพรรคยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ไร้เกมการเมือง” มันจึงเป็นการตบปากพริษฐ์และพรรคประชาชนแบบพระเอกๆ แถมได้ลากประชาชนออกจากสาระสำคัญคือ “พรรคกล้าธรรมไม่ทำตามมติ” ซึ่งเท่ากับ “ไม่มีสัจจะ/ไว้ใจไม่ได้” ไอ้ย่างสบายๆ เลย
9) อันว่า “พรรคกล้าธรรม” นั้น เป็นพรรคการเมืองที่เป็นที่รวมของ “คนมีทรัพยากร” ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา จึงได้จำนวน สส.มา มากกว่าที่ใครจะคาดคิด และมีผู้นำที่ “พร้อมจะเป็นรัฐบาล” มากกว่าจะเป็น “ฝ่ายค้าน” จึงนับตั้งแต่มีรัฐบาลอนุทิน 2 มา โดยไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมอยู่ด้วย “ผู้กองธรรมนัส” หัวหน้าพรรค จึงดูจะรามือในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆ ที่เป็นนักตรวจสอบขุดคุ้ยข้อมูลตัวยงคนหนึ่ง จึงถูกเรียกแกมเยาะหยันว่าเป็น “ฝ่ายคอย”
10) ในทางการเมืองแล้ว รัฐบาลขณะนี้ ยังไม่ได้ต้องการพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมเป็นรัฐบาล เพราะความสัมพันธ์ในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่มีอะไรน่าห่วง เก้าอี้รัฐมนตรีก็แบ่งกันลงตัว ชนิดที่ว่า พรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาพ “หมาแมวเชื่องๆ” ที่พรรคภูมิใจไทยสามารถลูบหัวลูบหางได้ ขณะที่ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทยอย่าง นายทักษิณ ชินวัตร ก็ยังมี “ปลอกคอ” ที่พร้อมจะถูกกระตุก ทั้งเรื่อง การเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป คดี 112 และคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ บทบาทของคนในพรรคเพื่อไทยเวลานี้ จึงอยู่ในสภาพเป็นพี่เลี้ยง “คุณหนูเชน” หลานรักของลุงแม้ว มากกว่าจะมาต่อกรกับพรรคภูมิใจไทย ที่ก่อนหน้านั้น ขุดคุ้ยและพยายามจะเอาผิดกันมาหลายต่อหลายเรื่อง ทั้งเรื่อง ที่ดินเขากระโดง การฮั้ว สว. ฯลฯ
11) ในเวลาที่พรรคภูมิใจไทย มีพรรคร่วมที่ “คุมได้” ไม่ได้มีปัญหาความขัดแย้ง การทรยศ หรือการทุจริตคอร์รัปชั่นให้รัฐบาลพลอยซวยไปด้วยนั้นจะเหลือเหตุผลอะไรที่จะต้องรีบร้อนปรับคณะรัฐมนตรี เพราะชวน “พรรคกล้าธรรม” เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งมิได้ “เชื่อง” เท่าพรรคเพื่อไทยในเวลานี้
12) การปล่อยให้พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคฝ่ายคอยต่อไป ดีต่อพรรคภูมิใจไทยยิ่งนัก เสมือนว่าพรรคกล้าธรรมคือ “กรมธรรม์คุ้มครองทางการเมือง” ที่ส่งผลให้ “อำนาจต่อรองของพรรคเพื่อไทย” ต่อพรรคภูมิใจไทยยิ่งถดถอยลง เพราะเห็นแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยเขามิได้เดือดร้อนหรอก ถ้าเราออกจากการร่วมรัฐบาล เพราะเขามีคนพร้อมจะ “เสียบ” อยู่แล้ว ถึงแม้จำนวนจะมิได้เท่าเราก็ตาม นั่นทำให้พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลยิ่งมั่นคงแข็งแรงขึ้นด้วยซ้ำในสภาวะนี้
13) ระหว่างคอย พรรคกล้าธรรมก็เล่นบท “พระเอก” ที่โดดเด่นได้ ด้วยการแสดงจุดยืนว่า อะไรที่รัฐบาลทำได้ดี มีประโยชน์ต่อประชาชน และไม่ทุจริต พรรคกล้าธรรมก็หนุนรัฐบาลได้ แต่เรื่องใดที่ต้องตรวจสอบ พรรคกล้าธรรมก็ไม่ลดเพดานบินลงมา แล้วให้กัปตันค้อมหัวให้อนุทิน ระหว่างบินรอรันเวย์ว่าง เพียงเพื่อจะได้ลงจอดในฐานะ “พรรคร่วมรัฐบาล”
14) ถ้าพรรคกล้าธรรมแข็งกร้าวในเรื่องที่ต้องแข็งกร้าว ตรวจสอบในเรื่องที่ต้องตรวจสอบ สนับสนุนในเรื่องที่ควรสนับสนุน ไม่มานั่งสะดิ้งว่า ไม่นะ ทำไม่ได้นะเราอยู่ซีกฝ่ายค้าน จนประชาชนเขารำคาญและเอือมระอา เวลานี้พรรคกล้าธรรมเล่นบทนี้ได้สบายๆ อยู่ที่จะเล่นหรือไม่ หากเล่น จะเติม “คุณค่าทางการเมือง” ให้แก่พรรคกล้าธรรม ที่จะช่วยลดเฉดสีเทาๆ และความมอมแมมทางประวัติของตัวบุคคล ให้ผู้คนถือสาลดลงได้ และหันมามองอย่างเคารพ มีความหวัง จนถึงขั้นมีใจที่จะสนับสนุนพรรคกล้าธรรมเพิ่มมากขึ้นได้
15) แต่ก็นั่นแหละ จำนวน “ทรัพยากร” ที่พรรคกล้าธรรมมี ความกล้าได้กล้าเสีย และความอยากสร้างประวัติใหม่ ลบประวัติเก่า ของบุคคลในพรรคกล้าธรรมนี่แหละ ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องผลีผลามรับพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาล เพราะจำนวนเท่าที่มีตอนนี้ก็เกินครึ่งไปมากพอแล้ว กับพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้มีปัญหาระหว่างกัน เช่นนั้นแล้ว จะเปิดโอกาสให้พรรคกล้าธรรมเข้ามาเป็นรัฐบาล บางโอกาสสร้างผลงานไปทำไม
16) อย่าลืมว่า ฐานเสียงของสองพรรคนี้ทับซ้อนกันอยู่ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมสามารถยึดพื้นที่เป้าหมายที่พรรคภูมิใจไทยเขาเล็งไว้แล้ว ไปได้ตั้งหลายพื้นที่ ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยพยายามจะเติบโต กลับมีพรรคการเมืองอีกพรรคมาแข่งบารมีมาตัดหน้าคว้าชัยไป ทั้งๆ ที่เวลานั้นไม่ได้มีผลงานโดดเด่นอะไรนัก ขืนให้โอกาสทำงานแล้วโดดเด่นขึ้นมา เลือกตั้งครั้งหน้า “พรรคกล้าธรรม” คงจะเติบใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่า และจะเพิ่มการแย่งเก้าอี้ สส. ไปจากพรรคภูมิใจไทยเอาได้ง่ายๆ พรรคภูมิใจไทย จึงต้อง “บอนไซ” พรรคกล้าธรรมไว้เท่านี้ก่อน เป็นอันว่าดีที่สุด
เช่นนั้นแล้ว โดยสรุป เราจะเห็นการเมืองที่ “พรรคประชาธิปัตย์จมและถูกกลืนไปโดยพรรคส้ม” พรรคกล้าธรรมเล่นได้หลายบทกว่า แต่ยังไม่ถึงเวลาได้ร่วมรัฐบาล พรรคประชาชนยังคงเจ้าอารมณ์ เจ้าวาทกรรมและโทษคนอื่นๆ สิ่งอื่น ที่ไม่ใช่ตัวเองต่อไป ตามนิสัยของเด็กและเผด็จการ
พรรคภูมิใจไทยยิ้มหวานที่สุด
ระหว่างยิ้มหวาน หากไม่มีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ ก็ใช่ว่าจะโตไปกว่านี้ได้ง่ายๆ

